บทที่ 54: รางวัลจากความดีความชอบ
เสียงหัวเราะสดใสของหมิงเหม่ยดังขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตบ้าน
“พรืด!”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงตะโกนด่าทอด้วยความคับแค้นใจของป้าโจวก็ดังลั่นไล่หลังมาติดๆ ราวกับคนสติแตก
“ไอ้คนเฮงซวยเอ๊ย! แกมันน่าตายจริงๆ!”
จวงจื้อซีทำหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยินเสียงก่นด่านั้นเลยสักนิด เขาเดินลอยหน้าลอยตาเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ ก่อนจะหันไปพูดคุยกับจ้าวชุ่ยฮวาผู้เป็นแม่และเหลียงเหม่ยเฟินพี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังนั่งอยู่
“แม่ครับ พี่สะใภ้ ดูป้าโจวแกสิครับ วันนี้ไม่รู้อารมณ์เสียมาจากไหน ไฟโทสะลุกท่วมเชียว ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าใครกันหนอช่างกล้าไปแหย่กระตุกหนวดเสือแกได้ขนาดนั้น”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินลูกชายตัวดีพูดแบบนั้นก็ได้แต่นั่งมองหน้าเขานิ่งๆ
เหลียงเหม่ยเฟินเองก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นกัน
ทั้งสองคนต่างคิดในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘แกนั่นแหละย่ะที่ไปยั่วยุเขา ยังจะมีหน้ามาถามอีกว่าใครทำ!’
จ้าวชุ่ยฮวากรอกตามองบนใส่ลูกชายคนเล็กด้วยความระอา ก่อนจะเอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความหมั่นไส้เล็กน้อย
“แกนั่นแหละเพลาๆ ลงหน่อย อย่าไปหาเรื่องกวนประสาทเขานักเลย”
จวงจื้อซีเบิกตากว้างทำท่าทางตกใจเกินจริง รีบแก้ต่างให้ตัวเองทันควัน
“โธ่แม่! ผมเปล่านะครับ ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ผมนี่โคตรจะบริสุทธิ์ใจเลยนะครับเนี่ย แม่เข้าใจผมผิดไปใหญ่แล้ว”
ในประเด็นนี้ หมิงเหม่ยต้องรีบออกโรงปกป้องสามีของเธอทันที หญิงสาวพยักหน้าสนับสนุนอย่างแข็งขัน พลางหันไปยืนยันกับแม่สามีด้วยน้ำเสียงจริงจังและน่าเชื่อถือ
“ใช่ค่ะแม่ คุณเขาไม่ได้ไปแกล้งป้าโจวแกจริงๆ นะคะ เรื่องนี้พวกเรายืนยันได้ แม่ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขานะคะ ห้ามใส่ร้ายคนดีนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นสองสามีภรรยารับส่งมุกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย มุมปากของนางก็กระตุกยิกๆ ด้วยความเอือมระอา จะมาเรียกร้องความยุติธรรมอะไรกัน คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ไส้กี่ขดๆ ใครเป็นคนนิสัยยังไงมีหรือนางจะไม่รู้ทัน
จังหวะนั้นเอง สายตาของเหลียงเหม่ยเฟินก็เหลือบไปเห็นถุงผ้าใบเล็กที่ทั้งคู่ถือติดมือกลับมาด้วย ความสงสัยใคร่รู้ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้นมา
“นั่นพวกเธอ... ถือถุงอะไรกลับมาด้วยน่ะ?”
จวงจื้อซีทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาตบมือเบาๆ แล้วอธิบายด้วยรอยยิ้มกว้าง
“อ๋อ นี่เหรอครับ ก็เรื่องที่เราช่วยกันจับโจรเมื่อวันตรุษจีนไง วันนี้ผมกับหมิงเหม่ยเลยแวะไปรับของรางวัลแสดงความขอบคุณที่หน่วยงานมาน่ะครับ”
เขาเล่ารายละเอียดเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟังอย่างออกรส ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ เขาหันไปถามจ้าวชุ่ยฮวาด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“แม่ครับ ช่วงนี้แม่อยากได้จักรยานสักคันไหม? ถ้าแม่สนใจอยากจะซื้อ ผมยินดีขายตั๋วจักรยานยี่ห้อเฟยเกอให้แม่เลยนะ ปกติถ้าเอาไปปล่อยขายในตลาดมืด อย่างต่ำๆ ก็ต้องได้ราคาสักสามสิบหยวนแหละ ยิ่งเป็นยี่ห้อเฟยเกอแบบนี้ เรียกสามสิบห้าหรือสี่สิบหยวนก็ยังมีคนแย่งกันซื้อ แต่แม่เป็นแม่ของผม ผมคิดราคาพิเศษให้แม่แล้วกัน แม่ลองว่ามาสิครับว่าแม่จะให้ผมเท่าไหร่ดี?”
จ้าวชุ่ยฮวาจ้องมองลูกชายคนเล็กด้วยสายตาว่างเปล่า อ่านไม่ออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
จวงจื้อซีเห็นแม่เงียบไปก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอีกราวกับพ่อค้าหน้าเลือด
“แหมแม่ครับ พี่น้องยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจนเลยนะ นี่ของซื้อของขายผมจะให้แม่เปล่าๆ ได้ยังไง แม่ช่วยตีเป็นค่าอาหารให้ผมสักหน่อยก็ยังดีครับ”
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดสวนกลับไปว่า
“ฉันเลี้ยงแกมาจนโตขนาดนี้ เพิ่งรู้วันนี้นี่แหละว่าไอ้ลูกกระต่ายตัวดีมันช่างคิดเล็กคิดน้อยเก่งเหลือเกินนะ”
จวงจื้อซีหัวเราะร่า ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมนั้นเลยแม้แต่น้อย
“โธ่แม่ ก็คนมันต้องกินต้องใช้นี่ครับ ผมเองก็ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบไว้บ้าง วันข้างหน้าผมกับเมียก็ต้องมีลูกมีเต้าต้องเลี้ยงดูนะครับ”
เขาพูดจาฉะฉานสมเหตุสมผลจนน่าหมั่นไส้ พลางส่งสายตาพราวระยับไปทางพี่สะใภ้ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าเขาก็รู้จักวางแผนชีวิตเหมือนกันนะ ไม่ได้ต่างจากคนบ้านใหญ่ที่ชอบคำนวณผลประโยชน์หรอก
จวงจื้อซีหันกลับมาเจรจาธุรกิจกับแม่อีกครั้ง
“เอาอย่างนี้แล้วกันแม่ ผมไม่คิดเงินแม่แพงหรอก แม่ตีเป็นค่าอาหารให้ผมสักสองเดือนก็พอ ผมแอบกระซิบแม่เลยนะว่า ลุงหลี่บ้านข้างๆ แกอยากได้ตั๋วใบนี้ใจจะขาดแล้ว”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าช้าๆ “บ้านนั้นเขาจำเป็นต้องใช้จริงๆ นั่นแหละ”
นางจ้องหน้าลูกชายตัวแสบเขม็ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย
“ถ้าฉันยอมจ่ายเงินซื้อตั๋วใบนี้จากแก ก็แปลว่าจักรยานคันนี้จะต้องเป็นของฉันกับพ่อแกโดยสมบูรณ์ พวกแกไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง หรือเอาไปใช้เด็ดขาด ฉันพูดแบบนี้ แกจะยอมรับข้อตกลงไหม?”
จวงจื้อซีพยักหน้าหงึกหงักทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“แน่นอนครับแม่ สิทธิ์ขาดเป็นของแม่เลย”
“ตกลง ตามนั้น...”
ยังไม่ทันที่จ้าวชุ่ยฮวาจะพูดจบประโยค เหลียงเหม่ยเฟินที่นั่งฟังอยู่นานก็โพล่งขึ้นมาด้วยความร้อนรน
“เดี๋ยวค่ะแม่! จะ...จะไม่ให้พวกเราใช้ด้วยเลยเหรอคะ? จื้อหย่วนเขาเป็นลูกชายคนโตของบ้านนะคะแม่!”
ในใจของเหลียงเหม่ยเฟินเต็มไปด้วยความขมขื่นและน้อยใจ ทำไมบ้านนี้ถึงได้ผิดแปลกจากบ้านอื่นนัก ปกติแล้วบ้านไหนๆ เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับลูกชายคนโต ต้องทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างให้ลูกคนโตเพื่อไว้ฝากผีฝากไข้ยามแก่เฒ่าไม่ใช่หรือไง แต่ทำไมพ่อสามีบ้านนี้ถึงได้ทำตัวไร้ตัวตน
แม่สามีก็ใจจืดใจดำไม่เห็นหัวลูกคนโต ส่วนไอ้น้องสามีตัวดีก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย ชีวิตของเธอมันช่างยากลำบากเหลือเกิน ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้!
จ้าวชุ่ยฮวาปรายตามองลูกสะใภ้คนโตแล้วถามสวนกลับไปสั้นๆ
“แล้วหล่อนอยากจะเป็นคนจ่ายเงินค่าตั๋วไหมล่ะ?”
เหลียงเหม่ยเฟินชะงักกึก ปากไวกว่าความคิดตอบโต้กลับไปทันที
“หนูจะไปมีเงินได้ยังไงล่ะคะ!”
ทันทีที่พูดจบ เธอก็เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแม่สามี ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วร่างทันทีที่รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นหัวเราะในลำคอ “ในเมื่อไม่มีปัญญาจ่าย แต่อยากจะใช้ของฟรี เธอนี่มันช่างกล้าคิดคำนวณจริงๆ นะ ทำไมหน้าถึงได้หนาขนาดนี้?”
คราวนี้ไม่ใช่แค่จ้าวชุ่ยฮวาที่ขำ จวงจื้อซีเองก็กลั้นหัวเราะไม่ไหวจนต้องปล่อยก๊ากออกมาดังลั่น
ดูเหมือนเขารอจังหวะนี้มานานแล้ว พอเห็นพี่สะใภ้เผยไต๋ออกมา เขาก็หัวเราะชอบใจจนตัวงอ
พอหัวเราะจนพอใจ จวงจื้อซีก็เดินเข้าไปโอบไหล่จ้าวชุ่ยฮวาอย่างออดอ้อน
“โอ๊ยแม่ ผมล้อเล่นน่า! คนเป็นลูกเป็นเต้า มีของดีๆจะให้แม่ มันก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว ผมจะไปหน้าเลือดคิดเงินแม่จริงๆ ได้ยังไงกันเล่า”
เขาล้วงตั๋วจักรยานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยัดใส่มือผู้เป็นแม่ด้วยท่าทางใจป้ำ
“เอ้า! รับไปเลยครับแม่ ให้ฟรีๆไม่คิดตังค์ ไม่หักค่าข้าวด้วย ผมแค่หยอกแม่เล่นขำๆ เอง”
จ้าวชุ่ยฮวารับตั๋วมาถือไว้ พลางส่ายหน้าบ่นอุบอิบ
“ไอ้ลูกคนนี้นี่ วันๆสรรหาแต่เรื่องมาปั่นหัวคนแก่”
“โธ่แม่ ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมก็แค่คิดว่าเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ สู้เอามาให้แม่ดีกว่า อีกอย่างหมิงเหม่ยเขาก็มีจักรยานอยู่แล้ว คันของที่บ้านผมคงไม่ได้ใช้ แต่ถึงจะไม่ได้ใช้ ผมก็ตั้งใจจะเอาตั๋วใบนี้มาให้แม่อยู่ดี แม่คือแม่ของผมนะ พ่อกับแม่แก่แล้ว จะไปไหนมาไหนมีจักรยานขี่มันก็สบายกว่าเดินตั้งเยอะ เรื่องกตัญญูแค่นี้ทำไมผมจะไม่รู้ ผมน่ะเป็นลูกกตัญญูอันดับหนึ่งเลยนะจะบอกให้”
จ้าวชุ่ยฮวาเหลือกตามองลูกชายตัวดี ก่อนจะหลุดยิ้มมุมปาก
“เออๆ พ่อคนกตัญญู พ่อคนแสนดี”
จวงจื้อซีรีบนำเสนอของรางวัลชิ้นต่อไปทันที
“แน่นอนอยู่แล้วครับ มาดูนี่ดีกว่า ทางสถานีตำรวจเขายังให้รางวัลเป็นกระติกน้ำเก็บความร้อนกับปลอกหมอนคู่หนึ่งมาด้วย ปลอกหมอนนี่ผมขอเก็บไว้ใช้เองนะ แต่กระติกน้ำใบนี้น่ะ ผมตั้งใจจะยกให้แม่กับพ่อเอาไว้ใช้ ไม่ว่าจะพกติดตัวเวลาออกไปข้างนอก หรือพ่อจะกรอกน้ำร้อนพกไปจิบตอนทำงาน ก็สะดวกสบายสุดๆ ไปเลย”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าด้วยความพอใจ “ก็นับว่าแกยังมีจิตสำนึกที่ดีอยู่บ้าง”
“แม่พูดอะไรเนี่ย ผมน่ะจิตสำนึกดีเยี่ยมมาตลอดนะ แม่ห้ามมาว่าผมไม่ดีเชียวนะ ดูอย่างพี่สะใภ้สิ วันๆจ้องแต่จะเอาเปรียบ ไม่เห็นอยากจะลงทุนลงแรงอะไรเลย ผมนี่สิของจริง จริงใจสุดๆ แล้ว”
เหลียงเหม่ยเฟินนั่งหน้าชา ‘...นี่แกจะลากฉันไปด่าทำไมฮะ! ไอ้บ้า!’
จวงจื้อซียังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไปโดยไม่สนใจสีหน้าของพี่สะใภ้
“ส่วนของรางวัลของเมียผม อันนั้นผมไม่ให้แม่นะ เพราะงานกระเป๋ารถเมล์ของเธอต้องตะโกนเรียกผู้โดยสารทั้งวัน คอแห้งจะตาย เธอต้องมีกระติกน้ำไว้จิบน้ำบ่อยๆ ครับ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ จวงจื้อซีก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ในใจเริ่มคาดเดาว่า ที่ทางสถานีตำรวจให้รางวัลมาเป็นของพวกนี้ คงเพราะคำนึงถึงลักษณะงานของหมิงเหม่ยด้วยแน่ๆ เพราะทางนั้นดูจะชื่นชมภรรยาของเขาอยู่ไม่น้อย
หมิงเหม่ยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็รีบพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของสามีทันที
เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าเอ็นดู “ของหนูก็ได้มาเหมือนกันเป๊ะเลยค่ะแม่ มีกระติกน้ำหนึ่งใบกับปลอกหมอนหนึ่งคู่เหมือนกันเลย ทางหน่วยงานของหนูไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเป็นพิเศษ แต่หนูได้ปรับเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือนอีกเดือนละสองหยวนนะคะ”
พูดจบเธอก็ทำหน้าเสียดายเล็กน้อย
“เสียดายจังเลยค่ะ ถ้าอายุงานของหนูครบตามเกณฑ์ ป่านนี้คงได้ปรับขั้นเงินเดือนไปแล้ว น่าเสียดายชะมัด”
ทันใดนั้น เธอก็ยกมือขึ้นพนมไหว้ฟ้าดิน ทำท่าทางขึงขังจริงจัง
“ขอให้สวรรค์ส่งคนร้ายมาให้หนูจับอีกเยอะๆเถอะเพี้ยง! หนูจะได้สร้างผลงานเพิ่มอีก!”
จ้าวชุ่ยฮวาถึงกับหลุดขำพรืดออกมาจนตัวโยน
“ยัยเด็กคนนี้นี่ พูดจาเพ้อเจ้ออะไรกัน! เอ้าๆ พอได้แล้ว พวกเธอรีบเอาปลอกหมอนไปเก็บเถอะ เรื่องตั๋วจักรยานกับกระติกน้ำ แม่รับรู้ถึงน้ำใจของพวกเธอแล้ว ขอบใจมากนะ”
สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
ทั้งคู่จูงมือกันเดินกลับเข้าห้องไป จ้าวชุ่ยฮวาเก็บตั๋วจักรยานใส่กระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม แล้วหันมาหยิบกระติกน้ำทหารสีเขียวขี้ม้าทรงรีขึ้นมาลูบคลำพิจารณาอย่างละเอียด กระติกน้ำในยุคสมัยนี้แข็งแรงทนทานมาก ทำจากวัสดุชั้นดี นางพยักหน้าอย่างพอใจ
“อืม ของดีจริงๆ คุณภาพใช้ได้เลย”
ทางด้านเหลียงเหม่ยเฟินที่เพิ่งโดนตอกหน้าหงายไปเมื่อครู่ ก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ เธอได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็นเงียบๆ
ส่วนภายในห้องของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน หมิงเหม่ยจัดการเก็บปลอกหมอนทั้งสองคู่เข้าตู้ แล้วเอากระติกน้ำวางไว้บนหลังตู้เตี้ยอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงหันไปถามสามีด้วยความสงสัย
“พี่จื้อซีคะ ในเมื่อพี่ตั้งใจจะยกตั๋วจักรยานให้พ่อกับแม่อยู่แล้ว ทำไมตอนแรกต้องแกล้งพูดเหมือนจะขายให้ท่านด้วยล่ะคะ?”
“ผมก็แค่ล้อเล่นขำๆ เองน่า ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นสักหน่อย”
จวงจื้อซีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มทะเล้น พยายามกลบเกลื่อนความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง แต่หมิงเหม่ยมีหรือจะเชื่อน้ำคำของสามีง่ายๆ แม้ทั้งคู่จะเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน แต่เธอก็พอจะมองออกว่าภายใต้ท่าทีทีเล่นทีจริงนั้น จวงจื้อซีซ่อนความคิดอะไรบางอย่างเอาไว้
เธอลองประมวลเหตุการณ์ดูเงียบๆ ก่อนจะหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด แล้วเอ่ยถามออกไปตรงๆ
“คุณตั้งใจพูดเปิดทางยั่วยุให้พี่สะใภ้ใหญ่แสดงความโลภออกมาให้แม่เห็นใช่ไหมล่ะ”
“ผมเปล่าพูดแบบนั้นนะ คุณใส่ร้ายผมแล้ว” จวงจื้อซีรีบปฏิเสธทันควัน แต่แววตากลับพราวระยับ
“ท่าทางแบบนี้ ยอมรับมาเถอะว่าคุณเจตนาแน่ๆ”
เมื่อเห็นภรรยารู้ทัน จวงจื้อซีก็หัวเราะออกมาเบาๆ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเธออย่างออดอ้อน พลางยอมรับในที่สุด
หมิงเหม่ยยกมือขึ้นเกาศีรษะเบาๆ ด้วยความงุนงงปนขบขัน
“คุณรู้อยู่แล้วว่าถ้ามีเรื่องผลประโยชน์ พี่สะใภ้ใหญ่จะต้องรีบเสนอหน้าออกมาแน่ๆ ก็เลยจงใจทำแบบนี้ให้แม่เห็นธาตุแท้ของเธอสินะ ทำไมต้องลงทุนลงแรงขนาดนั้นด้วย”
“คุณไม่เคยได้ยินเหรอที่เขาว่า สุภาพบุรุษแก้แค้นสิบปีไม่สาย แต่วิญญูชนอย่างผมมีโอกาสเมื่อไหร่ก็เอาคืนเมื่อนั้นแหละ ผมมันคนใจแคบนี่นา ใครทำให้ผมเจ็บแสบ ผมก็ต้องหาเรื่องคืนสนองให้แสบๆ คันๆ บ้างเป็นธรรมดา”
จวงจื้อซียังจำฝังใจเรื่องงานแต่งงานที่ผ่านมาได้แม่น ตอนนั้นทุกอย่างเกือบจะลงตัวดีแล้ว แต่พี่สะใภ้ใหญ่ตัวดีเกือบจะทำให้งานวิวาห์ของเขาล่มไม่เป็นท่า แม้สุดท้ายจะผ่านพ้นมาได้อย่างราบรื่น แต่คนอย่างจวงจื้อซีไม่ใช่พ่อพระที่จะปล่อยผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
แม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เขาคงไม่ถึงขั้นลงมือรุนแรงอะไร แต่การหาจังหวะ ‘สะกิด’ ให้รำคาญใจเล่นๆ สักหน่อย ก็ถือเป็นความบันเทิงในชีวิต ประจวบเหมาะกับที่พี่สะใภ้ใหญ่กลัวแม่สามีอย่างจ้าวชุ่ยฮวายิ่งกว่าหนูเจอแมว จวงจื้อซีจึงยืมมือแม่จัดการสั่งสอนพี่สะใภ้ทางอ้อมเสียเลย
รับรองว่างานนี้พี่สะใภ้ใหญ่คงต้องอารมณ์บูดไปอีกหลายวันแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อไปถ้าเธออยากจะยืมจักรยานไปใช้ เขาก็ยังมีข้ออ้างให้ขัดคอได้อีกเรื่อยๆ หึ! สมน้ำหน้า
“คุณนี่มันร้ายจริงๆ เลยนะ แต่ก็น่าแปลกที่คุณไม่ซ้ำเติมเธอต่อ ทั้งที่มีโอกาสแท้ๆ” หมิงเหม่ยเย้าแหย่
จวงจื้อซีทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที ราวกับเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม
“โธ่คุณ เรามันคนกันเองทั้งนั้น จะไปซ้ำเติมให้แตกหักทำไม ครอบครัวปรองดองสิถึงจะเจริญ ผมไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำแบบนั้นสักหน่อย”
“...พูดมาขนาดนี้ คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ”
จวงจื้อซีหลุดขำพรืดออกมาจนตัวโยน เขากระชับกอดภรรยาแน่นขึ้นพลางบ่นอุบอิบอย่างน้อยใจ
“ก็ต้องรู้จักพอประมาณสิครับ ขืนทำเกินไปเดี๋ยวไก่ตื่นหมด คุณก็รู้นี่นาว่ากว่าผมจะแต่งงานกับคุณได้มันยากลำบากแค่ไหน ยัยป้า...เอ้ย พี่สะใภ้คนนี้เกือบทำผมอดมีเมียแล้วนะ แค่แกล้งให้เจ็บใจเล่นนิดหน่อยแค่นี้ถือว่าปรานีมากแล้ว อีกอย่างผมก็ยอมเสียสละตั๋วจักรยานไปใบหนึ่งเลยนะ ผมนี่แหละผู้เสียหายตัวจริง”
ถึงแม้คนในลานบ้านเรือนสี่ประสานแห่งนี้จะมีพวกนิสัยแปลกๆ อยู่เยอะ แต่สำหรับจวงจื้อซีแล้ว ไม่มีใครน่ารำคาญเท่าพี่สะใภ้ใหญ่ของตัวเอง เพราะคนอื่นต่อให้ทำตัวแย่แค่ไหนก็ไม่ได้กระทบชีวิตเขาโดยตรง แต่พี่สะใภ้คนนี้มีผลกระทบเต็มๆ
แน่นอนว่าคำพูดพวกนี้เขาเก็บไว้บ่นกับเมียรักสองคน ไม่กล้าไปพูดต่อหน้าคนในบ้านหรอก
“ถ้าหล่อนไม่ใช่พี่สะใภ้ของผมนะ ผมไม่ปล่อยให้จบง่ายๆ แบบนี้แน่”
“รู้แล้วจ้า รู้แล้วว่าพ่อคนเก่งของฉันน้อยใจ” หมิงเหม่ยตบหลังมือสามีเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ
“ก็มันน่าโมโหนี่นา” จวงจื้อซีทำแก้มป่อง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “พูดถึงเรื่องนี้... คุณคอยดูเถอะ เย็นนี้พอข่าวเรื่องพวกเราได้รับคำชมแพร่สะพัดออกไป บรรยากาศการลาดตระเวนจับโจรต้องคึกคักเป็นพิเศษแน่ๆ”
“ทำไมล่ะ” หมิงเหม่ยถาม ก่อนจะนึกขึ้นได้ทันที “อ๋อ คุณหมายความว่าทุกคนอยากจะจับโจรเพื่อเอาหน้าสินะ”
จวงจื้อซีพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่สิ แค่เกียรติยศชื่อเสียงก็ล่อตาล่อใจคนจะแย่แล้ว นี่แถมยังมีรางวัลเป็นตั๋วจักรยานอีก ใครจะไม่อยากได้บ้าง เชื่อผมสิ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นไกล หมาบ้าอย่างไป๋เฟิ่นโต้ว หรือจอมขี้งกอย่างโจวฉวิน ต้องกระตือรือร้นมาร่วมวงแน่ๆ อ้อ...หยางลี่ซินก็น่าจะไม่พลาดเหมือนกัน”
ในยุคสมัยนี้ ใครบ้างไม่อยากได้หน้าได้ตา ใครบ้างไม่อยากครอบครองของหายากอย่างตั๋วจักรยาน
หมิงเหม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบถามด้วยความกังวล “นี่คุณ...แล้วถ้าเกิดว่า...”
เธอลั่งเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ “ถ้าเกิดว่าโจรที่จับได้ ดันกลายเป็นเด็กสามคนจากบ้านซูล่ะ ถ้าเป็นเด็กพวกนั้นจริงๆ เรื่องมันจะจบยังไง”
จวงจื้อซีได้ฟังก็ยิ้มมุมปาก ตอบกลับอย่างสบายๆ
“ถ้าจับได้ว่าเป็นเด็กแสบสามคนนั่นจริงๆก็คงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก ระดับไป๋เฟิ่นโต้วคงยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องหลานๆ สุดชีวิต แต่ผมมองว่าหัวขโมยระลอกนี้ไม่น่าจะใช่เด็กพวกนั้นหรอก ถึงซูจินไหลกับน้องๆจะซนแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นแค่เด็ก จะให้ออกปฏิบัติการยามวิกาลปีนกำแพงเข้าออกบ้านคนอื่นแบบมืออาชีพได้ยังไง น่าจะเป็นฝีมือผู้ใหญ่มากกว่า”
“อืม... ฟังดูมีเหตุผลนะ”
และแล้วเมื่อเวลาค่ำคืนมาเยือน บรรยากาศในลานบ้านก็เป็นไปตามที่สองสามีภรรยาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
ทันทีที่มีการเรียกรวมพลเพื่อลาดตระเวน จำนวนอาสาสมัครในคืนนี้ก็หนาตาผิดหูผิดตา แต่ละบ้านต่างส่งตัวแทนที่เป็นชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำมาร่วมทีม แถมยังมีพวกขาจรที่ปกติไม่เคยสนใจงานส่วนรวมเสนอหน้าเข้ามาร่วมด้วยอย่างกระตือรือร้น เสียงพูดคุยจอแจดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
จวงจื้อซีเกาะขอบหน้าต่างมองดูความวุ่นวายด้านล่างอย่างอารมณ์ดี หัวเราะคิกคักชอบใจ
“แล้วคุณไม่ลงไปทำหน้าที่แทนแม่เหรอ” หมิงเหม่ยถามขึ้นเมื่อเห็นสามียังยืนดูดาย
“ผมอยากไปใจจะขาด แต่แม่ไม่ยอมให้น่ะสิ” จวงจื้อซีตอบพลางไหวไหล่
งานนี้จ้าวชุ่ยฮวาประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาดว่าห้ามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนลงไปตรากตรำเด็ดขาด จวงจื้อซีผู้เป็นลูกกตัญญู (และกลัวแม่)มีหรือจะกล้าขัดคำสั่ง
ในเมื่อจวงจื้อหย่วนพี่ชายคนโตออกเดินทางไปส่งของที่ทางใต้
ซึ่งรอบนี้ต้องกินเวลาเป็นสิบกว่าวันกว่าจะกลับ บ้านตระกูลจวงจึงเหลือชายหนุ่มเรี่ยวแรงดีเพียงแค่จวงจื้อซีคนเดียว ตามหลักการแล้วเขาควรจะเป็นตัวแทนของบ้านไปร่วมลาดตระเวน แต่จ้าวชุ่ยฮวากลับยืนกรานเสียงแข็ง ปฏิเสธหัวชนฝา
ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างทำเอาทุกคนต้องเหลียวมอง จ้าวชุ่ยฮวายืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน ในมือถือไม้ท่อนใหญ่คู่ใจที่เปรียบเสมือนกระบองวิเศษซุนหงอคง เตรียมพร้อมรบเต็มที่
ไป๋เฟิ่นโต้วที่ปากหาเรื่องเป็นกิจวัตร พอเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแขวะ
“อ้าว ป้าจ้าวครับ แล้วยอดฝีมือประจำบ้านป้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนเสียล่ะ เพิ่งจะได้รับคำชมว่าเป็นพลเมืองดีหมาดๆ ไหงพอถึงเวลาต้องลาดตระเวนจริงจังกลับหายหัว ความตื่นตัวทางการเมืองต่ำไปหน่อยมั้ง”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็ถลึงตาใส่ สวนกลับทันควัน
“ถุย! หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลยนะไป๋เฟิ่นโต้ว บ้านฉันตกลงกันแล้วว่าฉันจะเป็นคนออกมาเอง ส่วนลูกชายฉันน่ะเหรอ เขาต้องพักผ่อนให้เพียงพอ จะได้มีแรงไปทำงานรับใช้ชาติให้เต็มที่!”
เธอเชิดหน้าขึ้น เอามือเท้าเอวพลางชี้หน้าด่ากราด
“อีกอย่าง แกมีปัญหานักหรือไงที่เห็นคนแก่แบบฉันออกมา? หรือแกดูถูกว่าหญิงชราอย่างฉันไม่มีน้ำยา? ฉันจะบอกให้นะ ฉันเต็มใจจะออกมาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยให้ชุมชน มันไปหนักส่วนไหนของแกไม่ทราบ?”
“แล้วไอ้คำพูดเหน็บแนมเมื่อกี้นี้มันหมายความว่ายังไง คิดจะบ่อนทำลายความสามัคคีในหมู่คณะงั้นสิ? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกอิจฉาริษยาที่ลูกชายคนที่สามของฉันได้ดี แต่ก็ไม่เห็นต้องแสดงออกนอกหน้าขนาดนี้เลยนี่ ใครมองมาก็ดูออกทั้งนั้นว่าธาตุแท้ของแกมันเป็นยังไง น่าขำสิ้นดี คิดจะมาเสี้ยมให้คนแตกคอกันแถวนี้ แกมันยังห่างชั้นนัก ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”
ไป๋เฟิ่นโต้วโดนแม่เฒ่าจ้าวสาดคำด่าใส่เป็นชุดจนหน้าชา ยืนอ้าปากค้างเถียงไม่ออก ได้แต่บ่นอุบอิบอย่างเสียหน้า “โธ่ ป้าเนี่ยนะ...ดุยังกับเสือ จะพูดจาดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง”
“ที่ฉันต้องดุก็เพราะปากแกมันหาเรื่องก่อนไง!” จ้าวชุ่ยฮวายังไม่ยอมลดราวาศอก
“ใครๆ เขาก็รู้ทันกันทั้งนั้นแหละว่าพวกแกแห่กันออกมาทำไม วันก่อนๆ ไม่เห็นจะมีใครโผล่หัวมาสักคน พอมีรางวัลล่อใจเข้าหน่อยทำเป็นขยันขันแข็ง อยากจะสร้างผลงานว่างั้นเถอะ?”
“ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าไม่ฉีกหน้ากากพวกแกออกมาตรงๆ แล้วนะ เพราะฉะนั้นอย่ามาจุ้นจ้านกับฉันให้มากนัก ต่างคนต่างอยู่กันดีๆ ไม่ชอบ ถ้าอยากลองดีกับหญิงแก่คนนี้ก็เชิญ!”
หยางลี่ซินที่ยืนฟังอยู่ข้างๆแม้จะนึกรังเกียจนิสัยปากเปราะของไป๋เฟิ่นโต้ว แต่เขายังหวังจะล้วงข้อมูลเรื่องตั๋วจักรยานจากบ้านจวง จึงรีบเข้ามาทำหน้าที่กาวใจ ดึงแขนเสื้อไป๋เฟิ่นโต้วเบาๆ
“เอาน่าๆสหายไป๋ นายก็พูดจาไม่ระวังปากไปได้ จะไปกวนโมโหป้าจ้าวทำไมกัน เรามาร่วมมือกันลาดตระเวนดีกว่า ตั้งใจจับโจรให้ได้นั่นแหละสำคัญที่สุด”
ไป๋เฟิ่นโต้วที่กำลังหาทางลงอยู่พอดี รีบพยักหน้ารับลูกทันที “เออ ใช่ๆ ฉันก็แค่แซวเล่นนิดหน่อยเอง ไปๆ รีบไปลาดตระเวนกันเถอะ”
“เหอะ!” จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียงในลำคออย่างดูแคลน สายตามองตามหลังชายหนุ่มทั้งสองไปอย่างเหยียดหยาม
เจ้าพวกคนไม่ได้เรื่อง!
เมื่อเหตุการณ์สงบลง ทุกคนต่างหันมาสนใจจำนวนคนที่มารวมตัวกัน คืนนี้คนเยอะจนแทบจะเดินชนกันตาย ซูต้าเหนียงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ เห็นว่าจำนวนคนมีมากเกินพอแล้ว เธอจึงเริ่มออกลายทันที
หญิงม่ายเจ้าของห้องหลักแสร้งทำสีหน้าอิดโรย ยกมือขึ้นกุมขมับทำท่าเซจะล้ม “โอ๊ย... ตายจริง อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมาน่ะสิ สงสัยโรคเก่าจะกำเริบซะแล้ว”
แน่นอนว่าคนอย่างซูต้าเหนียง ถ้าบอกว่า ‘ไม่สบาย’ นั่นแปลว่า ‘ฉันขี้เกียจ’ แต่ใครจะไปสนความจริงกันล่ะ ในเมื่อเธอป่วยก็คือป่วย ใครจะไปบังคับคนป่วยให้มาเดินตากน้ำค้างได้
ป้าหวังซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมลาดตระเวนในคืนนี้ กวาดสายตามองจำนวนคนที่ล้นหลาม แล้วหันมามองซูต้าเหนียงที่ยืนโอดโอยอยู่ จึงตัดบทด้วยความรำคาญ
“งั้นคุณก็กลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านเถอะ คืนนี้คนเยอะพอแล้ว ขาดผู้หญิงป่วยๆ ไปสักคนคงไม่ทำให้เสียงานหรอก ไปเถอะๆ”
ซูต้าเหนียงรีบรับคำทันที แอบยิ้มกริ่มในใจที่สามารถหลบเลี่ยงงานหนักไปได้อย่างแนบเนียน
[จบบท]