บทที่ 360: การกลับมา
ป้าโจวพยักหน้าทั้งน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบแก้มที่ดูซูบตอบลงไปถนัดตา เธอสูดจมูกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"อืม ฉันถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดหนึ่งเดือนกว่า เดิมทีต้องติดอยู่ข้างในถึงสี่เดือน แต่เพราะฉันแจ้งเบาะแสทำความดีความชอบ ทางการก็เลยพิจารณาลดโทษให้ปล่อยตัวออกมา... ฮือๆ"
คำพูดนั้นเรียกความสนใจจากเหล่าเพื่อนบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ได้ทันที ทุกคนต่างหูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น "แจ้งเบาะแสทำความดีความชอบ? เธอไปทำอะไรมาหรือ?"
ป้าโจวร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเล่าต่อ
"ในห้องขังของฉันมีผู้หญิงคนหนึ่ง เข้ามาเพราะคดีลักทรัพย์ ดูภายนอกเธอเป็นคนซื่อๆ เก็บเนื้อเก็บตัว วันๆ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า พร่ำบอกว่าชีวิตตัวเองลำบากยากเข็ญไม่มีทางเลือก เพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ต่างก็พากันเห็นใจและคอยดูแลเธอ แต่ฉันเป็นใครล่ะ ฉันไม่ใช่คนหัวอ่อนพวกนั้นนะ ฉันรู้สึกตงิดใจว่านังผู้หญิงคนนี้มันมีอะไรแปลกๆ ทุกคนที่เข้ามาอยู่ในคุกดัดสันดานต่างก็มีคดีติดตัวกันทั้งนั้น จะมาแสร้งทำเป็นคนดีน่าสงสารเพื่ออะไร อีกอย่างนะ การแสดงละครตบตาของเธอยังดูแย่ยิ่งกว่าซูต้าเหนียงเสียอีก"
ซูต้าเหนียงที่ยืนฟังอยู่ถึงกับเบิกตากว้างอย่างงุนงง 'นี่ยัยแก่นั่นจะลากฉันเข้าไปเกี่ยวทำไม ฉันไปเล่นละครตบตาใครตอนไหนกัน'
ป้าโจวไม่สนใจสายตาขุ่นเคืองของซูต้าเหนียง เธอยังคงเล่าเรื่องราวความดีความชอบของตัวเองต่อไป
"ฉันเลยคอยจับตามองพฤติกรรมของแม่นั่น แล้วก็เจอพิรุธเข้าจริงๆ ฉันสืบจนรู้ว่าลูกสาวสองคนที่ตายไปของเธอ ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรือป่วยไข้ แต่เป็นฝีมือของเธอเองที่จงใจฆ่าลูกในไส้ เธอเป็นพวกหัวโบราณที่ยึดติดเรื่องลูกชายไม่เอาลูกสาว ก็เลยลงมืออำมหิตแบบนั้น หลังจากฉันลองหยั่งเชิงดูสองสามครั้งจนมั่นใจว่าเรื่องมันไม่ชอบมาพากล ก็เลยตัดสินใจแจ้งผู้คุม แล้วก็เดาไม่ผิดจริงๆ เรื่องเลวร้ายพรรค์นั้นเป็นฝีมือเธอแน่ๆ! เพราะฉันทำความดีความชอบช่วยปิดคดีนี้ ก็เลยได้รับพิจารณาให้ปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดนี่แหละ"
"แม่เจ้าโว้ย เธอนี่เก่งจริงๆ นะเนี่ย"
"ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเธอจะมีสายตาเฉียบแหลมมองคนทะลุปรุโปร่งขนาดนี้"
ต้องยอมรับว่าเพื่อนบ้านทุกคนต่างตกตะลึงกับวีรกรรมนี้จริงๆ ใครจะไปคิดว่าป้าโจวจะมีไหวพริบและสายตาแหลมคมขนาดนี้
พอได้รับคำชม ป้าโจวก็เริ่มยืดอกด้วยความภูมิใจ "
ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ฉันจะยอมให้คนแบบนั้นมาหลอกได้ยังไง ฝีมือการแสดงของหล่อนยังไม่เนียนเท่าความจริงใจจอมปลอมของซูต้าเหนียงเลยสักนิด"
ซูต้าเหนียงได้ยินแบบนั้นก็สวนกลับทันควัน "นี่เธออย่ามาพาลใส่ฉันนะ ฉันไม่ใช่คนเลวร้ายแบบนั้นสักหน่อย"
เรื่องผิดกฎหมายฆ่าคนวางเพลิง เธอไม่เคยคิดจะทำสักอย่าง เธอรู้ดีว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน เรื่องไหนทำแล้วต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุก เธอไม่มีวันขุดหลุมฝังตัวเองแบบนั้นหรอก
อีกอย่างการมีค่านิยมรักลูกชายมากกว่าลูกสาวก็ไม่เห็นจำเป็นต้องฆ่าแกงลูกสาวทิ้งเลย ขอแค่เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนให้ดี ลูกสาวก็เปรียบเสมือนคลังเลือดเคลื่อนที่ที่คอยส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวไปได้ตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ
ป้าโจวเบ้ปาก "ช่างเถอะ ยังไงฉันก็ดูออกอยู่ดี"
จะบอกว่าคนในลานบ้านนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะก็คงไม่ผิดนัก ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลซูขยันเล่นละครตบตากันทุกวี่ทุกวัน เธอจะมีดวงตาเห็นธรรมมองคนทะลุปรุโปร่งแบบนี้หรือ
เธอปาดน้ำตาแล้วเริ่มคร่ำครวญถึงเรื่องที่ค้างคาใจ "กลับมาแล้ว ในที่สุดฉันก็กลับมาแล้ว แต่ลูกชายลูกสะใภ้อกตัญญูพวกนั้นสิ ขนาดแม่ตัวเองติดคุกแท้ๆ พวกเขายังไม่โผล่หน้าไปเยี่ยมฉันสักครั้งเลย ฮือๆๆ..."
จ้าวชุ่ยฮวาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่จึงพูดแทรกขึ้น "ช่วงที่เธอไม่อยู่ ในลานบ้านเรามีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะ พวกเขาไม่ได้ไปเยี่ยมก็น่าจะเพราะยุ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลาปลีกตัว อ้อ จริงสิ ต้องแสดงความยินดีกับเธอด้วยนะ"
ป้าโจวรีบยกมือห้าม "เธอจะมายินดีกับฉันเรื่องอะไร ฉันบอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่เลี้ยงข้าวหรอก ที่ฉันออกมาได้นี่เป็นเพราะความสามารถของฉันล้วนๆ"
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องนั้น ไม่ต้องเลี้ยงข้าวหรอก เฮ้อ ที่ฉันจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้"
"แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ?" ป้าโจวถามด้วยความสงสัย
แม้ป้าโจวจะกลับมาปากจัดเหมือนเดิม แต่ถ้าเทียบกับตอนก่อนเข้าไปรับโทษ เธอสงบเสงี่ยมลงไปเยอะ สถานที่แบบนั้นขัดเกลาคนได้จริงๆ
ขนาดคนหยาบกระด้างอย่างป้าโจว พอเข้าไปอยู่ในนั้นก็ไร้ตัวตน ต้องก้มหน้าก้มตารับสภาพ คงไปเจอของจริงมาไม่น้อย พอกลับมาถึงถิ่นตัวเอง แม้จะคุ้นเคย แต่จะให้ทำตัวกร่างคับฟ้าเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่กล้าแล้ว นี่ไง ขนาดพูดคุยยังสื่อสารกันรู้เรื่องด้วยเหตุผลมากขึ้น
จ้าวชุ่ยฮวากล่าวเสียงเรียบ "เจียงหลูบ้านเธอท้องแล้ว"
"อะไรนะ!!!"
ป้าโจวมองจ้าวชุ่ยฮวาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เธอปรี่เข้าไปจับแขนอีกฝ่ายแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
"เธอ... เธอพูดว่าอะไรนะ? หล่อนท้องเหรอ? เรื่องจริงเหรอ? ท้องได้กี่เดือนแล้ว? นี่... นี่มันเรื่องดีจริงๆ สวรรค์ทรงโปรด ฮือๆๆ..."
เธอตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เฝ้ารอวันนี้มาตั้งกี่ปี ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ป้าโจวดีใจจนเนื้อเต้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความปิติยินดี ราวกับมีฟองสบู่แห่งความสุขลอยฟุ้งอยู่รอบตัว
จังหวะนั้นเอง ซูต้าเหนียงที่เพิ่งเดินออกมาเต็มตัว เธอเป็นพวกทนเห็นบ้านอื่นได้ดีกว่าบ้านตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว จึงโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
"ก็ควรดีใจอยู่หรอก ลูกชายเธอกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ต่อไปก็ไม่ใช่ผู้ชายเต็มตัว ทำอะไรไม่ได้อีก โชคดีที่เจียงหลูท้อง ไม่อย่างนั้นบ้านตระกูลโจวของเธอคงสิ้นสกุลแน่"
"อะไรนะ!" ป้าโจวร้องลั่นอีกครั้ง อารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงเมื่อครู่ดิ่งวูบลงเหวทันที
เธอกระโจนเข้าคว้าคอเสื้อซูต้าเหนียง เขย่าอย่างแรงด้วยความบ้าคลั่ง "เธอพูดว่าอะไร? ที่พูดมาเรื่องจริงเหรอ? พูดมาเดี๋ยวนี้นะ!"
"โอ๊ย... ปล่อยนะ นังบ้า!"
"ป้าโจวรีบปล่อยมือเร็วเข้า ซูต้าเหนียงเพิ่งออกจากโรงพยาบาลนะ เดี๋ยวก็ตายกันพอดี..."
"ใช่ๆ รีบปล่อยเธอ..."
เพื่อนบ้านรีบกรูเข้ามาช่วยกันดึงตัวป้าโจวออก ด้วยความชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุดป้าโจวก็ยอมปล่อยมือจากซูต้าเหนียงพลางหอบหายใจแฮ่กๆ ส่วนซูต้าเหนียงหน้าดำหน้าแดงเพราะถูกรัดคอเสื้อ ไอโขลกเขลกแล้วตะโกนด่า เธอเป็นบ้าหรือไง?"
ป้าโจวไม่สนใจเสียงด่าทอ เธอถามเสียงสั่นเครือ "บอกมา... ลูกชายฉันเป็นอะไร"
บรรยากาศเงียบกริบลงทันตา ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ป้าโจวกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาที่หวังจาวตี้ "เธอ... บอกฉันมาเดี๋ยวนี้"
หวังจาวตี้หน้าซีดเผือด อึกอักตอบว่า "เอ่อ... คุณป้าคะ เรา... เราเข้าไปคุยในบ้านกันเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้ให้ฟังอย่างละเอียดเลย"
เรื่องน่าอับอายแบบนี้ขืนพูดประจานตัวเองข้างนอกอีกรอบ มีหวังต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดินแน่
ป้าโจวกัดฟันกรอด "ไป!"
เธอเดินดุ่มๆ นำเข้าบ้านไปก่อนด้วยอารมณ์คุกรุ่น หวังจาวตี้รีบวิ่งตามไปติดๆ อย่างหวาดกลัว
ซูต้าเหนียงจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พลางบ่นอุบอย่างหัวเสีย "ฉันไม่ได้เป็นคนทำให้ลูกชายหล่อนพิการสักหน่อย จะมาลงไม้ลงมือกับฉันทำไม บ้าบอที่สุด"
"พอเถอะ อย่าพูดเลย เรื่องพวกนี้พวกเราคนนอกพูดไปก็ไม่ดี" เพื่อนบ้านคนหนึ่งปราม
ลองคิดดูสิ ป้าโจวเพิ่งจากไปแค่เกือบสามเดือน แต่ในลานบ้านกลับเกิดเรื่องราวขึ้นตั้งมากมายนับไม่ถ้วนจนตามแทบไม่ทัน
ทันใดนั้น ก็มีเสียงโหยหวนของป้าโจวดังออกมาจากในบ้านอีกระลอก "เงินก้นถุงของฉันล่ะ? เงินฉันหายไปไหน! อ๊ากกก!"
ป้าโจวทนกินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดได้ ทนติดคุกได้ ทนความลำบากตรากตรำได้ แต่จะให้ทนไม่มีเงินก้นถุงไม่ได้เด็ดขาด! นั่นมันคือแก้วตาดวงใจของเธอเลยนะ! ชีวิตนี้ของหญิงชรา นอกจากลูกชายสุดที่รักแล้ว สิ่งสำคัญรองลงมาก็คือเงินทองนี่แหละ
เธอกระชากคอเสื้อหวังจาวตี้เข้ามาใกล้ ตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด "นังตัวดี เป็นเธอใช่ไหมที่ขโมยเงินฉันไป? บอกมานะ! ในบ้านนี้มีเธอเป็นคนนอกแค่คนเดียว!"
หวังจาวตี้หน้าซีดเผือดตัวสั่นเทิ้มด้วยความตกใจกลัว รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน "หนูเปล่านะคะ หนูไม่ได้ทำจริงๆ หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณป้าเก็บเงินไว้ตรงไหน หนูไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ค่ะ คุณป้า... หรือว่า... หรือว่าเราไปตามพี่โจวฉวินกับพี่เจียงหลูกลับมาดีไหมคะ พวกเขาต้องรู้แน่ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น!"
เธอลนลานแก้ตัวให้ตัวเอง พลางคิดได้ว่าต้องรีบตามคนอื่นกลับมาช่วยเคลียร์สถานการณ์ก่อนที่ตัวเองจะโดนหักคอเสียก่อน
"หนูไม่รู้อะไรหรอกค่ะ แต่พี่โจวฉวินกับพี่เจียงหลูต้องรู้เรื่องนี้แน่"
ป้าโจวที่กำลังเสียขวัญพยักหน้ารับอย่างร้อนรน "ใช่ๆๆ ถูกต้อง..."
จ้าวชุ่ยฮวาสั่งการทันที "หวังจาวตี้ เธอรีบไปตามคนทึ่โรงงานเดี๋ยวนี้ ไปเร็วเข้า"
"ได้ค่ะ ได้ค่ะ" หวังจาวตี้รับคำแล้วรีบวิ่งหน้าตั้งไปทางโรงงานเครื่องจักรทันที
ป้าโจวทำท่าจะคว้าตัวเธอไว้ พลางร้องบอกว่า "ต้องเป็นนังเด็กนั่นแน่ๆ ถ้ามันหอบเงินหนีไปจะทำยังไง"
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจ "เธออย่าพูดเหลวไหลน่า จะหนีไปไหนได้ เดี๋ยวก็หาเจอ เธอใจเย็นๆ ก่อน..."
"จะให้ฉันเย็นได้ยังไง นั่นมันเงินตั้งหนึ่งพันหยวนนะ! ฉันเป็นเศรษฐีประจำลานบ้านนะยะ..."
ซูต้าเหนียงจ้องมองคู่ปรับเก่าอย่างป้าโจวด้วยความอิจฉา แววตาวูบไหวเล็กน้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเงินก้อนนั้นเป็นของไป๋เฟิ่นโต้วหรือตาเฒ่าไป๋ก็คงดี
ป้าโจวยังคงแหกปากโวยวายต่อไป นี่คือความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตที่เธอไม่อาจรับไหว
"ไอ้ผีตัวไหนมันกล้าทำแบบนี้! ถ้าไม่ใช่เด็กนั่นก็ต้องเป็นเจียงหลู... โชคร้ายจริงๆ! เงินของฉัน นั่นมันเงินของฉันนะ เงินที่ฉันยอมอดออมไม่กินไม่ใช้เก็บหอมรอมริบมาแท้ๆ..."
"เงินของฉัน... นั่นมันเงินโลงศพที่ฉันเก็บมาทั้งชีวิตเลยนะ..."
"สัญลักษณ์ความเป็นเศรษฐีประจำลานบ้านของฉัน..."
ป้าโจวพร่ำเพ้อประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เกือบชั่วโมงจนเสียงแหบแห้ง รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าใครจะกลับมา เธอจึงตะโกนขึ้นอีกครั้ง
"ต้องเป็นนังหวังจาวตี้แน่ๆ มันต้องหอบเงินหนีไปแล้วชัวร์..."
เธอร้องไห้จนแทบจะเป็นลมล้มพับ
"บ้านนี้จะมีคนนอกไม่ได้เลยหรือไง เงินของฉัน..."
ในขณะที่ป้าโจวกำลังโอดครวญอยู่นั้น เสียงผู้หญิงที่เด็ดขาดและเฉียบคมก็ดังแทรกขึ้นมา
"เงินอยู่ที่หนูเอง"
เจียงหลูเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับ 'ไทเฮา' โดยมีโจวฉวินและหวังจาวตี้ขนาบข้างซ้ายขวาเปรียบเสมือน 'ขันทีคนสนิท' และนางกำนัลรับใช้
คำพูดอันเยือกเย็นของเจียงหลูทำให้ป้าโจวหุบปากฉับทันที ราวกับไก่ตัวผู้ที่ถูกบีบคอ เธอนิ้วสั่นระริกชี้หน้าลูกสะใภ้แล้วพูดตะกุกตะกัก "นะ... นี่เธอ... เธอมันอกตัญญู เธอกล้าขโมยเงินฉัน..."
เจียงหลูเอ่ยเสียงเรียบ "ทุกคนช่วยหลีกทางหน่อยค่ะ"
เธอเดินเข้ามาในห้องแล้วประกาศ "เรามาคุยกันหน่อย"
ความนิ่งสงบของเจียงหลูทำให้ป้าโจวไปไม่เป็น ปกติแล้วในตระกูลโจว เจียงหลูจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้เมื่อไหร่กัน ชีวิตของหล่อนก็ไม่ต่างอะไรกับสาวใช้ ดีไม่ดีชีวิตความเป็นอยู่ยังแย่กว่าหวังจาวตี้ในตอนนี้เสียอีก
ป้าโจวชี้หน้าด่ากราดและทำท่าจะพุ่งเข้าไปตบ "นังสารเลว..."
ก็เพราะพ่อบังเกิดเกล้าของนังสารเลวนี่แหละที่ส่งเธอเข้าคุก แถมยังกำชับว่าต้องลงโทษให้หนัก ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด ยิ่งคิดป้าโจวก็ยิ่งแค้นจนเลือดขึ้นหน้า เตรียมจะกระโจนเข้าใส่ เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องเตือนเสียงหลง
"เธอท้องอยู่นะ!"
"เจียงหลูระวัง!"
แต่เจียงหลูกลับไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าขึ้นไปข้างหน้าอย่างท้าทาย
"ตีสิ คุณแม่เล็งที่ท้องหนูแล้วตีลงมาเลย! ถ้าแม่กล้าแตะต้องตัวหนูแม้แต่ปลายนิ้วเดียว หนูจะไปเอาเด็กออกแล้วหย่าทันที!"
มือของป้าโจวที่กำลังจะถึงตัวเจียงหลูชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับถูกสกัดจุดในหนังกำลังภายใน เธอไม่อาจเชื่อหูตัวเอง เมื่อมองดูสีหน้าของเจียงหลู ก็พบแต่ความเย็นชาและแววตาดูถูกเหยียดหยาม
ป้าโจวแทบจะหายใจไม่ออก เธอหันขวับไปหาโจวฉวินแล้วตะคอก "นี่... นี่ลูกยอมให้เมียทำแบบนี้กับแม่เหรอ โจวฉวิน?"
โจวฉวินก้มหน้าตอบเสียงอ่อย "แม่ครับ... เลิกโวยวายเถอะ เจียงหลูเขาท้องอยู่นะ"
ป้าโจวสูดหายใจเข้าลึก พยายามข่มอารมณ์ "ใช่... ใช่ๆ หล่อนท้อง ตระกูลโจวของเรากำลังจะมีทายาทสืบสกุล เห็นแก่หน้าหลาน ฉันจะไม่ถือสาหาความเธอ..."
ยังพูดไม่ทันจบ เจียงหลูก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามกว่าเดิม "เอาสิคะ จะถือสาก็เชิญเลย"
"หือ?" ป้าโจวอ้าปากค้าง
เธอมองดูลูกสะใภ้ตรงหน้า รู้สึกเหมือนเป็นคนละคนกับที่เคยรู้จัก เจียงหลูคนนี้กับเจียงหลูในความทรงจำของเธอแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิด ถ้าไม่ใช่เพราะเพิ่งได้รับการดัดนิสัยในคุกให้เลิกงมงาย เธอคงคิดว่าลูกสะใภ้คนนี้ถูกปีศาจ 'เพียงพอนเหลือง' เข้าสิงไปแล้วแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นคนเราจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
เจียงหลูหันไปสั่งงาน "จาวตี้ ไปปิดประตู"
บรรดาจีนมุงที่ยืนชะเง้อคอยู่หน้าประตูต่างอยากรู้อยากเห็น เจียงหลูไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของพวกชอบนินทา หวังจาวตี้จึงรีบเดินไปปิดประตูพร้อมกับพูดอย่างเกรงใจว่า "อย่ามุงเลยค่ะ อย่ามุงเลย"
"เอ่อ จาวตี้ดูแลเจียงหลูดีๆ นะ เธอท้องอยู่ อย่าให้เป็นอะไรไปล่ะ"
เพื่อนบ้านตะโกนกำชับทิ้งท้าย แต่ก็ไม่มีใครยอมแยกย้าย ยังคงจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ที่หน้าประตู
หวังจาวตี้ปิดประตูเสร็จก็เดินกลับมายืนอยู่ด้านหลังเจียงหลูในลักษณะ 'ยืนเป็นลูกสมุน'
ป้าโจวเห็นภาพนั้นแล้วก็ยิ่งของขึ้น นังเด็กนี่รู้ไหมว่าใครคือใหญ่ที่สุดในบ้านหลังนี้? แค่เธอไม่อยู่บ้านไม่กี่เดือน สถานการณ์เปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวหรือ อำนาจหลุดมือไปหมดแล้วหรือไง?
ไม่ว่าป้าโจวจะจ้องเขม็งแค่ไหน หวังจาวตี้ก็ยังยืนนิ่งสงบเสงี่ยมเหมือนไก่ป่วย พี่เจียงหลูท้องอยู่ เธอต้องคอยดูแลพี่สาวคนนี้ให้ดี
เจียงหลูเริ่มเปิดประเด็น "แม่คะ หนูรู้ว่าแม่ไม่พอใจ แต่มีบางเรื่องที่หนูต้องพูดให้ชัดเจน ต่อไปนี้ในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นโจวฉวินหรือตัวแม่ ขอให้อยู่กันอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในบ้านนี้มีแค่คนเดียว คือหนู... เจียงหลู"
"เอาอะไรมาพูด!"
"ก็เอาเรื่องที่ลูกชายคุณแม่ไปมั่วกับผู้ชายจนโดนถีบกล่องดวงใจพังยับเยินไงคะ แบบนี้พอจะฟังขึ้นไหม!"
"อะไรนะ!"
ป้าโจวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่พริบตาเดียวเธอก็ฉุกคิดถึงคำพูดของซูต้าเหนียงยายแก่เจ้าเล่ห์นั่นขึ้นมาได้ สมองประมวลผลทันทีว่า หรือเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องโกหก? ร่างกายของเธอโซซัดโซเซจนต้องเกาะโต๊ะพยุงตัวนั่งลงบนเก้าอี้ ปากพึมพำเสียงสั่น "พวกแกโกหก... ต้องโกหกแน่ๆ..."
เจียงหลูแค่นหัวเราะ "โจวฉวินก็ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ แม่ถามเขาดูสิว่าหนูโกหกหรือเปล่า"
ป้าโจวรีบหันไปมองลูกชายด้วยสายตาคาดหวัง "โจวฉวิน ลูกบอกแม่สิ บอกแม่ว่าพวกมันพูดเพ้อเจ้อ ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก..."
โจวฉวินได้แต่ยิ้มเจื่อน ก้มหน้านิ่งไม่กล้าเอ่ยปาก
เจียงหลูพูดต่อ "ถ้าไม่อยากถามโจวฉวิน แม่ก็ออกไปถามคนข้างนอกดูสิคะ เรื่องน่าอับอายพรรค์นี้ ตอนกลางค่ำกลางคืนลวนลามผู้ชายจนคนทั้งลานบ้านแห่มาดูกันให้ควั่ก แม่ลองเดินไปถามเด็กสามขวบที่ปากซอยดูสิ เขายังรู้เลย"
ป้าโจวหน้าซีดเผือด นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
เจียงหลูไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจ เธอกระหน่ำซ้ำต่อทันที "ที่หนูยังยอมอยู่ในตระกูลโจว ก็เพราะหนูยังมีความผูกพันกับโจวฉวิน และเพราะเรามีลูกด้วยกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลพวกนี้ ลำพังแค่เรื่องที่โจวฉวินพยายามลวนลามผู้ชาย จนกลายเป็นคนพิการใช้งานไม่ได้ หนูคงหย่าขาดไปนานแล้ว"
[จบบท]