บทที่ 331: ศึกเดือดโรงพัก
เสียงกำปั้นกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
“ปัง! ปัง!”
ไป๋เฟิ่นโต้วซัดหมัดหนักๆ เข้าที่ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนอย่างจังถึงสองหมัดซ้อน โดยไม่มีทีท่าว่าจะออมแรงแม้แต่น้อย
“คิดว่าฉันรังแกง่ายนักใช่ไหม คิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรหรือไง บอกไว้ก่อนนะว่าลูกผู้ชายอย่างฉันยึดความถูกต้องเป็นหลัก คนเลวๆ อย่างเธอสมควรโดนสั่งสอนเสียบ้าง”
ไป๋เฟิ่นโต้วตะโกนใส่หน้าคู่กรณีด้วยความเดือดดาล
“ตีเลย! ตีมันเลย! ตีอีแก่คนนี้ให้ตายไปเลย”
เสียงเล็กๆ ของซูจินไหลดังแทรกขึ้นมา เด็กชายตะโกนเชียร์อย่างออกรสออกชาติ พลางกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างวงล้อม
“อาเฟิ่นโต้วสู้เขา! สู้ๆ! อัดมันให้น่วมไปเลย”
ซูจินไหลยังคงยุยงส่งเสริมไม่หยุดปาก
เดิมทีไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มจะหมดความรู้สึกดีๆ กับสามพี่น้องตระกูลซูไปแล้วจากเรื่องราวก่อนหน้านี้ ทว่าพอได้ยินเด็กชายตะโกนเรียกเขาว่า “อาเฟิ่นโต้ว” ด้วยน้ำเสียงยกย่องศรัทธาอีกครั้ง ความรู้สึกห่างเหินก็มลายหายไปทันที เขาพลันรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับเด็กๆ กลับมาแน่นแฟ้นกลมเกลียวเหมือนวันเก่าก่อน
หัวใจของชายหนุ่มพองโตด้วยความฮึกเหิม เขาคิดในใจว่าจะต้องไม่ยอมเสียหน้าต่อหน้าหลานชายเด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้น ไป๋เฟิ่นโต้วก็พุ่งเข้าไปกดร่างของเจียงเป่าหงเอาไว้แน่น ก่อนจะระดมหมัดใส่ไม่ยั้ง
“ปัง! ปัง!”
เสียงหมัดกระแทกเป้าหมายดังขึ้นอีกสองครั้ง
ภาพเหตุการณ์ที่ผู้ชายกำลังลงไม้ลงมือกับผู้หญิงนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฝ่ายหญิงย่อมเสียเปรียบเห็นๆ แม้ว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่ชอบท่าทางวางก้ามอวดเบ่งของเจียงเป่าหงสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็รับไม่ได้กับการที่ไป๋เฟิ่นโต้วทำร้ายผู้หญิงเช่นกัน ผู้ชายอกสามศอกที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ ช่างไม่ลูกผู้ชายเอาเสียเลย
จะอธิบายสถานการณ์นี้อย่างไรดี บรรยากาศในตอนนี้เรียกได้ว่าเละเทะตุ้มเป๊ะราวกับหมากัดกันก็ไม่ปาน สหายตำรวจหลายนายรีบวิ่งเข้ามาแยกคนทั้งคู่ออกจากกันอย่างทุลักทุเล
“ไป๋เฟิ่นโต้ว! นี่คุณทำบ้าอะไรลงไป ตอนนี้คุณไม่เห็นหัวพวกผมแล้วใช่ไหม ที่นี่มันสถานีตำรวจนะ คุณยังกล้ามาก่อเรื่องวิวาทที่นี่อีก คุณคิดจะก่อกบฏหรือยังไง”
ไป๋เฟิ่นโต้วเถียงกลับทันควันอย่างไม่ยอมลดละ
“แล้วตอนที่อีแก่นี่ตบผม พวกคุณหายหัวไปไหนกันหมด ทำไมไม่เห็นพูดอะไรบ้าง หรือจะให้ผมยืนเฉยๆ ให้มันตบฟรีๆ ดูหน้าผมสิ หน้าหล่อๆ ของผมช้ำหมดแล้ว ผมยังไม่ทันได้แต่งงานเลยนะโว้ย”
ต้องยอมรับว่าพลังการต่อสู้ของไป๋เฟิ่นโต้วนั้นเหลือร้ายจริงๆ เขาสามารถเปิดศึกรอบด้านได้พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเจียงเป่าหงหรือสหายตำรวจ ใครกล้าว่าเขา เขาก็สวนกลับทันทีโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สนด้วยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เรียกว่ามุทะลุดุดันแบบสุดๆ
“ถึงอย่างนั้นคุณก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายคนอื่น ยิ่งต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบนี้ คุณคิดจะทำอะไรกันแน่”
สหายตำรวจแทบจะกระอักเลือดด้วยความโมโห เรื่องนี้เดิมทีเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กน้อยที่ไกล่เกลี่ยกันได้ โดยปกติแล้วทั้งสองฝ่ายแค่นั่งปรับความเข้าใจและจับมือขอโทษกันก็จบเรื่อง
เพราะสมัยนี้เด็กดื้อซุกซนมีเยอะแยะ ผู้ใหญ่ทะเลาะเบาะแว้งกันก็มีให้เห็นถมเถ น้อยนักที่จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะมันไม่มีความจำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องราวกลับตาลปัตรจนน่าเหลือเชื่อ ไป๋เฟิ่นโต้วถึงขั้นกล้าลงมือทำร้ายคนในโรงพัก ส่วนทางด้านเจียงเป่าหง... แม้ว่าเจ๊แกจะเป็นผู้เสียหายในเหตุการณ์นี้ แต่ท่าทางเย่อหยิ่งจองหองและการวางอำนาจบาตรใหญ่ของแก ก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
“พวกคุณทุกคนนั่งลงเดี๋ยวนี้! นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวไร้สาระ... เฮ้ย! นั่นคุณจะทำอะไร!”
สหายตำรวจกำลังจะพยายามไกล่เกลี่ยสถานการณ์อีกครั้ง แต่แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องตะโกนลั่น เจียงเป่าหงอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอ พุ่งเข้าไปกระชากตัวซูจินไหลเข้ามาหาตัว ก่อนจะเงื้อมมือตบหน้าเด็กชายฉาดใหญ่
“เพียะ! เพียะ! เพียะ!”
เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นถึ่รัว
เจียงเป่าหงสู้แรงผู้ชายอย่างไป๋เฟิ่นโต้วไม่ได้ เธอใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ไม่เคยต้องเสียเปรียบใครขนาดนี้มาก่อน ความเจ็บใจและความอับอายทำให้อารมณ์ของเธอพุ่งพล่านจนสติแตก ยิ่งหันไปเห็นไอ้เด็กเวรนั่นยืนทำหน้าตาทะเล้นยั่วยวนกวนประสาท เธอก็ยิ่งทนไม่ไหว
เจียงเป่าหงจึงตัดสินใจลงมือระบายแค้นทันที หวังเซียงซิ่วนั่งอุ้มลูกน้อยอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลกันนัก ข้างๆ เธอคือแม่สามีอย่างซูต้าเหนียงที่กำลังกอดปลอบขวัญซูอวิ๋นไหลและถงไหลอยู่
การกระทำของเจียงเป่าหงรวดเร็วมาก เธอตบตีลูกชายของหวังเซียงซิ่วด้วยความบ้าคลั่ง หัวใจของคนเป็นแม่กระตุกวูบ หวังเซียงซิ่วทนเห็นลูกถูกทำร้ายไม่ได้ เธอร้องคำรามลั่นราวกับแม่เสือที่หวงลูก
“อ๊ากกก!”
หญิงม่ายสาวพุ่งตัวเข้าใส่เจียงเป่าหงเต็มแรง แรงกระแทกส่งผลให้เจียงเป่าหงหงายหลังล้มตึงลงไปกับพื้น หวังเซียงซิ่วไม่รอช้า รีบกระโดดขึ้นคร่อมร่างของอีกฝ่ายไว้ แล้วระดมตบไม่ยั้งมือ
“แกกล้าดียังไงมาตีลูกชายฉัน! ฉันจะตบให้ตายเลย! นังผู้หญิงสารเลว! แกกล้ารังแกพวกเราแม่ลูกอ่อนแอเหรอ”
“เวรเอ้ย!”
“หยุดนะ! พวกคุณรีบหยุดมือเดี๋ยวนี้ นี่มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว คิดว่าไม่มีกฎหมายบ้านเมืองหรือยังไง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายต้องกรูเข้ามาแยกคนทั้งคู่ออกจากกันอีกครั้ง สภาพของเจียงเป่าหงในตอนนี้ดูแทบไม่ได้ ใบหน้าบวมปูดราวกับหัวหมู ที่ลำคอมีรอยเล็บข่วนเป็นทางยาวเลือดซิบ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง
“พวกคุณไม่รู้หรือไงว่าที่นี่คือที่ไหน เห็นพวกผมเป็นหัวหลักหัวตอกันหรือยังไง! ทั้งหมดไปนั่งยองๆ เข้ามุมกำแพงเดี๋ยวนี้!”
“ทำไมต้องไป!”
เสียงประท้วงดังขึ้นพร้อมกันจากหลายปาก
สหายตำรวจโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม พวกเขาเคยเจอคนพาลมาก็มาก แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีความเกรงกลัวตำรวจอยู่บ้าง แต่กับคนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่เห็นหัวตำรวจเลยแม้แต่น้อย ทำเหมือนโรงพักเป็นเวทีประลองยุทธ์ส่วนตัวอย่างนั้นแหละ
ช่าง... น่าปวดหัวสิ้นดี
จวงจื้อซีที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่ง เห็นสภาพสะบักสะบอมของเจียงเป่าหงหลังจากผ่านศึกหนักมาสองรอบ มุมปากของเขาก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าปกติแล้วเขาจะรำคาญไป๋เฟิ่นโต้วและคู่แม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลซูอยู่ไม่น้อย แต่มีคำกล่าวว่าอะไรนะ... ช่างเถอะ นึกไม่ออก เอาเป็นว่าพอได้เห็นคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าลงมือจัดการกับคนที่น่ารังเกียจพอกัน มันช่างเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตาเสียจริง
ในเวลานี้เขารู้สึกดีใจลึกๆ ที่ไป๋เฟิ่นโต้วมีนิสัยมุทะลุแบบนี้ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ได้เห็นฉากเด็ดๆ แบบนี้หรอกจริงไหม เรื่องต่อยตีผู้หญิงนี่ ต้องยกให้ไป๋เฟิ่นโต้วเป็นที่หนึ่งจริงๆ
จวงจื้อซีสะกิดแขนป้าหวังเบาๆ ทั้งสองคนพากันขยับถอยหลังออกมาห่างจากวงล้อม จวงจื้อซีมองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของสาเหตุความขัดแย้งตอนต้นแล้ว แต่มันกลายเป็นการระบายอารมณ์โกรธแค้นส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างเหม็นขี้หน้ากันเต็มทน
ถ้าเป็นแบบนี้ รับรองว่าเดี๋ยวต้องมีการลงไม้ลงมือกันอีกรอบแน่ๆ ดังนั้นพวกจีนมุงอย่างเราๆ ควรจะถอยไปดูอยู่ห่างๆ จะปลอดภัยกว่า ขืนยืนใกล้เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเจ็บตัวฟรี
ต้องบอกว่าจวงจื้อซีมีประสบการณ์ในการมุงดูเรื่องชาวบ้านอย่างโชกโชน การคาดการณ์ของเขาแม่นยำไม่มีผิดเพี้ยน ขณะที่สหายตำรวจกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นั้น ทางฝั่งเจียงเป่าหงก็พาลหาเรื่องเด็กอีกครั้ง เธอกลืนความแค้นนี้ไม่ลงจริงๆ
คราวนี้เธอเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ซูอวิ๋นไหลซึ่งอยู่ใกล้ตัวที่สุด เธอจำได้แม่นว่าไอ้เด็กคนนี้ก็ร่วมวงปาหินใส่ด้วย เจียงเป่าหงเอื้อมมือไปกระชากตัวเด็กอย่างแรง
แรงกระชากนั้นทำให้ซูต้าเหนียงที่กอดหลานอยู่เสียหลักล้มกลิ้งไปกับพื้น หญิงชราร้องโหยหวนเสียงหลงพลางดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น
“ช่วยด้วย! ฆ่าคนแล้ว! มีคนจะแย่งหลานฉัน!”
ไป๋เฟิ่นโต้วที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของหญิงวัยกลางคนคนนี้อยู่แล้ว พอเห็นเธอลงมืออีกครั้ง เขาก็ไม่รีรอ ตวัดขาเตะเปรี้ยงเข้าให้เต็มแรง แรงเตะของผู้ชายทำให้ร่างของเจียงเป่าหงกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะทำงานอย่างจัง ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น
“ฉันไม่ปล่อยครอบครัวแกไว้แน่!” เจียงเป่าหงตะโกนอาฆาต
ให้ตายเถอะ เธอเข้าใจผิดคิดว่าไป๋เฟิ่นโต้วกับสองแม่ลูกตระกูลซูเป็นครอบครัวเดียวกัน
ในความคิดของเธอ มีแต่คนเป็นพ่อเท่านั้นแหละที่จะปกป้องลูกได้ขนาดนี้ ส่วนคำเรียกขานว่า “อาเฟิ่นโต้ว” ของซูจินไหล เธอไม่ได้ใส่ใจฟังเลยแม้แต่น้อย ความคิดฝังหัวทำให้เธอเหมาเข่งไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือผัวเมียลูกเต้าเหล่าเดียวกัน
“โอ๊ย... เจ็บเหลือเกิน ขาฉันเจ็บไปหมดแล้ว ขาฉันต้องหักแน่ๆ เลย ใครก็ได้ช่วยด้วย...”
ซูต้าเหนียงเห็นคู่กรณีเริ่มข่มขู่เสียงแข็ง เธอก็ยิ่งแผดเสียงร้องโอดโอยดังกว่าเดิม ร้องไปร้องมา ร่างกายก็เริ่มสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกดูเหมือนอาการจะแย่ลงเรื่อยๆ...
คนแก่คนเฒ่าเรื่องสุขภาพร่างกายนั้นประมาทไม่ได้ สภาพร่อแร่ของซูต้าเหนียงเรียกความสนใจจากทุกคนได้ทันที
“ป้าครับ! ป้าเป็นอะไรมากไหมครับ”
“รีบพาส่งโรงพยาบาลเถอะ”
“อย่ามัวรอช้าเลย ส่งไปโรงพยาบาลให้หมดทุกคนนี่แหละ”
แต่ละคนสภาพดูไม่ได้ หน้าบวมปูดเขียวช้ำกันถ้วนหน้า
เจียงเป่าหงนี่ยับเยินที่สุด ส่วนไป๋เฟิ่นโต้วกับหวังเซียงซิ่วแม้จะเป็นฝ่ายชนะในศึกครั้งนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ริ้วรอยบาดแผล ไหนจะเด็กๆ อย่างซูจินไหลและซูอวิ๋นไหลอีก... รวมๆ แล้วกลุ่มคนเจ็บกลุ่มใหญ่นี้จำต้องย้ายสมรภูมิไปที่โรงพยาบาลแทน
ผู้รับผิดชอบคดีในสถานีตำรวจรู้สึกเหมือนมีเสียงวิ้งๆ ดังอยู่ในหู สมองมึนตึบไปหมด ใครจะไปคิดว่าต้นตอของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจากก้อนหินก้อนเดียวที่ถูกโยนลงไปในคูน้ำ
แต่มันก็เป็นไปแล้ว...
สหายตำรวจถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันมาพูดกับกลุ่มชาวบ้าน
“ขอบคุณทุกคนมากที่อุตส่าห์มาช่วยเป็นพยาน แต่ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย พวกคุณกลับกันไปก่อนเถอะครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด”
“ไม่เป็นไรครับ นี่เป็นหน้าที่พลเมืองดีที่พวกเราพึงกระทำอยู่แล้ว”
“งั้นเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราแล้วใช่ไหมครับ”
“เดิมทีมันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่แล้วนี่นา”
“ดึกมากแล้ว กลับกันเถอะพวกเรา”
กลุ่มชาวบ้านทยอยเดินออกจากสถานีตำรวจ ฝนด้านนอกยังคงตกพรำๆ ไม่หยุด มีคนเงยหน้ามองท้องฟ้าอันมืดมิดแล้วบ่นพึมพำ
“ฝนนี่มันจะตกไม่ลืมหูลืมตาไปถึงไหนกันนะ”
“นั่นสิ น่าเบื่อจริงๆ”
“รีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวฟ้าผ่าลงมาอีกจะยุ่ง”
“ไปๆ กลับบ้านกัน”
แม้ว่าการออกมาข้างนอกกลางดึกคืนนี้จะวุ่นวายสับสน และพวกเขาก็ยังงงๆ ว่าตกลงตัวเองมาทำอะไรกันแน่ แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครบ่นสักคำ! ใช่แล้ว ไม่มีเลย!
เพราะถ้าพวกเขาไม่มา ก็คงพลาดฉากเด็ดระดับตำนานแบบนี้ การที่ยอมเสียสละเวลาพักผ่อนถ่อสังขารมาถึงนี่ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาดูละครฉากใหญ่ แม้การต่อสู้ในโรงพักจะดุเดือดเลือดพล่าน แต่คนดูก็รู้สึกลุ้นระทึกและสะใจไม่แพ้กัน
“ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วนี่มันบ้าบิ่นจริงๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายมีเส้นสายใหญ่โต แต่ก็ยังกล้าซัดซะน่วม โคตรเจ๋งเลยว่ะ”
“งานนี้สงสัยจะไม่รอดแน่ๆ”
“หวังเซียงซิ่วก็ใช่ย่อยนะ ปกติเห็นทำตัวอ่อนแอเป็นไม้ล้มลุก แต่พอบทจะบู๊ขึ้นมา เล่นเอาซะน่ากลัวเลย แม่เจ้าโว้ย ยัยป้านั่นสู้ไม่ได้เลยสักนิด แต่ก็นะ ถ้าอีกฝ่ายมีแบ็คดีจริงๆ พวกตระกูลซูคงต้องรับกรรมหนักแน่”
จวงจื้อซีหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแย้ง
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะครับ”
“ทำไมล่ะ นายรู้อะไรมา”
จวงจื้อซียักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ผมก็แค่เดาสุ่มไปเรื่อยเปื่อยแหละครับ”
ป้าหวังรู้สึกสังหรณ์ใจว่าคำพูดของจวงจื้อซีไม่ใช่แค่การเดาสุ่ม แต่แกก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมถึงจะรอดตัวไปได้
“เอ้อ จริงสิป้าหวัง แล้วญาติผู้น้องของหวังเซียงซิ่ว ที่ชื่อฮุ่ยฮุ่ยล่ะ ทำไมไม่เห็นมาด้วยกัน”
“นั่นสิ เธอพักอยู่เรือนเดียวกันไม่ใช่เหรอ”
ป้าหวังตอบ “ฮุ่ยฮุ่ยกลับมาถึงบ้านช้า ตอนที่แม่หนูนั่นกลับมา คนอื่นก็โดนตำรวจคุมตัวไปหมดแล้ว ป้าลองถามดูแล้วว่าจะตามมาด้วยกันไหม แม่หนูนั่นบอกว่าควรจะมีคนอยู่เฝ้าบ้านสักคน”
“อืม ก็มีเหตุผลนะ ทิ้งคนไว้เฝ้าบ้านก็รอบคอบดี มากันหมดก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก”
“ถูกของแก”
“ป้าหวัง ป้านี่เป็นแม่สื่อมืออาชีพเลยนะ น่าจะแนะนำสาวๆ ให้พวกผมบ้าง...”
“พูดอะไรของแก ถ้าสนใจฮุ่ยฮุ่ยก็บอกมาตรงๆ เถอะ”
“เรื่องนี้พวกแกต้องไปคุยกับซูต้าเหนียงโน่น ญาติผู้ใหญ่เขาก็อยู่หัวโด่ ป้าจะไปยุ่งย่ามอะไรได้ จริงไหม”
“แต่ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลซูรับของขวัญแต่ไม่ยอมทำงานให้นี่นา”
ป้าหวังตัดบท “เรื่องนั้นป้าช่วยไม่ได้จริงๆ”
ตลอดทางกลับบ้าน ทุกคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ไม่นานนักก็เดินกลับมาถึงตรอกทางเข้าบ้าน บรรยากาศดึกสงัดเงียบเชียบชวนขนลุกพิลึก
จวงจื้อซีเอ่ยขึ้น “พวกคุณเข้าบ้านไปก่อนเลย ผมขอแวะเข้าห้องน้ำหน่อย เดี๋ยวจะเข้าบ้านแล้ว คืนนี้คงไม่ออกมาอีก”
“เอ้อ ฉันด้วย”
“ใช่ๆ ฉันก็ปวดฉี่เหมือนกัน”
ช่วงนี้ทุกคนเริ่มจะขยาดกับการออกมาเข้าห้องน้ำตอนดึกๆ กันแล้ว ถึงแม้ทุกบ้านจะมีกระโถนฉี่ แต่ถ้าเป็นธุระหนักก็คงไม่สะดวกทำในบ้าน ดังนั้นการออกมาเข้าห้องน้ำรวมยามค่ำคืนจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ระยะหลังมานี้ ส้วมสาธารณะแถวบ้านพวกเขามักมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยๆ จนทุกคนลงความเห็นว่าถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
แต่อาศัยจังหวะที่มีคนอยู่เยอะๆ แบบนี้ แวะเข้าไปทำธุระพร้อมกันเลยน่าจะอุ่นใจกว่าหลังจากดูละครฉากเด็ดที่โรงพัก กว่าจะกลับถึงเรือนสี่ประสานเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่มกว่าแล้ว มีเพื่อนบ้านบางคนแยกย้ายกลับเรือนของตน ส่วนคนในเรือนเดียวกันก็เดินเข้าประตูใหญ่มาพร้อมกัน สังเกตเห็นว่าไฟในห้องของตระกูลซูดับสนิทแล้ว คาดว่าฮุ่ยฮุ่ยคงจะเข้านอนไปแล้ว
ป้าหวังเปรยขึ้น “แม่หนูคนนี้ใจกว้างจริงๆ ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คนก็ยังไม่กลับมา แต่หล่อนกลับนอนหลับปุ๋ยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
จวงจื้อซียิ้มมุมปาก ไม่ได้ออกความเห็นอะไร ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับเข้าห้อง
ตอนที่จวงจื้อซีไขกุญแจเข้าห้อง หมิงเหม่ยหลับไปแล้ว เขาเคาะประตูเบาๆ หมิงเหม่ยงัวเงียตื่นขึ้นมา เดินลากรองเท้าแตะมาเปิดประตู พลางถามเสียงอู้อี้
“กี่โมงแล้วคะ”
จวงจื้อซีตอบ “ห้าทุ่มแล้ว”
เขาหันกลับไปลงกลอนประตูให้เรียบร้อย ล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็วแล้วมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม หมิงเหม่ยขยับตัวเข้ามาหาทันที สองแขนโอบกอดรัดรึงรอบเอวของสามีราวกับปลาหมึก จวงจื้อซีหัวเราะเบาๆ พลางลูบหลังภรรยาอย่างอ่อนโยน
“ขอโทษนะที่ทำใหตื่น”
หมิงเหม่ยหยิกเอวเขาหนึ่งที
“โอ๊ย” จวงจื้อซีร้อง
แม้จะยังสะลึมสะลือ แต่หมิงเหม่ยก็ยังส่งเสียงอ้อนปนดุ “จะมาขอโทษอะไรกันเล่า คุณนี่บ๊องจริงๆ”
จวงจื้อซีหัวเราะในลำคอ “ก็ผมกลัวความผิดนี่นา เลยต้องรีบขอโทษไว้ก่อนจะได้ดูจริงใจ”
หมิงเหม่ยยังคงหลับตาพริ้ม ส่งเสียงงึมงำถามต่อ “แล้วที่โรงพักเป็นยังไงบ้างคะ”
จวงจื้อซีเล่า “หามส่งโรงพยาบาลกันหมดแล้ว คนพวกนั้นโคตรจะห้าวเลย ไม่เห็นหัวตำรวจสักนิด เปิดฉากตะลุมบอนกันกลางโรงพักเลย”
เดิมทีหมิงเหม่ยยังง่วงงุนอยู่ แต่พอได้ยินคำว่า ‘ตะลุมบอน’ ดวงตาก็เบิกโพลงขึ้นทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นฉายแววอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม
จวงจื้อซี “...”
หมิงเหม่ยเขย่าแขนสามี “เกิดอะไรขึ้น เล่ามาละเอียดๆ เลยนะ”
ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง ท่าทางของเธอตอนนี้เหมือนตัวแบดเจอร์ที่กำลังวิ่งพล่านหาแตงโมกินในไร่ไม่มีผิด
จวงจื้อซีอดขำไม่ได้ “ไหนบอกว่าจะนอนไง”
หมิงเหม่ยเถียงข้างๆ คูๆ “ตื่นสายหน่อยก็ได้น่า เล่ามาเร็วเข้า ฉันอยากรู้จะแย่แล้วเนี่ย”
[จบบท]