บทที่ 359: ต้นตอความจน
“ถ้าอย่างนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอก็คงจะลำบากน่าดูเลยสินะ”
เมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ หวังจาวตี้พยักหน้ารับเบาๆ สีหน้าของเธอเจือไปด้วยความขมขื่นและความจนใจ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ซื่อตรงว่า
“เป็นอย่างที่ป้าพูดนั่นแหละค่ะ ครอบครัวที่ถือว่ามีฐานะร่ำรวยในหมู่บ้านของเรา อาหารการกินที่พวกเขากินกันยังเทียบไม่ได้กับครอบครัวธรรมดาๆ ในลานบ้านแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับบ้านของหนูที่ฐานะยากจนยิ่งกว่า... บ้านหนูมีเด็กเยอะ ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดูมีมาก พ่อของหนูร่างกายไม่ค่อยดีต้องกินยาบำรุง ส่วนแม่ก็เจ็บอ็อดแอดต้องกินยารักษาโรคประจำตัว ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราจึงลำบากและขัดสนกว่าคนอื่นขึ้นไปอีกขั้นค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ฟังดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอพิจารณาดูแล้วก็เอ่ยแย้งขึ้นมาว่า
“อย่ามองว่าหมู่บ้านของพวกเธอมีระยะทางห่างจากเมืองปักกิ่งพอสมควรเชียวนะ ถึงจะไกลแต่ก็ไม่ได้ถือว่าทุรกันดารจนขนาดที่ความเจริญเข้าไม่ถึงเสียหน่อย ทำไมในหมู่บ้านถึงได้ยากจนข้นแค้นขนาดนั้นล่ะ”
หวังจาวตี้แสดงท่าทีลังเลเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเล่าดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจกระซิบเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“อันที่จริงแล้วเมื่อก่อนนี้ หมู่บ้านของเราก็พอจะลืมตาอ้าปากได้ค่ะ ไม่ได้ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในละแวกนั้น แต่ต่อมาเกิดเรื่องขึ้นเรื่องหนึ่ง สถานการณ์ในหมู่บ้านก็เลยแย่ลงเรื่อยๆ จนคนภายนอกพากันเข็ดขยาด ไม่อยากจะเฉียดกรายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเราอีกเลย”
คำพูดทิ้งท้ายที่ดูมีปริศนาของเธอได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนในวงสนทนาขึ้นมาทันที บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันขยับตัวเข้ามาใกล้และเอ่ยถามเป็นเสียงเดียวกัน
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
หวังจาวตี้เม้มริมฝีปากแน่นอีกครั้ง แววตาฉายแววอึกอักเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาที่รอคอยคำตอบของทุกคน เธอจึงเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตออกมา
“เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนค่ะ สมัยก่อนนู้นหมู่บ้านของเรายังพอจะขายไข่ไก่ได้บ้าง ตอนนั้นกฎระเบียบยังไม่เข้มงวดเหมือนอย่างทุกวันนี้ ไม่ได้บังคับเคร่งครัดว่าต้องเลี้ยงไก่แค่สองตัว ชาวบ้านทุกคนเลยแอบเลี้ยงกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ บ้านละห้าถึงหกตัว เพื่อเก็บไข่ไว้กินหรือเอาไปแลกของใช้จำเป็น... ไข่ไก่ในตอนนั้นถือเป็นของมีค่าที่ใช้แทนเงินสดได้เลยนะคะ
แต่พวกเราไม่ค่อยนิยมเอาไข่ไปขายที่จุดรับซื้อของคอมมูนหรอกค่ะ เพราะจากหมู่บ้านเดินไปที่นั่นต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมง แถมหนทางก็ขรุขระเดินลำบาก บางครั้งเดินสะดุดไข่ก็แตกเสียหายระหว่างทาง ทำให้ขาดทุนเปล่าๆ บวกกับความขี้เกียจที่ไม่อยากจะเสียเวลาเดินเท้าเข้าเมืองหลายชั่วโมง
ชาวบ้านส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะแลกเปลี่ยนกันเองภายในหมู่บ้านมากกว่า จนกระทั่งวันหนึ่ง... มีพ่อค้าเร่คนหนึ่งเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อรับซื้อไข่ไก่ เขาให้ราคาฟองละสามเฟิน พอมีคนมารับซื้อถึงที่ ชาวบ้านก็พากันดีใจ ยกขบวนเอาไข่ไก่ที่เก็บสะสมไว้มาขายให้พ่อค้าคนนั้น การได้เงินสดมาเก็บไว้ในมือทำให้ทุกคนมีความสุขมากเลยล่ะค่ะ”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาด้วยความตกใจ
“นั่นมันเข้าข่ายการเก็งกำไรไม่ใช่เหรอ”
ป้าหวังที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบเอื้อมมือไปหยิกแขนพี่สะใภ้คนนั้นเบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ ทำให้พี่สะใภ้คนนั้นรู้ตัวและรีบแก้ตัวพัลวัน
“อุ๊ย... ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ แค่สงสัยน่ะ”
หวังจาวตี้รีบอธิบายเสริมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
“เหตุการณ์นั้นมันผ่านมาหลายปีแล้วค่ะ เป็นช่วงก่อนหน้านี้ ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เข้มงวดมาก ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะบอกว่าห้ามทำ แต่การตรวจสอบก็ไม่ได้รัดกุมเข้มข้นขนาดนี้หรอกค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับแสดงความคิดเห็น
“น่าจะเหมือนกับตลาดนกพิราบนั่นแหละ ที่ชาวบ้านเอาผลผลิตในครัวเรือนออกมาขายเล็กๆ น้อยๆ คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
ป้าหวังพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของจ้าวชุ่ยฮวา
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ”
ความจริงแล้ว กฎระเบียบที่ห้ามโน่นห้ามนี่เพิ่งจะมาเข้มงวดกวดขันกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง หากย้อนกลับไปเมื่อปีก่อนๆ การที่ไก่ที่บ้านออกไข่แล้วเจ้าของจะเอาไปขายที่ตลาดนกพิราบสักสิบฟองแปดฟอง ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเก็งกำไรในปริมาณมหาศาลแน่นอน
ในมุมมองของชาวบ้าน การที่พวกเขาขายไข่ไก่นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ฝ่ายพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อแล้วนำไปขายต่อนี่สิ ถึงจะเข้าข่ายการเก็งกำไรอย่างแท้จริง
หวังจาวตี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าต่อ
“เดิมทีเรื่องนี้ก็ดำเนินไปได้ด้วยดีค่ะ ชาวบ้านขายไข่ให้พ่อค้าคนนั้นมาเกือบปี แต่แล้วเรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่อ ‘อาชิ่งไหล’ ซึ่งเป็นญาติของหัวหน้ากองพลน้อยกลับมาที่หมู่บ้าน แกทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่คอมมูน พอแกกลับมาได้ยินเรื่องนี้เข้า แกก็โวยวายบอกว่าพวกเรากำลังเสียเปรียบและถูกเอาเปรียบอย่างหนัก...
ปรากฏว่าแกรู้จักกับพ่อค้าเร่คนที่มารับซื้อไข่คนนั้นโดยบังเอิญ และรู้มาว่าพ่อค้าคนนั้นเอาไข่ไก่ของพวกเราไปคัดเกรดแบ่งขายเป็นสามราคา มีตั้งแต่สี่เฟิน สี่เฟินครึ่ง ไปจนถึงห้าเฟิน แต่เขากลับมารับซื้อจากพวกเราแค่ฟองละสามเฟินเท่านั้น... พอชาวบ้านได้ยินความจริงข้อนี้ ต่างก็โกรธแค้นกันยกใหญ่ ทุกคนรู้สึกว่าพวกเราต้องตื่นเช้ามาให้อาหารไก่
ต้องคอยดูแลทะนุถนอมกว่าจะได้ไข่มาสักฟองมันยากลำบากแค่ไหน แต่พ่อค้าคนนั้นแค่เดินมารับซื้อแล้วเอาไปขายต่อ กลับฟันกำไรไปง่ายๆ ตั้งฟองละสองเฟิน... ด้วยความโมโห ชาวบ้านจึงรวมตัวปรึกษากันว่าจะต้องขอขึ้นราคา และไม่ใช่แค่ขึ้นราคาเท่านั้น แต่ต้องเรียกร้องเงินส่วนต่างที่เสียไปก่อนหน้านี้คืนมาด้วย”
“แล้วพวกเธอจะขอขึ้นราคากันเท่าไหร่ล่ะ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งถามด้วยความอยากรู้
หวังจาวตี้ตอบเสียงอ่อย
“พวกชาวบ้านคุยกันว่า ให้พ่อค้าคนนั้นได้กำไรสักฟองละหนึ่งหลีก็ถือว่าบุญโขแล้ว ดังนั้นพวกเราจะแบ่งเกรดขายเหมือนกัน ไข่ที่เขาเคยขายสี่เฟิน เราจะขายให้เขาสามเฟินเก้าหลี ส่วนเกรดสี่เฟินครึ่ง เราก็จะขาย... คือชาวบ้านคิดว่าพ่อค้าแค่ทำหน้าที่รับของผ่านมือ ไม่ควรจะได้กำไรเยอะแยะขนาดนั้น ให้กำไรฟองละหนึ่งหลีก็ถือว่าเยอะแล้ว อีกอย่างพวกเราขายให้เขามาตั้งหนึ่งปี เขาต้องชดเชยเงินย้อนหลังให้พวกเราอย่างน้อยหนึ่งร้อยหยวน!”
จ้าวชุ่ยฮวาฟังแล้วถึงกับทำหน้าบอกบุญไม่รับ เธอรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับตรรกะความคิดของคนในหมู่บ้านนี้... จะเรียกว่าซื่อบื้อหรือโลภจนหน้ามืดตามัวดีนะ สมองดูจะไม่ค่อยฉลาดเฉลียวเอาเสียเลย
“หลังจากตกลงกันได้ พอกลุ่มพ่อค้ากลับมารับซื้อไข่อีกครั้ง ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็พากันไปดักล้อมหน้าล้อมหลัง ข่มขู่บังคับให้เขารับซื้อในราคาใหม่ที่กำหนดไว้ ไม่อย่างนั้นจะไปแจ้งทางการข้อหาเก็งกำไร... พ่อค้าคนนั้นถูกคนทั้งหมู่บ้านปิดล้อมไว้จนมุม ก็เลยจำใจต้องตกปากรับคำ แต่เขาอ้างว่าวันนี้เตรียมเงินมาตามราคาเดิม เงินไม่พอจ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ขออนุญาตกลับไปเอาเงินแล้วจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้...
ชาวบ้านต่างพากันดีใจยกใหญ่ที่ได้รับชัยชนะ นึกว่ากดดันสำเร็จแล้ว แต่อาชิ่งไหลกลับแย้งขึ้นมาว่า พ่อค้าคนนี้หน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนหนูสกปรก พรุ่งนี้ถ้าเขากลับมา เขาอาจจะพาพวกมาด้วยและอาจจะกลับคำไม่ยอมจ่าย อาชิ่งไหลเลยเสนอแผนการว่า
พรุ่งนี้ให้ไปตามเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปราบปรามการเก็งกำไรมาดักจับพวกพ่อค้าเสียเลย จะได้จับพวกมันเข้าคุกให้หมด พอพวกมันเข็ดหลาบ ต่อไปใครมาทำธุรกิจที่หมู่บ้านเราจะได้ไม่กล้าหือ... ทุกคนเห็นดีเห็นงามกับแผนการนี้ แต่ผลปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านตั้งตารอกันทั้งวัน แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของพ่อค้า หรือใครโผล่มาเลยสักคน”
“พวกเราคนในหมู่บ้านโดนหลอกเข้าเต็มเปา อาชิ่งไหลโมโหมาก พาคนกลุ่มหนึ่งบุกไปที่คอมมูนเพื่อจะตามหาตัวพ่อค้าคนนั้นมาคิดบัญชี ผลปรากฏว่า... ขาของพวกเขาถูกตีจนหักกลับมากันทุกคนเลยค่ะ ความจริงก็คือ ตอนที่คนในหมู่บ้านแอบไปแจ้งความ พ่อค้าพวกนั้นเขามีสายคอยดูต้นทางอยู่แล้ว พวกเขารู้ทันทีว่าพวกเราหักหลังไปแจ้งจับเขา...
พวกพ่อค้าเขารู้ดีว่าแถวนั้นมีสำนักงานปราบปรามการเก็งกำไรอยู่ แต่ถึงไม่มี พวกเขาก็ไม่คิดจะกลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว พวกเขาประณามว่าหมู่บ้านของพวกเราโลภมากไม่รู้จักพอ... ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีพ่อค้าหน้าไหนกล้าเข้ามาในหมู่บ้านของเราอีกเลย แถมหลังจากนั้นทางการก็เข้มงวดเรื่องการเลี้ยงสัตว์ปีกมากขึ้น ใครแอบเลี้ยงเกินแม้แต่ตัวเดียวก็จะถูกคนในหมู่บ้านด้วยกันเองนี่แหละแจ้งจับ
ชาวบ้านอยากจะเอาของไปขายที่สถานีรับซื้อของรัฐ ก็มักจะโดนพวกกลุ่มพ่อค้าตามมารังควานขัดขวางไม่ให้ขายได้สะดวก... เพราะไปมีเรื่องกับขาใหญ่เข้า พวกเขาเกลียดหมู่บ้านเรามาก คอยกลั่นแกล้งสารพัด... นั่นแหละค่ะ คือสาเหตุที่ทำให้หมู่บ้านของหนูยิ่งอยู่ก็ยิ่งจนลงเรื่อยๆ”
เมื่อได้รับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุแห่งความยากจนของหมู่บ้านหวังจาวตี้ ทุกคนในที่นั้นต่างพากันนิ่งเงียบ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เรื่องนี้จะโทษใครได้ล่ะ? นี่มันเข้าตำรา 'แกว่งเท้าหาเสี้ยน' ชัดๆ พวกชาวบ้านทำตัวเองแท้ๆ
ป้าหวังถอนหายใจยาวก่อนจะวิเคราะห์ให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าจะให้เขาได้กำไรแค่ฟองละหนึ่งหลี แบบนั้นมันขาดทุนย่อยยับนะแม่หนู พวกเขามีค่าแรง มีค่าเสียเวลา แล้วอย่างที่เธอบอกว่าหนทางเดินไปกลับตั้งสามชั่วโมงกว่า ทางก็ลำบาก ระหว่างขนส่งไข่มันก็ต้องมีแตกเสียหายบ้าง เขาต้องบวกค่าความเสี่ยงพวกนี้เข้าไปด้วยสิ... ป้าไม่ได้เข้าข้างพวกพ่อค้าเก็งกำไรนะ พวกนั้นที่มาทำร้ายคนในหมู่บ้านเธอก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก แต่จุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้ พูดกันตามตรงเลยนะ มันเกิดจากความโลภของพวกเธอเองที่กวักมือเรียกภัยเข้าตัว”
หวังจาวตี้พยักหน้ารับอย่างจำนนต่อความจริง
“หนูรู้ค่ะ... คนบางกลุ่มในหมู่บ้านก็รู้ตัวดี แต่ตอนนั้นทุกคนมัวแต่คิดว่าจะกอบโกยให้ได้มากที่สุด อยากได้เงินเยอะๆ โดยให้คนอื่นทำงานให้ฟรีๆ ผลสุดท้ายก็เลยเป็นแบบนี้... อาชิ่งไหลคนที่หนูพูดถึง ตอนนี้เดินขากะเผลกพิการไปแล้วค่ะ ภายในหมู่บ้านของเราตอนนี้ก็แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นพวกของหัวหน้ากองพลน้อยกับอาชิ่งไหล
ส่วนอีกฝ่ายคือพวกที่ไม่พอใจและโทษว่าเป็นเพราะความจุ้นจ้านของอาชิ่งไหลที่ไปหาเรื่องใส่ตัว ทำให้หมู่บ้านต้องตกต่ำ... เพราะชื่อเสีย(ง)ที่เลื่องลือนี้ ทำให้หมู่บ้านรอบๆ ไม่มีใครอยากจะเกี่ยวดองกับคนในหมู่บ้านเราเลยค่ะ
พวกเขาพูดกันปากต่อปากว่า คนหมู่บ้านหนูทั้งโง่ ทั้งร้ายกาจ แถมยังไม่มีสมอง ผู้หญิงบ้านอื่นก็ไม่อยากแต่งเข้ามาให้ลำบาก ส่วนผู้ชายบ้านอื่นก็ไม่อยากจะมาสู่ขอสาวบ้านเราไปเป็นสะใภ้ เพราะกลัวว่าจะได้ตัวหายนะไปล้างผลาญสมบัติ”
หากเป็นเวลาปกติ หวังจาวตี้คงไม่มีทางแพร่งพรายเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด แต่เป็นเพราะจ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยปากว่าจะช่วยเป็นธุระหาคู่ให้
เธอจึงตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดออกมาอย่างหมดเปลือก เพื่อแสดงความจริงใจ แม้รู้ดีว่าชื่อเสียงของหมู่บ้านเธอจะย่ำแย่แค่ไหน ขนาดคนหมู่บ้านใกล้เคียงยังเมินหน้าหนี นับประสาอะไรกับคนในเมือง แต่เธอก็ไม่อยากปิดบัง
ถึงแม้หวังจาวตี้จะมีความใฝ่ฝันอยากแต่งงานเข้าไปอยู่ในเมือง แต่เธอก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะหลอกลวงใครเพื่อการแต่งงาน
“ความจริงน้องสาวของหนูหมั้นหมายกันหมดแล้วค่ะ รอแค่อีกสองปีก็จะแต่งออกเรือนไปแล้ว แต่มีแค่หนูนี่แหละที่ยังไม่มีใคร”
“ทำไมล่ะ? น้องสาวหมั้นกันแล้ว ทำไมเธอที่เป็นพี่สาวคนโตถึงยังไม่มีคู่ครองล่ะ”
คำถามนั้นยิ่งกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ของเพื่อนบ้านทุกคนมากขึ้นไปอีก
หวังจาวตี้มีท่าทีขัดเขินเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อ แต่เธอก็ตัดสินใจพูดความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“เพราะหนูกินจุค่ะ ปริมาณข้าวที่หนูกินคนเดียวเท่ากับคนหลายคนกินรวมกัน แต่เวลาทำงานแรงงานหนูกลับทำได้ไม่เท่าแรงคนหลายคนรวมกัน ชาวบ้านเลยไม่ค่อยอยากจะเกี่ยวดองกับหนูน่ะค่ะ”
ไม่อย่างนั้นทางบ้านก็คงไม่ส่งเธอออกมาทำงานข้างนอกแบบนี้หรอก หวังจาวตี้รีบอธิบายเสริมเพื่อไม่ให้ทุกคนเข้าใจผิด
“ถึงหนูจะกินจุ แต่กับข้าวที่บ้านหนูก็แบ่งส่วนเท่าๆ กันนะคะ หนูไม่ได้กินเบียดเบียนส่วนของคนอื่นหรอก หนูใช้วิธีหาทางออกเองข้างนอก อย่างไปเก็บผลไม้ป่าหรือจับปลามากินเอง แต่เพราะหนูชอบแอบไปหากินเพิ่มข้างนอก พ่อกับแม่ก็เลยไม่ค่อยปลื้มหนูเท่าไหร่ หนูเลยเป็นลูกที่ไม่ค่อยน่ารักในสายตาคนที่บ้านค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็แย้งขึ้นทันที
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ รสชาติของความหิวโหยน่ะ ฉันเองก็เคยสัมผัสมาแล้ว ในเมื่อเธอกินจุเป็นทุนเดิม แถมอาหารที่บ้านก็มีการจำกัดปริมาณ การที่เธอรู้จักหาทางออกให้ตัวเองมันจะผิดตรงไหน? คนเราจะปล่อยให้ตัวเองหิวตายได้ยังไงกัน จริงไหม”
“นั่นสิ”
“เรื่องแบบนี้มันเป็นมาแต่เกิด จะให้ทำยังไงได้”
“ใครว่าไม่จริงล่ะ อีกอย่างฉันว่าเธอก็ขยันขันแข็งออกจะตายไป”
ทุกคนในที่นี้ต่างก็เป็นคนขยันทำมาหากิน แต่ไม่มีใครขยันเท่าหวังจาวตี้ ตั้งแต่เธอมาอยู่ บ้านตระกูลโจวก็เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นมาก แถมเธอยังไปจับปลามาเพิ่มอาหารให้ที่บ้านได้อีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ เพื่อนบ้านต่างยอมรับว่าหวังจาวตี้เป็นเด็กดีใช้ได้ทีเดียว แต่ถ้าจะให้แนะนำเธอให้กับญาติพี่น้องของตัวเอง ทุกคนกลับลังเล เพราะเธอเป็นคนชนบท ไม่มีโควตาอาหารปันส่วน แถมยังกินจุขนาดนี้ ครอบครัวทั่วไปคงเลี้ยงไม่ไหว
แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหาย หากจะให้ช่วยถามข่าวคราวหาคู่ให้ แบบนั้นก็พอไหวอยู่ บรรยากาศการสนทนาเริ่มออกรสออกชาติ เสียงพูดคุยดังจอแจไปทั่วลานบ้าน
ทางด้านป้าซูที่นอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน ความจริงเธอตั้งใจจะออกมานั่งเล่นข้างนอกเหมือนกัน แต่ช่วงหลังมานี้เธอต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนเคยชินกับการงีบหลับเวลานี้ เลยไม่ได้ออกมา พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงคนคุยกันจ้อกแจ้กจอแจอยู่ด้านนอก
เธอเกาะขอบหน้าต่างชะโงกหน้ามองออกไป เห็นทุกคนกำลังรุมล้อมคุยกับหวังจาวตี้อย่างสนิทสนม เธอก็ถมน้ำลายลงพื้นอย่างหมั่นไส้
“นังเด็กบ้านนอก ดันเข้ากับคนอื่นได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เชอะ คู่ควรตายล่ะ!”
เดิมทีป้าซูคิดว่าตัวเองเป็นคนกลางแนะนำหวังจาวตี้มา หวังจาวตี้ควรจะสำนึกบุญคุณและดูแลเธอประหนึ่งบรรพบุรุษ งานการในบ้านเธอควรจะเหมาทำทั้งหมด แต่คิดไม่ถึงว่าพอนังเด็กนี่มาถึงก็พลิกลิ้น กลับไปหมุนรอบตัวคนบ้านตระกูลโจวหน้าตาเฉย
นังเด็กนี่ไม่ยอมสุงสิงกับบ้านเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องนี้ทำให้ป้าซูแค้นใจจนแทบกระอักเลือด
นังสารเลว!
ไอ้พวกหมาป่าตาขาวเนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง!
ทำไมชีวิตเธอถึงได้อาภัพแบบนี้ หวังจาวตี้ก็เนรคุณ ฮุ่ยฮุ่ยก็เนรคุณพอกัน พอส่งเงินให้แล้ว นอกจากเวลานอนตอนกลางคืน แทบจะไม่เห็นหัวเลย สั่งให้ทำอะไรก็ทำหูทวนลมไม่สนใจ
ป้าซูบ่นพึมพำด้วยความคับแค้นใจ
“แต่ละคน นังพวกเด็กชั้นต่ำ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงหนีไม่พ้นพวกผู้หญิงหากินในตรอกแปด”
เธอถ่มน้ำลายอีกหลายที ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองมาจากด้านหลัง พอหันขวับไปก็เจอกับสายตาอาฆาตมาดร้ายของป้าซูที่ยังเก็บกลับไปไม่ทัน
อื้อหือ!
น่ากลัวชะมัดยาดเลยแฮะคนคนนี้ เธอเบ้ปากใส่พลางตะโกนถามเสียงดัง
“ป้าซู อยากฟังก็ออกมาฟังข้างนอกสิ จะมัวทำลับๆ ล่อๆ เป็นหนูสกปรกอยู่ตรงนั้นทำไม”
ป้าซูตะโกนสวนกลับทันควัน
“เธอว่าใครทำลับๆ ล่อๆ เป็นหนูสกปรกฮะ! มีใครเขาพูดจาแบบนี้กันบ้าง”
“ก็ว่าเธอนั่นแหละ สายตาเมื่อกี้ทำเอาฉันขนลุกไปหมด”
จ้าวชุ่ยฮวาไม่สนใจมารยาทจอมปลอม คิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น
ป้าซูหลบสายตาเลิ่กลั่ก ก่อนจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“เพ้อเจ้อ ฉันออกจะเป็นคนอ่อนโยนที่สุดแล้ว เธอเนี่ยนะ... กรี๊ดดด!”
จู่ๆ เธอก็กรีดร้องเสียงหลงราวกับเห็นผี
“เฮ้ย เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย!”
“นั่นสิ ร้องทำไม ตกอกตกใจหมด”
ป้าซูชี้มือสั่นระริกไปที่หน้าประตูใหญ่ ปากคอสั่นพูดไม่เป็นภาษา
“นะ... นะ... นี่เธอ... ทะ... ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ?”
ทุกคนมองตามนิ้วของป้าซูไปที่ประตูทางเข้า ก็เห็นหญิงชราผมขาวโพลน หน้าตาซูบตอบอิดโรย ท่าทางเหนื่อยล้ากำลังเดินก้าวเข้ามาในลานบ้าน คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘ป้าโจว’ ผู้มีวีรกรรมหาญกล้าคนแรกของลานบ้านที่ได้ไปนอนกินข้าวแดงในคุก!
ป้าโจวผอมลงไปถนัดตา เดิมทีก็เป็นคนแก่ที่ผอมแห้งอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งดูเหมือนไม้เสียบผีที่แค่ลมพัดก็คงปลิว ระยะเวลาที่หายไปไม่ได้นานเลยแท้ๆ แต่สภาพของเธอกลับดูแก่ลงไปหลายปี
“คุณพระช่วย ป้าโจวกลับมาแล้วเหรอ!”
“เอ๊ะ ไม่ถูกต้องสิ ป้าโดนตัดสินไปสี่เดือนไม่ใช่เหรอ ตามกำหนดต้องกลับมาสิ้นเดือนหน้านี่นา”
“นั่นสิ ป้าคงไม่ได้แหกคุกหนีออกมาหรอกนะ?”
“อย่าพูดมั่วซั่วสิ ป้าแกถึงจะมีใจอยากทำแต่ก็ไม่มีความกล้าหรอก ถึงมีความกล้าก็ไม่มีปัญญาทำได้อยู่ดี”
“นั่นสินะ”
สีหน้าของป้าโจวหมองคล้ำไร้ราศี หวังจาวตี้รีบวางของในมือแล้วรุดเข้าไปประคองป้าโจวทันที
“ป้าคะ ป้ากลับมาแล้วเหรอคะ มานั่งตรงนี้ก่อนค่ะ พี่ใหญ่โจวฉวินกับพี่สาวเจียงหลูไปทำงานกันหมด ยังไม่กลับมาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปตามพวกเขา...”
ทันใดนั้น ป้าโจวก็ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่น
“โอ๊ย สวรรค์ทรงโปรด ในที่สุดฉันก็ได้กลับบ้านสักที ชีวิตฉันมันช่างขมขื่นเหลือเกิน ฮือๆๆ สวรรค์เจ้าขา...”
เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร เพื่อนบ้านทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก สถานการณ์แบบนี้ต้องยกให้จ้าวชุ่ยฮวา เธอพูดแทรกเสียงร้องไห้ขึ้นมาว่า
“จะร้องไห้ก็ร้องเถอะ แต่อย่างน้อยก็นั่งลงร้องดีๆ ก่อน”
ป้าโจวฟูมฟายพลางตัดพ้อ
“ฉันลำบากเหลือเกิน ตั้งแต่เข้าไปข้างใน ฉันต้องทนทุกข์ทรมานสารพัด ลูกชายลูกสะใภ้ของฉันก็ไม่เคยโผล่หัวไปเยี่ยมเลยสักครั้ง ชีวิตฉันทำไมมันอาภัพแบบนี้...”
ป้าโจวเสียใจจนแทบขาดใจ ตอนที่เธอเข้าไปอยู่ในคุก ลูกชายและลูกสะใภ้ไม่เคยโผล่หน้าไปเยี่ยมเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ระยะเวลาจะไม่นาน แต่ก็ใช่ว่าจะไปเยี่ยมไม่ได้นี่นา! ไอ้พวกลูกอกตัญญู! เธอยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ร้องไห้ไปด่าไปไม่หยุด
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจ
“ร้องห่มร้องไห้พอเป็นพิธีก็พอแล้วน่า ทั้งหมดมันก็เป็นเพราะตัวเธอเองหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น ในเมื่อกลับมาแล้วก็รีบไปอาบน้ำอาบท่า หาอะไรดีๆ กินซะเถอะ เย็นนี้รอพวกเขาเลิกงานกลับมาจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกวาดตามองสำรวจป้าโจวหัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถาม
“ว่าแต่... เธอได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเหรอ?”
[จบบท]