บทที่ 59: ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเหล่าจีนมุงถอยกรูดออกมา ไม่ใช่เพียงเพราะความรังเกียจเดียดฉันท์ในกลิ่นอันไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่พวกเขายังเกรงว่าหากปล่อยให้คนเหล่านี้แช่อยู่ในความหนาวเหน็บพร้อมกับสิ่งปฏิกูลที่เคลือบอยู่ทั่วร่างต่อไป
อาจจะมีใครสักคนแข็งตายหรือป่วยหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ก็ลองนึกภาพดูเถอะ คนเป็นๆถูกลากขึ้นมาจากบ่อเกรอะในสภาพดูไม่จืด ท่ามกลางอากาศติดลบแบบนี้
“แยกย้าย! แยกย้ายกันได้แล้ว!”
เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ดังแทรกความวุ่นวายขึ้นมา พยายามไล่ต้อนฝูงชนที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์
“เรื่องนี้มัน...” ชาวบ้านบางคนยังอยากจะรู้เรื่องต่อ
“บอกให้แยกย้ายไง! กลับไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกแรงตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงจอแจ พยายามขอความร่วมมือแกมบังคับให้ทุกคนสลายตัว เปิดทางให้กลุ่มคนที่ ‘เปื้อน’ ได้เดินกลับบ้าน ทว่าต่อให้ไล่อย่างไร ก็ดูเหมือนขาของเหล่าจีนมุงจะถูกตรึงไว้ด้วยกาวตราช้าง
จะให้กลับบ้านไปนอนงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
ละครฉากใหญ่ระดับตำนานขนาดนี้ ร้อยปีจะมีสักหน ใครจะยอมพลาดตอนจบกัน ยิ่งไล่ก็เหมือนยิ่งยุ ทุกคนต่างขยับถอยห่างออกมานิดหน่อยเพื่อเปิดทาง แต่ไม่มีใครยอมหันหลังเดินกลับบ้านเลยสักคน
จวงจื้อซีที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างแม่ถึงกับส่ายหัว เขาหันไปกระซิบกับจ้าวชุ่ยฮวาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“แม่ครับ ผมเกิดมาตั้งยี่สิบกว่าปี สาบานได้เลยว่าเพิ่งเคยเห็นภาพอุจาดตาแถมวินาศสันตะโรขนาดนี้เป็นครั้งแรก”
จ้าวชุ่ยฮวาเหลือบตามองลูกชายคนเล็กแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังส่งกลิ่นตลบอบอวลอยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปลงตก
“อย่าว่าแต่แกเลย แม่เกิดมาสี่สิบแปดปีแล้ว ก็ไม่เคยเจอเรื่องบ้าบอคอแตกขนาดนี้เหมือนกัน”
ในใจของหญิงวัยกลางคนได้แต่กุมขมับ ถ้านับรวมอายุจากชาติที่แล้วด้วย เธอก็มีอายุรวมกันเกือบร้อยห้าสิบปีเข้าไปแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มาก แต่ประสบการณ์สงครามบ่อขี้กลางดึกแบบนี้ สาบานต่อหน้าหลอดไฟเลยว่าเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกในชีวิตสองชาติภพ
จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกทึ่งในความสามารถของคนยุคนี้จริงๆ จิตใจต้องแกร่งเบอร์ไหนถึงกล้ากระโดดลงไปซัดกันนัวเนียในบ่อเกรอะได้ขนาดนั้น เธอยอมแพ้เลยจริงๆ เรื่องใจกล้าบ้าบิ่นแบบนี้ เธอขอยกธงขาว
กลิ่นเหม็นคลุ้งรุนแรงจนแทบจะทำให้คนรอบข้างเป็นลมล้มพับ
“ไปเถอะ กลับบ้านกันก่อน เดี๋ยวจะเหม็นติดเสื้อผ้า” จ้าวชุ่ยฮวาชวนลูกชาย
เสียงบ่นระงมเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มคนที่โดนลูกหลง
“โอ๊ย ตายแล้ว แบบนี้จะซักออกไหมเนี่ย”
“ฉันก็โดนเหมือนกัน กลับบ้านไปต้องซักผ้ากันยกใหญ่ เปลืองสบู่ตายชักเลยคราวนี้”
ชายคนหนึ่งก้มลงมองสภาพเสื้อหนาวของตัวเองแล้วแทบจะร้องไห้โฮออกมา “พวกคุณแค่เปลืองสบู่ แต่ผมนี่สิจะทำยังไง! ผมมีเสื้อนวมกันหนาวอยู่แค่ตัวเดียวเนี่ย พรุ่งนี้ต้องใส่ไปทำงานด้วย แล้วมันเปื้อน...เอ่อ...เปื้อนไอ้นั่นเต็มไปหมดแบบนี้ จะให้ผมใส่ยังไง! ไอ้พวกเวรตะไลเอ๊ย เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผมนะเว้ย!”
“ใช่! ต้องรับผิดชอบ ต้องให้คำอธิบายกับพวกเรา!”
เมื่อมีคนเปิดประเด็น เรื่องปากท้องและผลประโยชน์ก็ทำให้สติของคนที่ตกเป็นเหยื่อเริ่มกลับมา พวกเขาเริ่มโวยวายเรียกร้องความเป็นธรรม
ท่ามกลางเสียงโวยวายที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ป้าหวังผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของลานบ้าน(ในบางเรื่อง)ก็พยายามตะโกนแทรกขึ้นมาเพื่อไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“เอาล่ะๆ ทุกคนใจเย็นๆก่อน เพื่อนบ้านกันทั้งนั้นช่วยๆกันหน่อย ใครพอจะมีน้ำร้อนบ้าง แบ่งปันกันหน่อยนะ...”
คำพูดของป้าหวังเหมือนน้ำมันราดลงกองไฟ แทนที่คนจะเห็นใจ กลับมีเสียงสวนกลับมาทันควัน
“ป้าพูดอะไรน่ะ! เสื้อผ้าพวกเราเองยังไม่ได้ซักเลย จะให้เอาน้ำร้อนไปให้พวกนั้นอาบเนี่ยนะ?”
“ใช่! น้ำร้อนบ้านใครก็มีจำกัด ฟืนไฟก็ต้องซื้อต้องหา ไม่ใช่ว่าพวกเราแล้งน้ำใจนะ แต่คนเยอะขนาดนี้ ใครจะไปต้มน้ำทัน”
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด โจวหลี่ซื่อที่สภาพดูไม่จืดก็แผดเสียงแหลมสูงขึ้นมา เล่นเอาทุกคนหูอื้อ
“ไอ้พวกคนไร้น้ำใจ! พวกแกมันเลวระยำ จิตใจทำด้วยอะไรฮะ! แบ่งน้ำร้อนให้บ้านฉันหน่อยมันจะตายหรือไง! ไม่ต้องไปสนใจบ้านอื่นหรอก บ้านฉันนี่สิผู้บริสุทธิ์ที่สุด บ้านฉันซวยเพราะพวกมันแท้ๆ เอาน้ำร้อนมาให้บ้านฉันเดี๋ยวนี้! ใครไม่กลับไปต้มน้ำมาให้ฉัน ขอให้เป็นไอ้ลูกหมา!”
คำด่านั้นทำเอาทุกคนเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ฮาปนสมเพช
“เหอะ! ดูพูดเข้า”
“คนอะไรวะ ปากดีจริงๆ”
“สมควรแล้วแหละที่โดนแบบนี้”
“หน้าไม่อาย ใครเขาจะอยากช่วยคนปากเสียแบบป้า!”
เดิมทีบางคนก็ลังเลว่าอาจจะพอกลับไปต้มน้ำแบ่งปันได้บ้างตามประสาเพื่อนบ้าน แต่พอเจอวาจาสามหาวบวกกับการวางก้ามชี้นิ้วสั่งของโจวหลี่ซื่อเข้าไป ความเห็นใจที่มีอยู่น้อยนิดก็ระเหยหายไปทันที ใครจะไปอยากช่วยคนที่ด่ากราดชาวบ้านแบบนี้กันล่ะ
ป้าหวังที่อุตส่าห์ออกหน้าช่วยพูดให้ถึงกับพูดไม่ออก เธอมองโจวหลี่ซื่อด้วยสายตาว่างเปล่า คนคนนี้โง่บริสุทธิ์หรือสมองกระทบกระเทือนกันแน่ สถานการณ์แบบนี้ควรจะขอร้องดีๆ ไม่ใช่มายืนด่ากราดชาวบ้าน
ในเมื่อทำตัวแบบนี้ เธอเองก็ไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้ว ป้าหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะโบกมือ
“ช่างเถอะ ฉันเองก็ตัวเหม็นเหมือนกัน กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า”
ป้าหวังเดินหนีกลับเข้าบ้านไป ทิ้งให้โจวหลี่ซื่อยืนเต้นเร่าๆ อยู่ตรงนั้น แม้จะมีคนทยอยกลับบ้านไปบ้าง แต่หน้าประตูใหญ่ของลานบ้านก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ยืนมุงกันเป็นกำแพงมนุษย์สามชั้น ถ้าไม่ใช่เพราะบารมีของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่ ป่านนี้ฝูงชนคงบุกเข้ามาดูผลงานศิลปะกลิ่นรุนแรงถึงกลางลานบ้านแล้วแน่ๆ
ถึงแม้คนนอกจะเข้ามาไม่ได้ แต่กลิ่นมหากาฬนี้ก็ลอยฟุ้งไปไกลชนิดที่กำแพงกั้นไม่อยู่
ทางด้านสะใภ้เล็กอย่างหมิงเหม่ย แม้เธอจะเป็นเจ้าแม่ข่าวกรองที่รักการสอดรู้สอดเห็นเป็นชีวิตจิตใจ แต่สถานการณ์นี้มันเกินรับไหวจริงๆ เธอประเมินแล้วว่าขืนยืนดมกลิ่นอยู่ตรงนั้นต่อไป จมูกเธอคงพังพินาศแน่ๆ
หญิงสาวร่างเล็กจึงรีบวิ่งซอยเท้าถี่ๆ กลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูลงกลอนแน่นหนา แล้วแอบแง้มหน้าต่างออกเพียงนิดเดียวเพื่อใช้สายตาสอดส่องสถานการณ์แทน
เหลียงเหม่ยเฟิน สะใภ้ใหญ่ที่แอบมองอยู่เห็นการกระทำของน้องสะใภ้ก็คิดในใจว่า ‘ยัยนี่มันร้ายลึกจริงๆ รู้จักหลบหลีก’ นางจึงตัดสินใจทำตามบ้าง รีบแจ้นกลับเข้าห้องตัวเอง เพราะขืนยืนรออยู่ข้างนอกแล้วเกิดมีการปะทะกันรอบสอง นางคงซวยโดนลูกหลงเปื้อนสิ่งปฏิกูลไปด้วยแน่ๆ
เมื่อสองสะใภ้กลับเข้าประจำที่มั่นในห้องตัวเอง หมิงเหม่ยก็เกาะขอบหน้าต่าง ดวงตาเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
เอาจริงๆ นะ ตอนที่เรื่องเริ่มขึ้น เธอไม่คิดเลยว่าบทสรุปมันจะออกมาวินาศสันตะโรขนาดนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันช่าง...เกินความคาดหมายไปไกลลิบ
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้...
ภายในห้องหอของคู่ข้าวใหม่ปลามัน หมิงเหม่ยและจวงจื้อซีกำลังง่วนอยู่กับการกระชับความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาตามประสาคนเพิ่งแต่งงานใหม่ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านภาษากายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นหลังปิดไฟ เมื่อภารกิจสำรวจโลกใบใหม่เสร็จสิ้นลง จวงจื้อซีผู้เป็นสามีที่ดีก็พบว่าน้ำร้อนในกาน้ำชาหมดเกลี้ยง
ด้วยความที่เป็นห่วงภรรยา เขาจึงรีบลุกขึ้นแต่งตัวง่ายๆ เพื่อออกไปตักน้ำมาให้หมิงเหม่ยได้เช็ดเนื้อเช็ดตัว แต่ใครจะไปคิดว่า ทันทีที่เขาก้าวเท้าพ้นประตู สายตาอันเฉียบคมก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งกำลังกระโดดผลุงออกมาจากหน้าต่างห้องนอนของแม่เขา!
พ่อของเขา หรือเฒ่าจวง ผู้ที่หลับลึกประหนึ่งซ้อมตาย ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสักนิด
วินาทีนั้น เลือดลมในกายของจวงจื้อซีสูบฉีดแรงยิ่งกว่าตอนเข้าหอ เขาตะโกนก้อง
"ขโมย! จับขโมย!" แล้วพุ่งตัวออกไปไล่กวดเจ้าเงาดำนั้นทันที
เจ้าหัวขโมยเองก็ฝีเท้าจัดจ้านไม่เบา พอรู้ตัวว่าถูกเจอ ก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิตมุ่งหน้าออกไปทางนอกลานบ้าน
หลังจากนั้น หมิงเหม่ยก็ไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด เพราะเธอยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย ได้แต่นั่งรอฟังเสียงอยู่แต่ในห้อง พอทุกอย่างเริ่มเงียบและเธอจัดการตัวเองเสร็จ เดินออกมาดูอีกที...โอ้โห สภาพตรงหน้าคือสงครามล้างผลาญที่เพิ่งจบลง
แม้ช่วงกลางของเหตุการณ์เธอจะพลาดไปบ้าง แต่หมิงเหม่ยก็ถือว่าเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนกระบวนความ ตอนนี้เธอเกาะขอบหน้าต่าง หูผึ่งฟังสามีของเธอกำลังให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างออกรส
ต้องบอกว่า จวงจื้อซีและจ้าวชุ่ยฮวา คือผู้รอดชีวิตเพียงสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์วงใน แต่กลับมีสภาพร่างกายสะอาดสะอ้านที่สุด ไม่มีรอยเปื้อนของระเบิดชีวภาพแม้แต่น้อย
ส่วนคนอื่นๆ น่ะเหรอ... ตอนนี้กำลังวิ่งวุ่นต้มน้ำอาบกันจ้าละหวั่น ยิ่งโดนน้ำร้อน กลิ่นที่หมักหมมก็ยิ่งระเหยฟุ้งกระจาย หมิงเหม่ยประเมินด้วยจมูกอันทรงประสิทธิภาพของเธอแล้วว่า กลิ่นตุๆ นี้คงจะอบอวลอยู่ในลานบ้านไปอีกอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
จวงจื้อซีที่ยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยกลางลานบ้าน(เพราะตัวไม่เหม็น)กำลังเล่าเหตุการณ์ฉอดๆ
“คุณตำรวจครับ ตอนนั้นผมเห็นโจร ผมก็ต้องวิ่งไล่ตามสิครับ ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้โจรนั่นคือซูจินไหล ผมไม่ทันได้เอะใจเลยสักนิดว่าเป็นคนกันเอง คุณลองคิดดูสิครับ มันไม่ได้วิ่งกลับบ้านตัวเองนะ แต่มันวิ่งหนีออกไปทางข้างนอก นู่นแน่ะ!”
เขาชี้ไม้ชี้มือประกอบท่าทาง
“ผมเป็นคนแรกที่วิ่งตามออกไป จริงๆ แล้วผมควรจะเป็นคนจับตัวมันได้ก่อนเพื่อนด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ ไป๋เฟิ่นโต้ว...ไอ้นั่นมันก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ วิ่งเข้ามาชนผมจนเซ! ตอนนั้นผมเจ็บแทบแย่ พอตั้งหลักได้ก็เห็นคนอื่นวิ่งแซงไปกันหมดแล้ว ผมเห็นว่ามีคนช่วยไล่จับเยอะแยะ ไอ้โจรนั่นคงหนีไม่รอดแน่ๆ ผมเลยไม่ได้ฝืนวิ่งตามไปต่อ แล้วจังหวะนั้นแม่ผมก็ตามมาทันพอดี เลยช่วยพยุงผมออกมาครับ”
จวงจื้อซีฉลาดพอที่จะไม่พูดออกมาตรงๆ ว่า ‘ไป๋เฟิ่นโต้วมันชนผมเพราะอยากแย่งผลงานการจับโจร’ แต่คนที่ยืนฟังอยู่รอบๆ ต่างก็ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนบ้านที่เห็นไส้เห็นพุงกันมานาน แค่ฟังประโยคนี้ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที
เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ขึ้นมาอีกระลอก
“เจ้าไป๋เฟิ่นโต้วมันกะจะชิงดีชิงเด่น แย่งผลงานล่ะสิท่า”
“สมน้ำหน้า! กลัวว่าจวงจื้อซีจะได้หน้า เลยรีบวิ่งแซงไปตัดหน้า สุดท้ายเป็นไงล่ะ จับได้ลูกชายของกิ๊กตัวเอง ฮ่าๆๆๆ”
“โอ๊ย ขำจนท้องแข็ง เรื่องบ้าอะไรเนี่ย น้ำเน่ายิ่งกว่านิยายงิ้วอีก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนฟังคำให้การสลับกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน ก็พอจะสรุปสำนวนในหัวได้คร่าวๆ
เรื่องราวมันก็คือจวงจื้อซีและภรรยาเพิ่งได้รับคำชมเชยจากการจับสายลับเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้คนในละแวกนี้เกิดอาการตาร้อนและอยากจะมีผลงานบ้าง พอได้ยินเสียงตะโกนว่ามีขโมย ทุกคนเลยกระตือรือร้นวิ่งไล่จับกันชนิดลืมตาย หวังจะได้เป็นฮีโร่กับเขาบ้าง
แต่สวรรค์ช่างเล่นตลก... ฮีโร่ผู้กระหายผลงานดันวิ่งไปจับได้ซูจินไหล เด็กน้อยข้างบ้าน แถมสถานที่จับกุมยังเป็นบ่อเกรอะ
นี่มันเรื่องตลกคาเฟ่ชัดๆ!
ท่ามกลางความวุ่นวายและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่ตลบอบอวลไปทั่วลานบ้าน ชายหนุ่มผิวเข้มหน้าดำคร่ำเครียดผู้เป็นหนึ่งในหน่วยกล้าตายที่วิ่งไล่กวดหัวขโมยจนทันเป็นคนแรก ก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตวงในเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์
แม้สภาพของเขาจะดูไม่จืดพอกัน แต่ในฐานะพยานปากเอก ตำรวจจึงต้องกันตัวเขาไว้สอบปากคำก่อนที่จะปล่อยให้กลับไปล้างเนื้อล้างตัว
ชายหนุ่มผิวเข้มยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหนาวเหน็บผสมกับความขยะแขยง เขาพยายามอธิบายเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความตื่นตระหนกไม่หาย
“คุณตำรวจครับ ตอนที่ผมวิ่งไล่กวดไปน่ะ จริงๆ ผมก็เห็นแวบๆ แล้วล่ะว่ารูปร่างของมันเล็กผิดปกติ ดูยังไงก็เหมือนเด็ก แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น ใครมันจะมีเวลามานั่งวิเคราะห์ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล่ะครับ สมองผมคิดอยู่อย่างเดียวคือต้องจับมันให้ได้”
เขาหยุดพักหายใจหอบ ก่อนจะกางแขนออกเพื่อให้ทุกคนเห็นสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างชัดเจน
“แล้วดูสภาพผมตอนนี้สิครับ ดูเอาเถอะ! ไอ้คราบเหลืองๆน้ำตาลๆที่เปรอะไปทั้งตัวเนี่ย มันกระเด็นขึ้นมาจากบ่อเกรอะทั้งนั้น ซวยบรมซวยจริงๆให้ตายเถอะ อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยจับโจรแท้ๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้ดันเป็นกลิ่นตุๆติดตัวกลับบ้านเนี่ยนะ”
จวงจื้อซีที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาเข้าใจความรู้สึกของชายคนนี้ดี เพราะถ้าหากชายผิวเข้มคนนี้ไม่ช่วยยื้อแย่งห่อผ้ากับหัวขโมยไว้
ไป๋เฟิ่นโต้วกับซูจินไหลก็คงไม่เสียหลักพุ่งหลาวลงบ่อไปพร้อมกันแบบนั้น ถือว่าพี่ชายท่านนี้มีส่วนช่วยในการจับกุมอย่างมาก แม้จะต้องแลกมาด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ก็ตาม
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มจะเข้าประเด็น จวงจื้อซีจึงฉวยโอกาสนี้ถามสิ่งที่ค้างคาใจทุกคนมากที่สุด เขาหันไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณตำรวจครับ ในเมื่อวันนี้พวกเราจับตัวซูจินไหลได้พร้อมของกลาง ซึ่งยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าเขาขโมยเสบียงอาหารของบ้านผมและบ้านตระกูลโจวไป แบบนี้เราจะสรุปได้ไหมครับว่า คดีลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นถี่ๆ ในระแวกบ้านเราช่วงนี้ เป็นฝีมือของเด็กคนนี้ทั้งหมด”
คำถามนี้เปรียบเสมือนการโยนหินถามทางที่แทนใจชาวบ้านทุกคน สายตาหลายสิบคู่จ้องมองไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นตาเดียวด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น
คำตอบนี้สำคัญต่อพวกเขายิ่งชีพ
หากตำรวจยืนยันว่าซูจินไหลคือหัวขโมยตีนแมวที่ทางการตามล่าตัวอยู่ นั่นหมายความว่าความเสียสละของพวกเขาในค่ำคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอดนอน การทนหนาว หรือการต้องเปรอะเปื้อนสิ่งปฏิกูล ล้วนคุ้มค่าเพราะถือเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ สร้างผลงานระดับประดับเหรียญกล้าหาญให้แก่ชุมชน
แต่หากคำตอบคือไม่...
นั่นหมายความว่าสิ่งที่จับได้เป็นเพียงเด็กแสบวัยสิบขวบที่ริอ่านเป็นหัวขโมยฝึกหัด แม้จะเป็นการลักทรัพย์เหมือนกัน แต่ด้วยอายุที่ยังน้อยและมูลค่าความเสียหายที่ไม่มาก บทลงโทษคงหนีไม่พ้นการตักเตือนและส่งกลับบ้าน
ถ้าเป็นแบบนั้น การลงทุนลงแรงกระโดดบ่อเกรอะของพวกเขาในคืนนี้ก็แทบจะสูญเปล่า ได้มาแค่ความเหม็นและความอับอายขายขี้หน้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง
“ประเด็นนี้ทางเราคงต้องสอบสวนซูจินไหลอย่างละเอียดอีกครั้งครับ”
แม้ปากจะบอกว่าต้องสอบสวน แต่ในใจของตำรวจเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่าซูจินไหลคงไม่ใช่หัวขโมยมืออาชีพคนนั้น พฤติการณ์ของเด็กส่วนใหญ่มักจะขโมยของกินเพราะความอยากรู้อยากลองหรือความหิว
ซึ่งตรงกับหลักฐานที่พบในตัวซูจินไหล แต่หัวขโมยตัวฉกาจที่อาละวาดในพื้นที่นี้ มักจะเน้นขโมยเงินสดและของมีค่า ซึ่งพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเสียขวัญหรือด่วนสรุปไปเอง ตำรวจจึงยังไม่ฟันธงลงไปในทันที
สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องทุกประการ และจ้าวชุ่ยฮวาเองก็รู้ความจริงข้อนี้ดีที่สุดในบรรดาคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะคนที่กลับชาติมาเกิดใหม่ เธอมีความทรงจำจากชาติที่แล้วเป็นเครื่องยืนยัน
หัวขโมยตัวจริงที่สร้างความเดือดร้อนให้ย่านนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอย่างซูจินไหล แต่เป็นชายร่างเล็กอายุประมาณยี่สิบปี เป็นพวกมิจฉาชีพโดยสันดาน แต่ถึงจะเป็นโจรก็เป็นโจรใจปลาซิว
ในชาติก่อน ตอนที่ชายคนนั้นจนตรอกและเผลอเอามีดแทงจวงจื้อซีจนบาดเจ็บ เขาตกใจกลัวจนมือไม้อ่อน ทิ้งมีดแล้วยอมจำนนให้จับกุมแต่โดยดี สุดท้ายก็โดนตัดสินจำคุกไปสิบกว่าปี
เรื่องตลกคือ คุกเปลี่ยนคนได้จริงๆ แต่ละคนเปลี่ยนไปในทางที่ต่างกัน บางคนเข้าไปแล้วยิ่งเลวร้ายลง กลายเป็นอาชญากรเต็มตัวเมื่อพ้นโทษ แต่สำหรับหัวขโมยคนนั้น การเข้าไปอยู่ในคุกกลับทำให้เขากลับตัวกลับใจได้ เมื่อพ้นโทษออกมา เขายังกลับมาที่ลานบ้านแห่งนี้เพื่อขอขมาจวงจื้อซีด้วยความสำนึกผิด
จ้าวชุ่ยฮวาอดคิดไม่ได้ว่า บางทีการที่ตำรวจยังจับหัวขโมยตัวจริงไม่ได้ในตอนนี้ อาจจะเป็นชะตากรรมที่ต้องดำเนินไปตามครรลอง แต่หากจับได้เร็วขึ้น ก็อาจจะเป็นผลดีต่อตัวคนร้ายเองที่จะได้กลับตัวเร็วขึ้นเช่นกัน
แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน สิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้คือ วีรกรรมระเบิดบ่อเกรอะจับโจร ในค่ำคืนนี้ จะต้องถูกเล่าขานไปทั่วเมืองหลวงอย่างแน่นอน
ไม่ใช่แค่ในตรอกซอกซอยแถวนี้ แต่ชื่อเสียง(และกลิ่น)ของลานบ้านตระกูลจวงคงจะดังกระฉ่อนไปทั่วปักกิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตั้งแต่สร้างเมืองมา ยังไม่เคยมีเหตุการณ์จับโจรครั้งไหนที่วินาศสันตะโรและส่งกลิ่นรุนแรงได้ขนาดนี้มาก่อน
“ทำยังไงดี ช่วยด้วย! จะทำยังไงดี หลานชายฉันตัวร้อนจี๋เลย!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังแหวกอากาศขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของทุกคน ซูต้าเหนียงเดินโซซัดโซเซออกมาจากบ้าน น้ำหูน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่เหี่ยวย่น ดูน่าเวทนาจับใจ
“จินไหลขวัญเสียไปหมดแล้ว แถมยังหนาวจนตัวสั่น เป็นไข้ขึ้นสูงเลย คุณตำรวจคะ คุณต้องช่วยพวกเรานะ จะปล่อยให้หลานฉันเป็นอะไรไปไม่ได้นะ!”
เธอกรีดร้องด้วยน้ำเสียงที่บีบหัวใจ แต่คนตาแหลมอย่างจ้าวชุ่ยฮวารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่ความห่วงใยประสาไก่ตื่น ซูต้าเหนียงกำลังเล่นละครตบตา เธอไม่เพียงต้องการใช้ความน่าสงสารของเด็กมาเบี่ยงเบนความผิดเรื่องขโมยของ แต่ยังหวังจะใช้โอกาสนี้รีดไถเงินบริจาคหรือความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าตัวเอง
ถ้าหลานป่วยแล้วมีคนช่วยออกค่าหมอค่ายา ก็เท่ากับเธอไม่ต้องควักเนื้อตัวเองสักแดงเดียว นี่แหละคือนิสัยที่แก้ไม่หายของคนตระกูลซู
จ้าวชุ่ยฮวาเกือบจะหลุดปากเยาะเย้ยออกมาแล้ว แต่เธอก็ยั้งปากไว้ได้ทัน สถานการณ์ที่มีคนมุงดูเยอะขนาดนี้ การทำตัวเป็นคนใจร้ายปากจัดมีแต่จะเข้าเนื้อเปล่าๆ
บทเรียนจากชาติที่แล้วสอนเธอมาดี ครั้งหนึ่งเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้ ตระกูลซูออกมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเพื่อขอเรี่ยไรเงินชาวบ้าน ตอนนั้นจ้าวชุ่ยฮวาที่เริ่มรู้ทันสันดานคนบ้านนี้จึงอดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาฉีกหน้ากากจอมปลอมของซูต้าเหนียงกลางวง
ผลปรากฏว่าชาวบ้านไม่ได้บริจาคเงินก็จริง แต่กลับไม่มีใครขอบคุณเธอเลยสักคน หนำซ้ำยังรุมประณามว่าเธอเป็นคนใจแคบ ไร้น้ำใจ รังแกหญิงม่ายและเด็กกำพร้า
ทำดีแต่ไม่ได้ดี มิหนำซ้ำยังโดนด่าฟรี ตั้งแต่นั้นมา จ้าวชุ่ยฮวาก็สาบานกับตัวเองว่าจะขออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ และจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านให้ตัวเองเดือดร้อนอีก
เธอรู้ดีว่าต่อให้เธอช่วยปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม คนพวกนี้พอได้ผลประโยชน์แล้วก็พร้อมจะหันมาแว้งกัดคนที่พูดความจริงอยู่ดี เพื่อสร้างภาพว่าตัวเองเป็นคนดีมีเมตตา ดังนั้น ครั้งนี้เธอจึงเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้คนอื่นจัดการกันเอง
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อจ้าวชุ่ยฮวาไม่พูด ก็มีคนอื่นทนไม่ไหวพูดแทนขึ้นมาทันที
“พอเถอะป้าซูต้าเหนียง เลิกแสดงละครได้แล้ว!” เสียงเพื่อนบ้านคนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมาอย่างเหลืออด
“ปกติไอ้ซูจินไหลมันก็เกเร รังแกเด็กคนอื่น แย่งของเล่นของกินชาวบ้านไปทั่ว พวกเราก็เห็นแก่หน้าป้า พยายามไม่ถือสาหาความ แต่นี่มันพัฒนาถึงขั้นย่องเบาขโมยของชาวบ้านแล้วนะ! เมื่อกี้ตอนมันวิ่งหนี ยังเห็นวิ่งปร๋อเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก พอโดนจับได้ปุ๊บ จะมาบอกว่าเป็นไข้ป่วยหนักปั๊บ ใครจะไปเชื่อ!”
“ใช่ๆ จะมาเรียกร้องความเห็นใจอะไรตอนนี้ รีบพากันไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาด แล้วออกมาเคลียร์คดีความให้จบๆ ไปดีกว่า พรุ่งนี้พวกเรายังมีงานมีการต้องทำนะ ไม่ได้ว่างมาดูงิ้วโรงเล็กของบ้านป้าทั้งคืนหรอก”
เสียงสนับสนุนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางความวุ่นวาย ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาด้วยความหวังดี(แบบผิดที่ผิดทาง)
“เอ๊ะ หรือว่าจะให้จวงจื้อซีช่วยดูอาการให้หน่อยดีไหม เขาทำงานอยู่ห้องพยาบาลโรงงานนี่นา”
ไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนของคนพูดถึงได้กลั่นกรองความคิดบรรเจิดนี้ออกมาได้
ทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเองจวงจื้อซีถึงกับคิ้วกระตุก เขาหันขวับไปมองต้นเสียงด้วยสายตาเอือมระอาเต็มทน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเข้าใจผิด แต่มันเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้งที่เขาต้องอธิบายเรื่องเดิมๆ
“ผมขอประกาศย้ำตรงนี้เป็นครั้งที่หนึ่งร้อยนะครับ!” จวงจื้อซีตะโกนเสียงดังฟังชัด ตัดบททุกคน
“ผม-เป็น-พนักงาน-เก็บ-เงิน! หน้าที่ของผมคือนั่งที่เคาน์เตอร์ คิดเงิน ออกบิล รับเงิน ไม่ใช่หมอ! ไม่ใช่พยาบาล! ผมพูดปากจะฉีกถึงหูแล้ว ทำไมยังมีคนจะให้ผมไปรักษาคนป่วยอีกเนี่ย!”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะร่ายยาวด้วยความอัดอั้น
“ถามจริงๆ เถอะ พวกคุณแกล้งโง่หรือตั้งใจจะกวนประสาทผมกันแน่ หรือว่าจริงๆ แล้วพวกคุณเกลียดตระกูลซู อยากจะให้ซูจินไหลตายเร็วๆ ถึงได้ยุส่งให้คนที่ไม่ใช่หมออย่างผมไปรักษา ถ้าผมบ้าจี้ไปฉีดยาหรือจ่ายยาซี้ซั้ว แล้วเด็กมันเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ! จิตใจพวกคุณนี่มันทำด้วยอะไรกันแน่ฮะ!”
คราวนี้จวงจื้อซีใส่ไม่ยั้ง ไม่เหลือความเกรงใจใดๆ อีกต่อไป
จะไม่ให้เขาโมโหได้ยังไง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก พอมีใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ชอบมาตามเขาไปดู พอเขาบอกว่ารักษาไม่ได้ก็หาว่าแล้งน้ำใจ พาลโกรธเคืองกันไปอีก ทั้งที่ความจริงคือเขาไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยสักนิด ขืนไปรักษาก็เท่ากับฆ่าคนชัดๆ
จวงจื้อซีกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่ไปไม่ถึงดวงตา
“เมื่อกี้ใครเป็นคนพูดนะ? ขอผมเห็นหน้าชัดๆ หน่อยซิ”
เขาหันไปพูดกับซูต้าเหนียงด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ป้าซูต้าเหนียง ป้าจำหน้าคนพูดเมื่อกี้ไว้ให้ดีๆ นะครับ คนที่ยุให้คนเก็บเงินไปรักษาหลานป้าน่ะ ไม่แน่ว่าคราวหน้าเขาอาจจะหวังดีประสงค์ร้าย ลงมือวางยาหลานป้าเองเลยก็ได้ ใครจะไปรู้”
ชายเพื่อนบ้านจากลานข้างๆ ที่เป็นคนเสนอความคิดเมื่อครู่หน้าซีดเผือด รีบก้าวออกมาแก้ตัวพัลวัน ลิ้นแทบจะพันกันด้วยความกลัว
“เฮ้ยๆ ไม่ใช่นะ! จวงจื้อซี นายอย่าพูดน่ากลัวแบบนั้นสิ ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะเว้ย ฉันแค่...ก็แค่ปากไวมือไว พูดไปตามความเคยชิน ไม่ได้คิดจะให้ใครไปฆ่าแกงกันสักหน่อย ฉันกับบ้านซูไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นอะไรกัน ทำไมฉันต้องอยากให้หลานเขาตายด้วย นายอย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!”
จวงจื้อซียกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูแล้วน่าขนลุกพิลึก
“เมื่อกี้ยังไม่ใช่การพูดส่งเดชอีกเหรอครับ? ผมทำงานเก็บเงินที่ห้องพยาบาลมาตั้งกี่ปีแล้ว คนทั้งโรงงานรู้ คนทั้งซอยรู้ว่าผมไม่ใช่หมอ ตำรวจยังรู้เลย แต่คุณกลับแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วยุให้ผมไปรักษาเนี่ยนะ ถ้าไม่ใช่จงใจกลั่นแกล้ง หรือมีเจตนาแอบแฝง แล้วจะเรียกว่าอะไร?”
[จบบท]