บทที่ 55 : ละครรักวัยดึกและยอดภรรยาผู้อ่อนโยน
รอยยิ้มบางเบาที่ดูอ่อนแรงจนน่าเห็นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูต้าเหนียง เธอพยายามฝืนยิ้มส่งให้ทุกคนรอบข้างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณค่ะ ขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่มีน้ำใจกับฉันขนาดนี้ ฉันรู้อยู่แล้วเชียวว่าคนในลานบ้านของเราอบอุ่นที่สุด ในโลกนี้ยังมีความรักความเมตตาอยู่จริงสินะคะ"
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยราวกับนางเอกละครโศกที่กำลังซาบซึ้งในโชคชะตา ไป๋เหล่าโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่พยายามจะฟังดูอบอุ่น
"น้องสาวซู เธอรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนเลยนะ เดี๋ยวผมจะพาไปคลินิกให้หมอตรวจดูอาการหน่อยดีกว่า ร่างกายคนเราสำคัญที่สุดนะ จะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดเธอเป็นอะไรไปขึ้นมา ผม... เอ่อ ผมหมายถึงลูกสะใภ้กับหลานชายของเธอคงจะเสียใจแย่"
คำพูดของชายชราตระกูลไป๋ตีวงเลี้ยวกลับมาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งที่เจตนาในแววตานั้นสื่อความหมายไปในทางอื่นอย่างชัดเจน ซูต้าเหนียงช้อนตามองเขาด้วยสายตาที่ดูอ่อนโยนและน่าทะนุถนอมพลางเอ่ยตอบเสียงเบา
"ฉันเข้าใจความหวังดีของพี่ชายไป๋ค่ะ แต่สภาพครอบครัวของฉันตอนนี้... อะไรที่ประหยัดได้ก็คงต้องช่วยกันประหยัด พี่ชายก็รู้ว่าฉันเป็นโรคเก่าเรื้อรังมาตั้งแต่สมัยสาวๆ เพราะทำงานหนักเกินไป กินยาไปก็เท่านั้นแหละค่ะ สู้เก็บเงินไว้ดีกว่า แค่นอนพักสักหน่อยเดี๋ยวอาการก็คงดีขึ้นเอง"
"จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน!" ไป๋เหล่าโถวร้องท้วงขึ้นมาทันที สีหน้าของเขาดูร้อนรนราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง
"เธอนี่นะ...เฮ้อ ที่ป่วยออดๆแอดๆแบบนี้ก็เพราะขาดสารอาหารนั่นแหละ รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวผทจะกลับไปเอาไข่ไก่มาให้เธอต้มกินบำรุงร่างกายสักหน่อย"
ซูต้าเหนียงลอบยิ้มมุมปากอย่างผู้กำชัยชนะ แต่สีหน้าภายนอกยังคงรักษาความเกรงอกเกรงใจเอาไว้อย่างแนบเนียน
"ตายจริง อย่าลำบากเลยค่ะ เก็บไว้กินเองเถอะค่ะ พี่เองก็อายุไม่น้อยแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้ดี..."
จ้าวชุ่ยฮวายืนมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนน้ำย่อยในกระเพาะกำลังตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ให้ตายเถอะ นี่เธอกำลังยืนดูละครรักโรแมนติกวัยดึกหรืออย่างไรกัน บทพูดและท่าทางของทั้งสองคนมันช่างเลี่ยนจนขนลุกไปหมด
เธอทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆจึงกระชับท่อนเหล็กในมือที่เปรียบเสมือนกระบองวิเศษคู่กาย แล้วตัดสินใจเดินดุ่มๆออกจากวงสนทนานั้นทันที ขืนอยู่ต่อคงได้อาเจียนออกมาแน่ๆกลับบ้านไปล้างหูล้างตายังจะดีเสียกว่า
เมื่อจ้าวชุ่ยฮวาเดินนำออกไป คนอื่นๆที่เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนก็ค่อยๆ ทยอยเดินตามออกมาทีละคนสองคน ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีรสนิยมชอบดูคนแก่จีบกันแบบนี้ แต่ในยุคสมัยที่ความบันเทิงหาได้ยากยิ่ง การได้เห็นฉากรักหวานเลี่ยนของเพื่อนบ้านก็อาจจะเป็นรสชาติชีวิตแปลกใหม่สำหรับบางคน
จ้าวชุ่ยฮวาเดินอาดๆ ออกมาถึงหน้าประตูใหญ่ ป้าหวังที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็รีบเดินตามมาประกบ ทว่าวันนี้สมาชิกทีมลาดตระเวนดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีหนุ่มๆ และผู้ชายวัยฉกรรจ์มาร่วมด้วยหลายคน ทำให้ทีมคุณป้าพิทักษ์ความปลอดภัยที่เคยแข็งแกร่งต้องถูกลดบทบาทลง เหลือเพียงแค่จ้าวชุ่ยฮวากับป้าหวังที่เป็นตัวยืนหลัก
ถึงแม้จะเหลือกันแค่สองคน แต่หญิงแกร่งทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด จ้าวชุ่ยฮวากระชับอาวุธในมือเดินนำหน้าอย่างองอาจ ป้าหวังที่เดินขนาบข้างก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบเรื่องซุบซิบตามประสาคนช่างเม้าท์
"นี่พี่สาวจ้าว เธอเห็นหรือเปล่าว่าเจียงหลูเองก็มากับเขาด้วย ฉันละเชื่อเลยจริงๆ ผู้หญิงอะไรจะติดผัวขนาดนั้น"
ใช่แล้ว วันนี้มีสมาชิกหญิงเพิ่มมาอีกหนึ่งคนนั่นคือเจียงหลู ภรรยาของโจวฉวินนั่นเอง
ตามหลักแล้วครอบครัวตระกูลโจวส่งชื่อโจวหลี่ซื่อมาเข้าร่วม แต่ในเมื่อลูกชายอย่างโจวฉวินอาสามาแทน แม่สามีอย่างโจวหลี่ซื่อที่จ้องจะเอาเปรียบทุกโอกาสย่อมต้องนอนตีพุงอยู่บ้านสบายใจเฉิบอยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือการที่เจียงหลูติดตามสามีออกมาด้วย ทั้งที่ไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลย
เจียงหลูเดินเกาะติดโจวฉวินราวกับเป็นเงาตามตัว มือข้างหนึ่งถือไม้กระบองที่แม่สามีเตรียมไว้ให้ ส่วนอีกข้างสะพายกระติกน้ำใบเขื่อง มองดูแล้วเหมือนเด็กอนุบาลกำลังจะไปทัศนศึกษามากกว่าจะมาเดินลาดตระเวนจับโจรผู้ร้ายในยามวิกาลแบบนี้
แม้ว่าการมีคนเพิ่มขึ้นจะช่วยให้อุ่นใจ แต่ป้าหวังกลับรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก เธอหันไปกระซิบกับจ้าวชุ่ยฮวาอีกครั้งขณะเดินฝ่าความมืด
"ผู้ชายออกมาเดินลาดตระเวนเพราะอยากปกป้องทรัพย์สินส่วนรวมอันนี้ฉันเข้าใจได้นะ แต่เจียงหลูเนี่ยสิ จะตามออกมาทำไมกัน มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอที่ต้องมาเดินตากน้ำค้างแบบนี้"
จ้าวชุ่ยฮวายักไหล่เบาๆ "ใครจะไปรู้ความคิดของเธอล่ะ บางทีเธออาจจะคิดว่ามันจำเป็นมากก็ได้มั้ง"
สองผู้เฒ่าหันกลับไปมองคู่รักข้าวใหม่ปลามัน แล้วก็ต้องเจอกับจังหวะนรกพอดี โจวฉวินจามออกมาเสียงดังสนั่นสองทีติดกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศเย็นหรือเพราะกำลังถูกนินทาระยะเผาขนกันแน่
ทันใดนั้นเจียงหลูก็แสดงบทบาทภรรยาผู้อ่อนหวานทันที เธอรีบควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับจมูกให้สามีอย่างเบามือพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานจนมดแทบขึ้น
"เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณ พี่โจวรีบเช็ดเร็วเข้าค่ะ"
ไม่เพียงแค่เช็ดหน้าเช็ดตา เธอยังเอามือทาบไปที่แก้มของโจวฉวินด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ตายจริง แก้มเย็นเฉียบเลย คุณต้องเป็นหวัดแน่ๆเลยค่ะ กลับบ้านกันดีไหมคะ เดี๋ยวทางนี้ฉันเดินลาดตระเวนแทนคุณเอง คุณเป็นเสาหลักของบ้านนะ จะมาล้มป่วยไม่ได้เด็ดขาด"
โจวฉวินส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับยืดอกขึ้นเล็กน้อย
"ไม่ต้องหรอกน่า คนอื่นเขาก็อยู่กันเยอะแยะ ผมจะกลับไปก่อนได้ยังไง เสียเชิงชายหมดสิ"
เจียงหลูมองสามีด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับเห็นฮีโร่กู้โลก เธอมองว่าสามีของเธอช่างมีความรับผิดชอบและเป็นลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริงเสียเหลือเกิน
"งั้นคุณดื่มน้ำร้อนสักหน่อยนะคะ จะได้อุ่นท้อง"
เธอรีบเปิดฝากระติกน้ำแล้วส่งไปจ่อที่ริมฝีปากของโจวฉวิน บริการประทับใจทุกระดับประทับจิตยิ่งกว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสียอีก การกระทำของเธอแสดงออกถึงความรักและการเทิดทูนบูชาสามีจนแทบจะถวายชีวิตให้ได้
ภาพความเอาใจใส่ชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมของเจียงหลู ทำเอาเหล่าบรรดาชายฉกรรจ์ในทีมลาดตระเวนต่างพากันมองด้วยความอิจฉาตาร้อน พวกเขาคงกำลังคิดในใจว่าทำไมภรรยาที่บ้านถึงไม่ปฏิบัติกับพวกเขาแบบนี้บ้าง ทำไมสวรรค์ถึงไม่ส่งผู้หญิงแสนดีแบบเจียงหลูมาให้พวกเขาบ้างนะ
ในขณะที่ฝ่ายชายกำลังเคลิบเคลิ้มกับภาพฝัน ฝ่ายหญิงรุ่นใหญ่อย่างป้าหวังและจ้าวชุ่ยฮวากลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกเลี่ยนเอือมระอา จ้าวชุ่ยฮวากระตุกแขนเสื้อเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันเบาๆ
"รีบเดินกันเถอะป้าหวัง ฉันชักจะทนดูไม่ไหวแล้ว"
ป้าหวังหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเห็นพ้องต้องกันกับจ้าวชุ่ยฮวาในเรื่องทัศนคติ
"นั่นสินะ ลููกสาวฉัน...หลี่ฟางเคยบ่นให้ฟังว่าไม่อยากจะสุงสิงกับแม่คนนี้เท่าไหร่ บอกว่าเจียงหลูเป็นคนไม่มีกระดูกสันหลัง อ่อนปวกเปียกเกินไป"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วยทันที "ลูกสาวเธอสายตาเฉียบคมนะที่มองคนออก หลี่ฟางคิดเหมือนฉันเปี๊ยบเลย"
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ หลี่ฟางมักจะรักษาระยะห่างกับสะใภ้รุ่นเดียวกันในลานบ้าน หลายคนซุบซิบนินทาว่าเพราะหลี่ฟางเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงานนอกบ้าน เลยเข้ากับกลุ่มสาวโรงงานไม่ได้ แต่จ้าวชุ่ยฮวาที่ผ่านโลกมามากกลับมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่
เรื่องอาชีพการงานไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนเราคบกันไม่ได้ แต่มันอยู่ที่ทัศนคติและศีลธรรมในใจต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์
ลองมองดูสะใภ้แต่ละคนในลานบ้านนี้สิ สะใภ้คนโตของจ้าวชุ่ยฮวาอย่างเหลียงเหม่ยเฟิน ถึงจะมีงานทำแต่ก็เป็นพวกบูชาตระกูลเดิมแบบไม่ลืมหูลืมตา ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อน้องชายตัวเองจนไม่สนผิดถูก ส่วนหวังเซียงซิ่วก็เป็นประเภททำได้ทุกอย่างเพื่อลูกชายโดยไร้ซึ่งยางอาย มาถึงเจียงหลูคนนี้...
ถ้าจะให้ใช้คำศัพท์ยุคใหม่อธิบายก็คงต้องบอกว่าเป็นพวก "ถือไพ่ดีแต่ตีโง่" มีทุกอย่างพร้อมแต่กลับทำตัวไร้ค่าเหมือนเถาวัลย์ที่ต้องเกาะต้นไม้ใหญ่ตลอดเวลา
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ในบรรดาสะใภ้ทั้งหมด แทบไม่มีใครที่มีเคมีตรงกับหลี่ฟางเลย
เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในลานบ้านที่หลี่ฟางยอมเปิดใจให้ก็คือจวงจื้อซิน ลูกสาวคนรองของจ้าวชุ่ยฮวา แม้ว่าจวงจื้อซินจะแต่งงานย้ายไปอยู่ต่างมณฑลที่ห่างไกลแล้ว แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนเด็ดขาด มั่นใจ และมีความสามารถรอบตัว ทำให้เข้ากันได้ดีกับหลี่ฟางที่เป็นคนมีความคิดความอ่านคล้ายกัน
หากมองให้ลึกลงไปถึงนิสัยใจคอแล้ว ก็พอจะดูออกได้ไม่ยากเลยว่าคนในครอบครัวนี้มีทัศนคติที่ตรงกันขนาดไหน ไม่อย่างนั้นพ่อลูกคงเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยไม่ได้ขนาดนี้ ดังนั้นการที่หลี่ฟางจะมองข้ามผู้ชายคนอื่นแล้วเลือกคู่ครองด้วยมาตรฐานเดียวกับพ่อของเธอจึงถือเป็นเรื่องปกติมาก
จ้าวชุ่ยฮวาเปรยขึ้นมาในวงสนทนาว่า
"ฉันว่าหลี่ฟางลูกสาวบ้านเธอนี่เป็นเด็กดีจริงๆ นะ"
เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีต จ้าวชุ่ยฮวาเคยมีความคิดอยากจะให้หลี่ฟางมาเป็นลูกสะใภ้คนโตของตระกูลจวงด้วยซ้ำ แต่โชคชะตาก็ไม่ได้เข้าข้างเมื่อเด็กสองคนนี้ดูจะไม่มีใจให้กันเลยแม้แต่น้อย ลูกชายคนโตของเธออย่างจวงจื้อหย่วนดันไปแอบคบหาดูใจกับเหลียงเหม่ยเฟินเงียบๆ
ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย ในขณะที่ทางฝั่งบ้านตระกูลหลี่เองก็เข้มงวดกวดขันกับลูกสาวอย่างหนัก พวกเขาคอยระวังไม่ให้หลี่ฟางไปสุงสิงหรือเล่นหัวกับพวกเด็กหนุ่มในลานบ้านมากเกินไป เพราะกลัวว่าจะเกิดความรู้สึกชอบพอกันขึ้นมา
ถ้าเทียบความตรงไปตรงมาแล้ว ป้าหวังดูจะเป็นคนเปิดเผยมากกว่า ในขณะที่หลี่ต้าซานหรือพ่อครัวหลี่นั้นเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมากกว่าหลายขุม
เขารู้ดีว่าครอบครัวในลานบ้านนี้ล้วนแต่เป็นครอบครัวคนงานที่มีศักดิ์ศรี ไม่มีทางที่บ้านไหนจะยอมให้ลูกชายไปแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิงอย่างแน่นอน ดังนั้นต่อให้ในลานบ้านจะมีชายหนุ่มวัยเหมาะสมอยู่หลายคน พ่อครัวหลี่ก็เลือกที่จะมองข้ามพวกเขาไปทั้งหมด
เขาเลือกที่จะมองหาลูกเขยจากภายนอก โดยเน้นคนที่มาจากครอบครัวที่ฐานะด้อยกว่าแต่สามารถควบคุมได้ง่าย หยางลี่ซินจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุดในการนี้ แต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ระหว่างหลี่ฟางกับหยางลี่ซินก็ถือว่าราบรื่นและรักกันดี เพราะถ้าให้พูดกันตามตรงในบรรดาชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน
หยางลี่ซินถือว่าหน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่ได้หล่อเหลาเท่าจวงจื้อหย่วน แต่ลูกชายคนโตของเธอนั้นเป็นประเภทชอบพูดจาหลักการเยอะแยะจนน่าเบื่อและปากไม่ค่อยหวาน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับหยางลี่ซินที่เป็นเด็กหนุ่มมาจากชนบทและเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของพ่อครัวหลี่ เขาย่อมรู้วิธีเอาอกเอาใจและทำให้หลี่ฟางพอใจได้เก่งกว่า
ส่วนพวกเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันอย่างโจวฉวิน ลูกชายบ้านซู หรือแม้แต่ไป๋เฟิ่นโต้ว ถ้าให้เทียบหน้าตากันแล้วก็ยังห่างชั้นกับหยางลี่ซินอยู่หลายช่วงตัว ดังนั้นการที่หลี่ฟางได้แต่งงานกับหยางลี่ซินจึงถือเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจสำหรับเธอ
แม้ว่าใครๆ ก็อยากได้คู่ครองที่มีฐานะดี แต่ถ้าพื้นฐานครอบครัวตัวเองไม่ได้ลำบากอะไร การเลือกคนที่มองแล้วเจริญหูเจริญตาก็ย่อมดีกว่า แน่นอนว่าถ้าจะนับคนที่หน้าตาดีที่สุดในลานบ้านจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นจวงจื้อซีลูกชายคนเล็กของเธอ
เพียงแต่ว่าช่วงเวลานั้นจวงจื้อซียังเป็นแค่เด็กกะโปโล อายุห่างจากหลี่ฟางมากโข จึงไม่มีใครเก็บเขามาพิจารณาในเรื่องคู่ครอง พอมามองดูสถานการณ์ในตอนนี้ เด็กๆ รุ่นนั้นนอกจากจวงจื้อหย่วนลูกชายเธอแล้ว ก็เห็นจะมีแต่หลี่ฟางนี่แหละที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ส่วนอีกสามบ้านที่เหลืออย่าไปพูดถึงให้เสียเวลาเลย
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "พวกที่ออกมาลาดตระเวนจับขโมยเนี่ย ไม่รู้ว่าจะฮึกเหิมกันได้สักกี่วัน"
ป้าหวังยักไหล่พลางตอบรับ "ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ไม่ว่าคนอื่นจะทนได้กี่วัน สำหรับฉันแล้วยังไงก็ต้องยืนหยัดทำให้ถึงที่สุด ในเมื่อองค์กรไว้ใจมอบหมายภารกิจนี้มาให้แล้ว ฉันก็ต้องทำให้ดีที่สุดสิ"
"อืม" จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าตอบรับสั้นๆ พลางหันไปมองป้าหวัง
เธอจำได้ลางๆ ว่าในช่วงแรกของการลาดตระเวนยังไม่มีขโมยออกมาอาละวาดไม่ใช่หรือ ระหว่างที่เดินทอดน่องกันไปเรื่อยๆ ป้าหวังก็ดูเหมือนจะมีเรื่องคาใจบางอย่าง เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้นมา
"นี่แม่จวง ฉันได้ข่าวมาว่าจวงจื้อซีได้รางวัลเป็นตั๋วจักรยานมาใบหนึ่งใช่ไหม"
จ้าวชุ่ยฮวายอมรับตามตรง "ใช่แล้วล่ะ"
ป้าหวังรีบเข้าประเด็นทันที "งั้นฉันขอพูดกับเธอตรงๆ เลยนะ บ้านเธอจะใช้ตั๋วใบนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่ใช้จะขายต่อให้ฉันได้ไหม เธอเองก็รู้นี่นาว่าบ้านฉันยังไม่มีจักรยานใช้เลยสักคัน สามีฉันอยากได้มานานแล้ว แต่ตั๋วจักรยานสมัยนี้มันหาได้ง่ายๆ เสียที่ไหนกัน"
จ้าวชุ่ยฮวารีบอธิบายเหตุผลของเธอ
"ฉันตั้งใจจะซื้อจริงๆคืออย่างนี้นะป้าหวัง เธอก็พูดกับฉันตรงๆ แล้ว ฉันก็จะบอกเธอตามตรงเหมือนกัน บ้านฉันมีจักรยานอยู่คันหนึ่งก็จริง แต่นั่นมันเป็นสินเดิมของหมิงเหม่ยลูกสะใภ้ฉัน เขาต้องใช้ปั่นไปทำงานทุกวัน คนอื่นในบ้านจะหยิบยืมมาใช้ก็ไม่สะดวก ฉันเลยคิดว่าควรจะซื้อเพิ่มอีกสักคัน ขนาดไป๋เฟิ่นโต้วยังหาซื้อมาขี่ได้ แล้วบ้านฉันจะซื้อบ้างไม่ได้เชียวหรือ"
อันที่จริงเหตุผลเรื่องไป๋เฟิ่นโต้วไม่ได้มีผลอะไรกับเธอมากนักหรอก ที่อยากซื้อเพราะต้องการความสะดวกสบายล้วนๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาอ้างอิงสักหน่อย จ้าวชุ่ยฮวาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ช่วงนี้ฉันกำลังติดใจเรื่องตกปลาอยู่พอดี ถ้ามีจักรยานสักคันเวลาจะไปหาที่ตกปลาไกลๆ ก็คงสะดวกขึ้นเยอะ"
พอได้ยินเหตุผลแบบนี้ ป้าหวังก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง "ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ เดี๋ยวฉันคงต้องลองไปหาทางอื่นดู แล้วเธอดูสิ เจ้าเด็กไป๋เฟิ่นโต้วนี่ดวงดีชะมัด ไม่รู้ไปหาตั๋วดีๆ แบบนั้นมาจากไหน"
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคนี้การจะซื้อจักรยานสักคันไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ แต่ต้องมีตั๋วปันส่วน และบนตั๋วนั้นก็จะระบุยี่ห้อไว้อย่างชัดเจนว่าซื้อได้แค่ยี่ห้ออะไร ไม่ใช่ว่ามีตั๋วแล้วจะเดินเข้าไปจิ้มเลือกยี่ห้อไหนก็ได้ตามใจชอบ ดังนั้นการที่ไป๋เฟิ่นโต้วได้ขี่จักรยานยี่ห้อหย่งจิ่วรุ่นคานคู่จึงเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาและหาได้ยากยิ่ง
จ้าวชุ่ยฮวาทำท่าครุ่นคิดก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
"นั่นสิ ใครจะไปรู้ล่ะ"
พูดก็พูดเถอะ ขนาดในชาติก่อนเธอก็ยังไม่รู้เลยว่าไป๋เฟิ่นโต้วไปสรรหาจักรยานคันนั้นมาจากไหน แต่ถ้าไม่ใช่ตั๋วที่ได้มาจากโรงงาน ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการไปหาซื้อมาจากตลาดมืด แต่เรื่องพรรค์นี้เธอพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
การจะไปกล่าวหาว่าใครไปข้องแวะกับตลาดมืดโดยไม่มีหลักฐานมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
สถานการณ์ตอนนี้มันต่างจากเมื่อสองปีก่อนสมัยที่ยังมีตลาดนกพิราบ ซึ่งตอนนั้นใครจะไปเดินก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
ป้าหวังเองก็น่าจะพอเดาทางได้อยู่บ้าง แต่เพราะเธอไม่คุ้นเคยกับช่องทางในตลาดมืด จึงทำได้แค่ถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย ทั้งสามคนเดินคุยกันไปได้สักพัก จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังแหวกความเงียบสงัดของค่ำคืนขึ้นมา
"จับขโมย!"
เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหว ฟังดูผิดที่ผิดทางอย่างแรงในบรรยากาศที่เงียบสงบยามดึกสงัดแบบนี้
ฝีเท้าของจ้าวชุ่ยฮวาหยุดชะงักลงทันที ทันใดนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตะคอกอีกประโยค
"ไอ้หัวขโมย แกกล้าขโมยของเชียวเรอะ!"
น้ำเสียงนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด มันคือเสียงของจวงจื้อซีลูกชายคนเล็กของเธอนั่นเอง สีหน้าของจ้าวชุ่ยฮวาเปลี่ยนไปในทันที เธอรีบออกวิ่งพุ่งตรงไปยังทิศทางของเสียงด้วยความรวดเร็ว ในใจภาวนาขออย่าให้จวงจื้อซีต้องมาเจอกับเรื่องร้ายๆ หรือปะทะกับขโมยเลย แม้ว่าลูกชายจะโตจนเป็นหนุ่มแน่นแล้ว แต่หัวอกคนเป็นแม่ก็ยังมองเห็นเขาเป็นเด็กน้อยที่ต้องคอยปกป้องอยู่เสมอ ร่างกายของเธอตอบสนองไปเองโดยอัตโนมัติ
จ้าวชุ่ยฮวาสับเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต และเป็นไปตามคาด เสียงเอะอะโวยวายนั้นดังมาจากบริเวณลานบ้านของพวกเขานั่นเอง
"ขโมยอยู่ไหน อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้นะ!" จ้าวชุ่ยฮวาตะโกนก้อง
ป้าหวังที่วิ่งตามมาติดๆ ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"คุณพระช่วย แม่จวงทำไมเธอวิ่งเร็วยังกะลมพัดแบบนี้"
ขนาดเธอที่เป็นคนดูแลความเรียบร้อยของลานบ้านยังตอบสนองได้ไม่ไวเท่าจ้าวชุ่ยฮวาเลย ในจังหวะนั้นเองเงาร่างเตี้ยม่อต้อของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากในตัวบ้าน ใบหน้าถูกปิดบังด้วยผ้าผืนหนึ่ง และคนที่วิ่งไล่กวดมาติดๆ ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจวงจื้อซีที่ตะโกนไล่หลังมาว่า
"ช่วยกันจับขโมยเร็ว!"
เสียงร้องเรียกของเขาดังกังวานไปทั่ว ทำให้เหล่าเวรยามที่เดินลาดตระเวนอยู่แถวนั้นต่างหูผึ่ง ถึงแม้จะไม่เห็นจ้าวชุ่ยฮวาที่วิ่งนำหน้าไปก่อน แต่ทุกคนก็ได้ยินเสียงของจวงจื้อซีชัดเจน ความกระตือรือร้นของเหล่าชายฉกรรจ์ถูกปลุกให้ตื่นตัวขึ้นมาทันที เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ถ้าไม่ใช่การสร้างผลงานจับผู้ร้ายให้ได้หน้าได้ตา ชายฉกรรจ์หลายคนจึงพากันวิ่งกรูกันเข้ามาจากทุกทิศทุกทางประหนึ่งฝูงผึ้งแตกรัง
จ้าวชุ่ยฮวาที่เป็นเพียงหญิงชราคนหนึ่งจึงถูกทิ้งห่างไปโดยปริยาย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชายหน้าดำมะเมื่อมคนหนึ่งพุ่งตัวแซงหน้าขึ้นไป ตามมาด้วยไป๋เฟิ่นโต้วและคนอื่นๆ ที่วิ่งเร็วจี๋ราวกับติดปีก ในขณะเดียวกันชาวบ้านร้านช่องที่ได้ยินเสียงเอะอะก็เริ่มทยอยเปิดประตูออกมาดูเหตุการณ์ เจ้าหัวขโมยร่างเตี้ยพยายามสับตีนหนีสุดชีวิต แต่ชายหน้าดำกลับมองเห็นช่องทางและคิดในใจว่า แกไม่มีทางหนีรอดไปได้หรอก
ในจังหวะที่จวงจื้อซีกำลังจะเอื้อมมือไปคว้าตัวคนร้ายได้อยู่แล้ว ชายหน้าดำกลับเบียดตัวแทรกเข้ามาตัดหน้าจวงจื้อซีไปอย่างดื้อๆ ยังไม่ทันที่จวงจื้อซีจะตั้งตัวติด ไป๋เฟิ่นโต้วก็พุ่งเข้ามาชนกระแทกจนจวงจื้อซีกระเด็นออกไปข้างทาง โจวฉวินเองก็วิ่งแกว่งแขนตะบึงตามมาติดๆ ทำเอาความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา จนจวงจื้อซีถึงกับสบถออกมาอย่างเหลืออด
"ไอ้พวกเวรเอ๊ย"
[จบบท]