บทที่ 62: ทัวร์ชมส้วมและสหายใหม่
หลังจากนั่งขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ จ้าวชุ่ยฮวาก็เริ่มวางแผนเสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาเมื่อนึกถึงเมนูบางอย่างได้ จึงหันไปพูดเปรยกับลูกสะใภ้ว่า
"นี่แม่ว่านะ ถ้าเราทำเป้าไช่(ผักดอง)กับล่าไป๋ไช่(กะหล่ำปลีเผ็ด)เก็บไว้กินก็น่าจะเข้าท่าดีเหมือนกันนะ รสชาติจัดจ้านแบบนั้นน่าจะช่วยให้เจริญอาหารได้ดีทีเดียว"
เหลียงเหม่ยเฟินที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้านถึงกับชะงัก เธอหันมามองแม่สามีด้วยความงุนงง เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นเต็มใบหน้า
"???"
ไอ้ที่แม่สามีพูดมาเมื่อกี้มันคืออะไรกัน? เธอไม่เคยได้ยินชื่ออาหารพวกนี้มาก่อนเลย
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นสีหน้าของลูกสะใภ้ก็ไม่ได้อธิบายขยายความอะไรเพิ่ม เธอตัดบทสั่งงานเรื่องอาหารเย็นทันที
"เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้ก่อน เย็นนี้เธอนึ่งหมั่นโถวแป้งข้าวโพดผสม(วอโถว)สักหน่อย แล้วก็ต้มซุปหัวไชเท้าขูดฝอยร้อนๆ สักหม้อก็พอ แม่จะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย"
พูดจบหญิงชราก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่ประตู แต่ทว่าเท้าที่กำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูเป็นอันต้องชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อขึ้นมาดื้อๆ ราวกับนึกอะไรบางอย่างที่น่าสยดสยองขึ้นมาได้ เธอหันกลับมาถามลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูลำบากใจอย่างยิ่งว่า
"ว่าแต่... ส้วมนั่น...เขามาจัดการทำความสะอาดหรือยัง?"
เหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วเพื่อคลายความกังวลให้แม่สามี
"เรียบร้อยแล้วค่ะแม่ เมื่อตอนบ่ายฉันเดินผ่านไปทางนั้น เห็นว่าเขามาจัดการเก็บกวาดไปหมดแล้ว แต่ได้ยินมาว่าตาเฒ่าเปาคนตักส้วมน่ะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ยืนด่ากราดอยู่หน้าส้วมตั้งยี่สิบนาทีได้ แกบ่นว่าทำเลอะเทอะกันขนาดนั้น ลำบากแกต้องมาตามล้างตามเช็ดให้"
ก็จะไม่ให้บ่นได้ยังไง ในเมื่อสภาพที่บรรดาเพื่อนบ้านผู้โชคร้ายสร้างวีรกรรมไว้นั้น มันเละเทะจนดูแทบไม่ได้ คนที่ต้องมารับจบงานสกปรกอย่างตาเฒ่าเปาก็ต้องมีอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นธรรมดา
ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจ้าวชุ่ยฮวา แต่เธอก็อดเห็นใจคนทำงานไม่ได้ หญิงชราสอดมือทั้งสองข้างเข้าไว้ในแขนเสื้อเพื่อกันหนาวแล้วเดินออกจากตัวบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา ลมหนาวก็พัดเอากลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ลอยมาแตะจมูก
อืม... กลิ่นยังเข้มข้นอยู่เลยแฮะ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่วันกลิ่นพวกนี้ถึงจะจางหายไปหมด จังหวะนี้จ้าวชุ่ยฮวาต้องยกมือท่วมหัวขอบคุณสวรรค์ที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นจัดช่วยบรรเทาความรุนแรงของกลิ่นได้บ้าง ถ้าลองจินตนาการว่าเป็นฤดูร้อนแดดเปรี้ยงๆ แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น...แค่คิดภาพตาม ขนแขนของเธอก็ลุกชัน
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอคงต้องยอมบากหน้าแบกสังขารไปขออาศัยอยู่บ้านดองสักพักเป็นแน่ขืนอยู่ต่อมีหวังจมูกพังตายกันพอดี
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเดินมุ่งหน้าออกจากลานบ้าน แต่พอเดินพ้นมุมตึกมาถึงบริเวณห้องส้วมรวม เธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นกลุ่มคนยืนจับกลุ่มมุงดูอะไรบางอย่าง พลางชี้ไม้ชี้มือไปที่ห้องส้วม
หัวใจของจ้าวชุ่ยฮวากระตุกวูบ 'ตึกตั๊ก' ดังสนั่น
'อย่าบอกนะว่ามีใครร่วงลงไปอีกแล้ว?'
ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ เธอรู้สึกว่าตัวเองน่าจะกำลังป่วยเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ที่คนสมัยใหม่เขาเรียกกันว่าอะไรนะ? ภาษาปะกิตน่ะ...
พี... พีอะไรสักอย่าง? พีที...เอสดี? หรือเปล่านะ?
ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่ามันคือโรคผวาชักโครกก็แล้วกัน อาการคือได้ยินคำว่าส้วมหรือเห็นคนมุงหน้าส้วมไม่ได้ ใจมันจะสั่นพาลคิดไปถึงเรื่องสยองขวัญทุกที
ด้วยความระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด จ้าวชุ่ยฮวาค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
"มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ? ส้วมเป็นอะไรอีกหรือเปล่า?"
หนึ่งในป้าๆ ที่ยืนมุงอยู่หันมาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะสหาย ฉันแค่พาพวกพี่ๆน้องๆมาชี้จุดเกิดเหตุเฉยๆว่าห้องไหนที่เมื่อคืนมีคนตกลงไปน่ะ"
หญิงสูงวัยอีกคนในกลุ่มทำหน้าเสียดาย พลางถอนหายใจออกมา
"พวกเราบ้านอยู่ไกลน่ะสิ เมื่อคืนเลยไม่ได้ยินเสียงโอดโอย พลาดช็อตเด็ดไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ ไม่ทันได้มาดูตอนเกิดเรื่องสดๆ ร้อนๆ"
จ้าวชุ่ยฮวา: "......"
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความทึ่งในจิตวิญญาณแห่งการสอดรู้สอดเห็นของมนุษย์ป้าเหล่านี้ เธอนึกว่าตัวเองแน่แล้วในย่านนี้ แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ
ทัศนคติของเธอช่างอ่อนหัดนักเมื่อเทียบกับบรรดาสหายรุ่นใหญ่เหล่านี้!
หลังจากยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวชุ่ยฮวาก็ขอตัวเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เธอรีบจัดการภารกิจให้เสร็จสิ้นโดยไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเดินออกมาก็พบว่ากลุ่มจีนมุงยังคงปักหลักวิพากษ์วิจารณ์ชี้ชวนกันดูหลุมส้วมอยู่อย่างนั้น
จ้าวชุ่ยฮวา: "......"
ช่างมีความพยายามเป็นเลิศจริงๆ กลิ่นตลบอบอวลขนาดนี้ยังยืนคุยกันได้หน้าตาเฉย นับถือใจพวกหล่อนเลย
แต่เดี๋ยวก่อน... สายตาของจ้าวชุ่ยฮวาไปสะดุดเข้ากับใบหน้าคุ้นเคยของใครคนหนึ่งในกลุ่ม หญิงวัยกลางคนคนนั้น...นั่นมัน 'ป้าเหลียน' ไม่ใช่เหรอ? ตัวแม่แห่งวงการไสยศาสตร์ เจ้าแม่ตลาดมืดผู้ค้าเลือดไก่ตัวผู้และสิ่งของพิธีกรรมต่างๆ
สมองของจ้าวชุ่ยฮวาแล่นเร็วปรื๋อ รอยยิ้มการค้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที เธอเล็งไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากจะทำความรู้จักกับเจ้าแม่คนนี้เผื่อจะมีลู่ทางทำมาหากินหรือหาของแปลกๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เรื่องกลิ่นเหม็นก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย จ้าวชุ่ยฮวาเดินเข้าไปหาพวกเธอด้วยท่าทีเป็นกันเองทันที
"โธ่พวกพี่สาว มายืนดูแต่ส้วมเปล่าๆ แบบนี้มันจะมีอะไรน่าสนใจล่ะคะ เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวฉันพาเข้าไปดูในลานบ้าน จะชี้ให้ดูเลยว่าบ้านไหนเป็นบ้านไหน ใครเป็นตัวเอกในเหตุการณ์เมื่อคืนบ้าง สนใจไหมล่ะ?"
ข้อเสนอของจ้าวชุ่ยฮวาเปรียบเสมือนการโยนเนื้อชิ้นโตลงกลางวง ป้าๆ ทั้งหลายตาลุกวาวทันที
"อุ๊ยตาย! แบบนั้นก็ได้เหรอ?"
"เข้าท่าเลย! ถ้าได้เจ้าถิ่นนำทางแบบนี้ก็เยี่ยมไปเลยสิ"
เหล่าสมาชิกชมรมคนชอบเผือกต่างรู้สึกเหมือนได้เจอเนื้อคู่ ประหนึ่งสหายร่วมรบที่มองตาก็รู้ใจ ข้อเสนอของจ้าวชุ่ยฮวามันช่างเย้ายวนใจเกินกว่าจะปฏิเสธ
จ้าวชุ่ยฮวาวาดมือไปในอากาศอย่างผ่าเผย
"ตามฉันมาเลยค่ะ!"
เธอเดินนำขบวนพาเหรดเข้าสู่ประตูเรือนสี่ประสาน สวมวิญญาณไกด์ทัวร์มืออาชีพ เริ่มต้นการบรรยายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
"นี่คือลานบ้านของพวกเราค่ะ เป็นเรือนแบบสองชั้นเข้า พวกตัวเอกที่ตกลงไปในบ่อทองคำเมื่อคืนพักอาศัยอยู่ที่เรือนหน้ากันทั้งหมด อยู่โซนเดียวกับฉันนี่แหละ... อะ ดูนั่น... บ้านหลังนี้แหละคือบ้านของหนึ่งในผู้ประสบภัย... ส่วนทางโน้น บ้านหลังนั้นก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่ง..."
นิ้วของเธอชี้ไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ พร้อมสาธยายต่อ
"แล้วก็นั่น... บ้านของรายที่สาม สรุปง่ายๆ ก็คือ ทั้งสามครอบครัวในเรือนหน้า ร่วงลงไปในบ่อกันถ้วนหน้า มีแค่บ้านฉันบ้านเดียวที่รอดพ้นวิกฤตนี้มาได้ ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ค่ะ"
"โอ้โห แม่เจ้าโว้ย"
"พวกเขานี่ก็ช่างสรรหาทำกันจริงๆนะ มีเรื่องให้ชาวบ้านได้ตื่นเต้นตลอด"
เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังระงมไปทั่ว จ้าวชุ่ยฮวาอาศัยจังหวะนี้ตีเนียนถามชื่อเสียงเรียงนาม
"ว่าแต่พี่สาวทั้งหลายชื่อเสียงเรียงนามอะไรกันบ้างคะ?"
"ฉันคือสะใภ้ฟางจ้ะ"
"ส่วนฉันอยู่ซอยหลังนี่เอง ชื่ออาเหลียน บางคนก็เรียกป้าเหลียน แต่คนกันเองเรียกอาเหลียนก็พอ"
นี่ไงล่ะ... อาเหลียนผู้ครอบครองไอเทมลับ 'เลือดไก่ตัวผู้' ในตำนาน
ระหว่างที่กำลังแนะนำตัวกันอย่างออกรส ก็ประจวบเหมาะกับที่เจียงหลูเดินออกมาจากห้องพอดี อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว เป็นเพราะโจวหลี่ซื่อแม่สามีของเธอได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวในลานบ้าน จึงสั่งให้ลูกสะใภ้ออกมาดูลาดเลาว่าเป็นใครมาจากไหน
ทันทีที่เจียงหลูโผล่หน้าออกมาและสายตาประสานเข้ากับป้าเหลียน ร่างของเธอก็แข็งทื่อราวกับถูกสาป ใบหน้าถอดสีฉับพลัน
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นดังนั้นจึงรีบแนะนำด้วยความหวังดี(ประสงค์ร้าย?)
"อ้าว เสี่ยวเจียงออกมาพอดีเลย นี่สหายพี่สาวของป้าเอง พวกเขาได้ยินวีรกรรมเมื่อคืนเลยแวะมาเยี่ยมเยียนดูบรรยากาศน่ะ"
เจียงหลู: "......"
มุมปากของเจียงหลูกระตุกยิกๆ ในใจกรีดร้องลั่น 'พวกป้านี่ยังเป็นคนกันอยู่ไหมเนี่ย!'
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มกริ่ม
"เอ้า เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา"
เจียงหลูอยากจะอ้าปากด่ากราดสักยก แต่พอเห็นสายตาแพรวพราวของจ้าวชุ่ยฮวา แล้วหันไปเจอรอยยิ้มมีเลศนัยของป้าเหลียน เธอก็เกิดอาการปอดแหกขึ้นมาทันที
ไม่ได้การล่ะ... ขืนมีเรื่องกับมนุษย์ป้าพวกนี้ ความลับเรื่องที่เธอแอบไปซื้อเลือดจากป้าเหลียนเพื่อมาทำพิธีขอลูกอาจจะแตกโพละออกมาก็ได้ ใครจะไปรู้
หญิงสาวตัดสินใจหมุนตัวกลับหลังหัน เดินหนีเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ยอมถอยดีกว่า เจอกับพวกนางมารร้ายรุ่นๆพวกนี้ เธอสู้ไม่ไหวจริงๆ
ป้าเหลียนเองก็จำลูกค้าเก่าอย่างเจียงหลูได้แม่น แต่ในฐานะแม่ค้ามืออาชีพ เธอย่อมไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้าสุ่มสี่สุ่มห้า ตราบใดที่ไม่มีใครมาล้มกระดานทำลายหม้อข้าว เธอก็ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน(ในแง่ธุรกิจ เธอยักไหล่เบาๆ แล้วสูดจมูกฟุดฟิด
"แหม่ แต่จะว่าไป กลิ่นในลานบ้านนี้ก็ยังตลบอบอวลอยู่จริงๆ นะเนี่ย"
"ก็ใช่น่ะสิคะ! ไม่ต้องพูดถึงเลย วันนี้ทั้งวันฉันยังกินข้าวไม่ลงเลยเนี่ย" จ้าวชุ่ยฮวาผสมโรงบ่นอุบ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับแก๊งสหายใหม่ได้อย่างแนบเนียน
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นอกเห็นใจ แต่ทว่าป้าเหลียนกลับตบเข่าฉาด หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
"อันที่จริง มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมันก็ดีเหมือนกันนะ สหายลองคิดดูสิ การที่เรากินข้าวไม่ลง ก็เท่ากับว่าเราประหยัดข้าวไปได้ตั้งมื้อหนึ่งเชียวนะ!"
ทุกคน: "??????"
เดี๋ยวนะ... ตรรกะอะไรของป้าแกเนี่ย?
คนเราถ้าไม่กินข้าวก็หิวตายกันพอดี จะมาประหยัดด้วยวิธีพิสดารแบบนี้ไม่ได้มั้ง!
ป้าเหลียนถอนหายใจด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง
"เฮ้อ... น่าเสียดายจริงๆทำไมเรื่องดีๆแบบนี้ไม่ไปเกิดที่ลานบ้านฉันบ้างนะ"
จ้าวชุ่ยฮวา "......เรื่องพรรค์นี้ คงไม่มีใครเขาอยากให้เกิดหรอกมั้งคะ"
ป้าเหลียนเถียงทันควัน
"พูดเป็นเล่นไป ฉันนี่แหละคนหนึ่งที่อยากให้เกิด!"
เธอยืนยันหนักแน่นว่าการมีกลิ่นตุๆแล้วทำให้กินข้าวไม่ลง เป็นสุดยอดวิธีประหยัดที่น่าอภิรมย์ หลังจากยืนดมกลิ่นและเม้าท์มอยกันจนหนำใจ เหล่าสมาคมแม่บ้านก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ แต่ดูเหมือนว่ามิตรภาพระหว่างรบ(ชมส้วม) จะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสหายกลุ่มใหม่ที่ดูจะเข้าขากันได้ดีอย่างน่าประหลาด
จังหวะที่กลุ่มป้าๆกำลังเดินออกไป ก็สวนทางกับจวงจื้อซีที่เพิ่งเลิกงานกลับมาพอดี
ป้าเหลียนหยุดมองชายหนุ่ม แล้วหันไปกระซิบกับจ้าวชุ่ยฮวาตาเป็นประกาย
"นั่นลูกชายเธอเหรอ? โหงวเฮ้งดีใช้ได้เลยนะพ่อหนุ่มคนนี้ หน้าตาแบบนี้อนาคตไกลเชียวล่ะ"
ท่ามกลางบรรยากาศจอแจของผู้คนในละแวกนั้น ป้าคนหนึ่งรีบกระตุกแขนเสื้อของป้าเหลียนอย่างแรงจนตัวเซ ก่อนจะกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่าป้าเหลียนจะมาเที่ยวป่าวประกาศเรื่องงมงายกลางที่สาธารณะแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ขืนใครมาได้ยินเข้าจะมีปัญหาเอาได้ เรื่องพรรค์นี้เขาห้ามพูดกันโจ่งแจ้งนะ
แต่ดูเหมือนว่าจวงจื้อซีจะไม่ได้สนใจบรรยากาศตึงเครียดนั่นเลยสักนิด หรืออาจจะเป็นเพราะเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มกว้างจนตาหยี แล้วพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า
"โอ๊ย ป้าครับ เรื่องโหงวเฮ้งอะไรนั่นผมไม่รู้หรอก แต่เรื่องหน้าตาดีเนี่ย มีคนชมผมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วครับ ใครๆ ก็บอกว่าผมหล่อมาตั้งแต่เกิด"
คำพูดทีเล่นทีจริงของเขาเปลี่ยนบรรยากาศอึมครึมให้กลายเป็นเสียงหัวเราะได้ในพริบตา ต้องยอมรับเลยว่าจวงจื้อซีเป็นคนมีวาทศิลป์เป็นเลิศ เขาสามารถเบี่ยงประเด็นจากเรื่องความเชื่องมงายที่เสี่ยงคุกตาราง ให้กลายเป็นการหยอกล้อเรื่องรูปร่างหน้าตาได้อย่างแนบเนียน
บรรดาป้าๆ น้าๆ ที่ยืนล้อมวงอยู่ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดู พลางคิดในใจว่าพ่อหนุ่มคนนี้ช่างเป็นคนอารมณ์ดีและมนุษยสัมพันธ์เยี่ยมจริงๆ แม่ก็ดูเป็นคนดี ลูกชายก็ดูเข้าท่าเข้าที
"นี่สหายจ้าว พ่อหนุ่มคนนี้ลูกชายเธอใช่ไหม? แต่งงานมีครอบครัวหรือยังล่ะเนี่ย?" ป้าคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น เตรียมจะเปิดสมุดรายชื่อสาวๆ ในสต็อก
จ้าวชุ่ยฮวาที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ รีบตอบกลับทันควัน "แต่งแล้วจ้ะ เพิ่งแต่งไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง"
คำตอบนั้นเรียกเสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายดังระงมไปทั่ววงสนทนา เหล่าแม่บ้านขาเม้าท์ต่างพากันบ่นอุบอิบว่าเสียดายของดี พลาด "สินค้าเกรดพรีเมียม" ไปอีกหนึ่งรายแล้ว
พวกป้าๆ เหล่านี้มักจะหูตาไวเรื่องหนุ่มสาวโสดในละแวกบ้านเสมอ การได้เป็นแม่สื่อแม่ชักจับคู่ให้คนหนุ่มสาวถือเป็นงานอดิเรกที่มีเกียรติและอาจมีสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆติดปลายนวม
แต่น่าเสียดายที่จวงจื้อซีมีเจ้าของเสียแล้ว
หลังจากร่ำลากลุ่มสมาคมแม่บ้านปากซอยแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาก็เดินนำลูกชายกลับบ้าน ระหว่างทางจวงจื้อซีที่เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวก็เอ่ยถามขึ้นมา
"แม่ครับ คนพวกนั้นเป็นใครกันครับ? ทำไมแม่ถึงไปคุยกับพวกเขาได้ล่ะ ปกติแม่ไม่ได้รู้จักคนพวกนี้นี่นา"
จ้าวชุ่ยฮวากวาดสายตามองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบกับลูกชายว่า
"เพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้แหละ เห็นป้าเหลียนคนนั้นไหม? คนที่ทักเรื่องโหงวเฮ้งแกนั่นแหละ ยายคนนี้แกเป็นเจ้าแม่ตัวยงเลยนะ รู้ไหมว่าเจียงหลูที่มีลูกยาก ก็ไปปรึกษายายคนนี้แหละถึงได้ยาดีมา"
จวงจื้อซีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด "โห... ถ้าอย่างนั้นป้าแกก็น่าจะมีของดีจริงนะครับเนี่ย แม่นใช้ได้เลย"
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกรอกตามองบนใส่ลูกชายตัวดี
"แหม... พอเขาชมว่าแกหล่อหน่อย ก็เชื่อว่าเขามีวิชาอาคมแก่กล้าเลยนะ พ่อคนหลงตัวเอง"
จวงจื้อซีหัวเราะแหะๆ ก่อนจะวกกลับมาถามเรื่องเดิม "แล้วสรุปแม่ไปตีซี้กับพวกเขาทำไมครับ? จู่ๆ แม่ก็ไปเข้ากลุ่มกับคนแปลกหน้าแบบนี้ มันผิดวิสัยแม่นะครับ"
ปกติแม่ของเขาไม่ใช่คนที่จะไปสุงสิงกับใครพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การระวังตัวเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การที่แม่ยอมเปิดปากคุยกับคนแปลกหน้า แสดงว่าต้องมีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่แน่นอน
จ้าวชุ่ยฮวาขยับเข้าไปใกล้ลูกชายอีกนิด แล้วกระซิบบอกแผนการอันชาญฉลาด
"ก็ป้าเหลียนคนนั้นน่ะ แกมีเส้นสายในโรงงานทอผ้า แกสามารถหาตั๋วผ้าหรือพวกเศษผ้าที่เขาตัดทิ้งมาได้ แม่กะว่าจะตีสนิทแกสักหน่อย พอเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว แม่ว่าจะขอซื้อเศษผ้าพวกนั้นจากแกเอามาตัดชุดให้พวกแกใส่กันไงล่ะ"
ถ้าเดินดุ่มๆ เข้าไปขอซื้อเลย ร้อยทั้งร้อยเขาก็ไม่ขายให้หรอก การค้าขายแบบลับๆ ล่อๆ ในยุคนี้เขาเรียกว่าเก็งกำไร ผิดกฎหมายร้ายแรง ใครเขาจะกล้าขายให้คนหน้าแปลก ถ้าเกิดเป็นสายสืบปลอมตัวมาก็ซวยกันพอดี ความไว้เนื้อเชื่อใจต้องมาก่อน ธุรกิจถึงจะเดินหน้าได้
จวงจื้อซีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "โห แม่... นี่บ้านเราถังแตกถึงขนาดต้องซื้อเศษผ้ามาเย็บต่อกันเป็นเสื้อใส่แล้วเหรอครับ? เราต้องประหยัดกันเบอร์นั้นเลย?"
ชัดเจนเลยว่า ไม่มีใครจะประหยัดมัธยัสถ์ได้เท่าแม่ของเขาอีกแล้วในปฐพีนี้
จ้าวชุ่ยฮวาหันขวับมาถลึงตาใส่ "หยุดพูดจาไร้สาระไปเลยนะเจ้าลูกชาย! ของดีราคาถูกแถมไม่ต้องใช้ตั๋วปันส่วนแลกแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะยะ ถ้าไม่รีบคว้าไว้ก็โง่เต็มทนแล้ว"
เธอสะบัดหน้าเดินนำเข้าบ้านไปอย่างมาดมั่น ทิ้งให้จวงจื้อซียืนเกาหัวแกรกๆ มองตามหลังแม่ผู้ยิ่งใหญ่ไป
"สมแล้วที่เป็นแม่... ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ แผนสูงชะมัด"
...
เวลาเลิกงานมาถึงแล้ว เหล่าคนงานต่างทยอยกันกลับบ้านเพื่อพักผ่อน แต่สำหรับตัวละครหลักจากเหตุการณ์ดราม่าเมื่อคืนวานอย่างหวังเซียงซิ่ว วันนี้กลับเป็นวันที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ปกติแล้วเธอเป็นคนชอบมาทำงาน เพราะด้วยรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าสะสวยจนได้ฉายาว่า "แม่ม่ายทรงเครื่อง" แม้จะมีสถานะเป็นม่าย แต่ก็ยังมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่คอยมาเทียวไล้เทียวขื่อ เอาอกเอาใจอยู่ไม่ขาด ทำให้เธอได้รับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ซึ่งเธอก็สนุกกับการบริหารเสน่ห์เหล่านั้น
ทว่าวันนี้... บรรยากาศรอบตัวเธอกลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
เธอยังคงถูกรายล้อมด้วยผู้คนเหมือนเดิม แต่แววตาและคำพูดของคนเหล่านั้นไม่ได้มีความชื่นชมเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความขบขัน และการเยาะเย้ยถากถาง
หัวข้อสนทนาวันนี้หนีไม่พ้นวีรกรรมของลูกชายเธอที่ริอ่านเป็นขโมย และบทสรุปอันน่าสะอิดสะเอียนด้วยการตกลงไปในบ่อเกรอะ รวมถึงความกล้าหาญของสองพ่อลูกตระกูลไป๋ที่ช่วยจับขโมย
ไม่มีหัวข้อไหนเลยที่หวังเซียงซิ่วอยากจะเอ่ยถึง และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือพวกปากหอยปากปูที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธอ ตอนพักเที่ยงในโรงอาหาร ขณะที่กำลังตักซุปไข่ขึ้นมา จู่ๆยัยป้าคู่ปรับก็จงใจถามขึ้นมาเสียงดังลั่นว่า
"นี่ๆ เธอว่าซุปถ้วยนี้สีเหลืองๆข้นๆดูเหมือนอะไรน้า?"
คนพวกนี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน สำหรับคนอื่นที่แค่นั่งฟังเรื่องเล่า อาจจะยังกินข้าวลงคอได้อย่างเอร็ดอร่อย แต่สำหรับหวังเซียงซิ่วที่ต้องล้างเนื้อล้างตัวให้ลูกชายเมื่อคืน ภาพและกลิ่นมันยังติดตาติดจมูก จนเธอต้องวิ่งไปโก่งคออาเจียนแห้งๆ อยู่หลายรอบ เพื่อนร่วมงานบางคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถึงกับซุบซิบกันว่าเธออาจจะตั้งท้องก็ได้
ความหงุดหงิดแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอโกรธจนตัวสั่น คนในลานบ้านพักก็ช่างกระไร ไม่รู้จักเวล่ำเวลา เอาเรื่องน่าอายของบ้านเธอมาขยายความกันอย่างสนุกปาก ราวกับกลัวว่าจะมีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้เรื่องลูกชายเธอตกส้วม วันทั้งวันเธอจึงหาความสงบสุขไม่ได้เลย เดี๋ยวก็มีคนเดินมาทำทีเป็นถามไถ่ แต่จริงๆคือมาสมน้ำหน้า
ถ้าไม่ติดว่ากฎหมายบ้านเมืองมีอยู่ และการทำร้ายร่างกายต้องเสียค่าปรับ หวังเซียงซิ่วสาบานเลยว่าเธอจะตบปากพวกชอบมุงดูความฉิบหายของคนอื่นให้เลือดกบปากทุกคน
ไอ้พวกคนเลว! สารเลวกันทั้งนั้น!
แล้วก็ไอ้ลูกตัวดี กลับไปต้องสั่งสอนให้หนัก ว่าต่อไปนี้ห้ามไปขโมยของใครอีกเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนดี แต่เพราะถ้าพลาดขึ้นมาอีก แม่รับไม่ไหวแล้วนะ!
หวังเซียงซิ่วลากสังขารอันอ่อนล้าทั้งกายและใจกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตรอกซอย กลิ่นตุๆ ที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูก ยิ่งเดินเข้าใกล้ลานบ้าน กลิ่นนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ผ่านไปหนึ่งวันแล้วแต่กลิ่นอุบาทว์นี้ก็ยังไม่จางหายไป
เธอผลักประตูเข้าห้องพักด้วยสีหน้าอิดโรย บนเตียงนอนมีหญิงชราเจ้าของบ้าน หรือซูต้าเหนียง นอนตะแคงหันหลังให้อย่างเงียบเชียบ
"แม่คะ...เป็นอะไรหรือเปล่า? ไม่สบายตรงไหนไหม?" หวังเซียงซิ่วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เจือความกังวล
ซูต้าเหนียงยังคงเงียบกริบ จนกระทั่งหวังเซียงซิ่วเริ่มใจคอไม่ดี หญิงชราจึงค่อยๆ พลิกตัวกลับมา แล้วเอ่ยประโยคที่ทำเอาสะใภ้ม่ายถึงกับชะงัก
"อาซิ่ว... เธอแต่งงานใหม่เถอะ"
หวังเซียงซิ่วตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบปฏิเสธเสียงแข็งด้วยแววตาที่แน่วแน่
"แม่! แม่พูดบ้าอะไรออกมาเนี่ย หนูไม่ใช่คนแบบนั้นนะ ถ้าหนูทิ้งไป แล้วพวกแม่กับหลานๆ จะอยู่กันยังไง? หนูไม่ได้ใจดำอำมหิตขนาดที่จะทิ้งครอบครัวสามีได้ลงคอนะ"
ซูต้าเหนียงน้ำตาคลอเบ้า เอ่ยเสียงสั่นเครือ
"แต่พวกเรามันตัวถ่วงความเจริญของเธอชัดๆ... ถ้าไม่มีพวกเรา ยายแก่ๆกับเด็กดื้อๆ อีกสามคน ด้วยหน้าตาและหน้าที่การงานของเธอ เธอหาผู้ชายดีๆ แต่งงานใหม่ได้สบายๆ ไปเสวยสุขได้เลย การที่ต้องมาแบกภาระเลี้ยงดูพวกเรา มันทำให้เธอต้องลำบาก... ไปเถอะอาซิ่ว ไปมีชีวิตใหม่
ส่วนเด็กสามคนนั่น แม่จะกัดฟันเลี้ยงเอง เธอไม่ต้องห่วง แม่จะสอนให้พวกมันยังเรียกเธอว่าแม่เหมือนเดิม เธอจะยังเป็นสะใภ้ตระกูลซู เป็นลูกสาวของแม่ตลอดไป... แม่ยอมอดตาย ยอมเหนื่อยตาย ก็จะไม่ปล่อยให้หลานอด"
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านร่องแก้มเหี่ยวย่นของหญิงชรา
"ดูสภาพหลานตอนนี้สิ เพราะอดอยากปากแห้ง ถึงได้เที่ยวไปลักเล็กขโมยน้อยชาวบ้านเขา ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ วันข้างหน้าคงได้ก่อเรื่องใหญ่โตกว่านี้แน่ๆ ตอนนี้ยังเด็กอาจจะพอให้อภัยได้ แต่ถ้าโตขึ้นแล้วโดนตำรวจจับเข้าคุกเข้าตาราง
อนาคตดับวูบหมด แล้วชื่อเสียงวงศ์ตระกูลก็จะป่นปี้ ใครเขาจะมาแต่งงานด้วย... แม่เลยคิดว่า แม่จะยอมขายเลือดขายเนื้อตัวเอง ทำทุกอย่างให้หลานกินอิ่ม พวกมันจะได้ไม่ต้องไปอยากได้ของของคนอื่นอีก... เธอไปเถอะอาซิ่ว"
ทันทีที่ได้ยินคำตัดพ้อเชิงเสียสละนั้น หวังเซียงซิ่วก็โผเข้ากุมมือเหี่ยวย่นของแม่สามีไว้แน่น บีบกระชับเพื่อส่งผ่านความรู้สึก
"ไม่ค่ะแม่! หนูจะไม่แต่งงานใหม่เด็ดขาด! หนูเกิดเป็นคนตระกูลซู ตายก็ขอเป็นผีตระกูลซู หนูหวังเซียงซิ่วไม่ใช่คนเนรคุณที่จะทิ้งแม่ทิ้งลูกไปเสวยสุขคนเดียว เด็กๆ คือแก้วตาดวงใจของหนู หนูจะหาเงินเอง หนูจะทำงานให้หนักขึ้น รับรองว่าหนูจะทำให้ทุกคนสุขสบายให้ได้"
เธอถอนหายใจยาวด้วยความสะเทือนใจ
"ถ้าหนูทิ้งไปจริงๆ แล้วครอบครัวนี้จะเหลืออะไร แม่จะเอาแรงที่ไหนไปหาเงิน? ร่างกายแม่ก็สามวันดีสี่วันไข้ จะให้หนูทนดูแม่ทำงานหนักจนตายคาที่เหรอคะ? สามีหนูเขารักหนูดี แม่ก็ดีกับหนูเหมือนลูกในไส้ หนูคือคนของตระกูลซู หนูจะเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดี และหนูก็จะเลี้ยงดูแม่ยามแก่เฒ่าเอง แม่ห้ามไล่หนูอีกนะ หนูไม่ใช่พวกสุนัขป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่องแบบนั้น เราจะเป็นครอบครัวเดียวกันตลอดไปค่ะ"
คำมั่นสัญญาของลูกสะใภ้ดังก้องไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ท่ามกลางกลิ่นเหม็นจางๆ ที่ลอยมาจากนอกหน้าต่าง แต่ภายในใจของคนทั้งสองกลับเชื่อมโยงถึงกันด้วยความผูกพัน... หรืออาจจะเป็นพันธนาการที่ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
[จบบท]