บทที่ 67: ความในใจและหน้าที่ของตาเฒ่าเปา
จวงจื้อซีเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจพลางยืดอกรับคำชมจากภรรยาอย่างเต็มที่ เขากล่าวตอบรับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่า
“แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า สำหรับผมแล้วมันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
หมิงเหม่ยยื่นมือไปตบไหล่สามีเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อพร้อมกับเอ่ยชมจากใจจริงว่า
“เก่งไม่เบาเลยนะเนี่ยพ่อตัวดี ฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าพวกคุณจะจัดการเรื่องวุ่นวายพวกนี้ได้อยู่หมัดขนาดนี้ สุดยอดไปเลยจริงๆ”
จวงจื้อซีหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีก่อนจะตอบกลับไปแบบถ่อมตนเล็กน้อยว่า
“โชคช่วยด้วยแหละครับ ดวงล้วนๆ เลย”
ชายหนุ่มพลิกตัวกลับมานอนหงายราบไปกับพื้นเตียง จัดท่าทางให้สบายตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนหลังจากผ่านเรื่องราวตื่นเต้นมาทั้งคืน เขาเอ่ยปากชวนภรรยาว่า
“นอนกันเถอะครับ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ผมยังต้องตื่นเช้าไปทำงานอีก ขืนนอนดึกกว่านี้พรุ่งนี้เช้าคงลุกไม่ไหวแน่”
หมิงเหม่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เธอรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างจึงขยับตัวเข้าไปใกล้สามีมากขึ้น พลางกระซิบถามเสียงแผ่วเบาที่ข้างหูว่า
“เป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวรู้สึกว่าวันนี้สามีของเธอมีท่าทีแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนผะแผ่วและมองเห็นไรขนอ่อนละเอียดบนใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนระคนสงสัยว่า
“มีปัญหาอะไรในใจหรือเปล่า วันนี้คุณดูแปลกๆ ไปนะ ดูไม่ค่อยเหมือนตัวคุณในเวลาปกติเลย”
จวงจื้อซีกระพริบตาปริบๆ มองภรรยาที่จ้องมองมา ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปรวบตัวหมิงเหม่ยเข้ามาในอ้อมกอดดื้อๆ ใบหน้าของหมิงเหม่ยแนบชิดไปกับอกกว้างของเขาจนเธอต้องส่งเสียงประท้วงอู้อี้ในลำคอ
“อื้อ... คุณจะทำอะไรเนี่ย ฉันอุตส่าห์หวังดีถามด้วยความเป็นห่วงนะ คุณนี่ยังจะมาเล่นเป็นเด็กๆ อยู่อีก”
จวงจื้อซีหัวเราะในลำคออย่างมีความสุข แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้นในทันที ชายหนุ่มเพียงแค่กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น กอดภรรยาสาวไว้แนบอกแล้วหลับตาลงนิ่งๆ ราวกับต้องการซึมซับความอบอุ่นนี้ไว้
หมิงเหม่ยเห็นสามีเงียบไปจึงใช้นิ้วจิ้มไปที่แผงอกของเขาเบาๆ ย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง
“นี่ ถามอยู่นะ ตอบมาซะดีๆ”
เมื่อเห็นว่าหมิงเหม่ยยังคงซักไซ้ไล่เลียงไม่เลิกรา จวงจื้อซีจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความยอมจำนน ก่อนจะเอ่ยแซวภรรยาว่า
“คุณนี่มันเจ้าหนูจำไมจริงๆเลยนะ อยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเรื่องเชียว”
หมิงเหม่ยยิ้มแหยๆ ด้วยความขัดเขินเล็กน้อย เธอตอบกลับเสียงอ่อยว่า
“ก็ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะ ฉันก็แค่เป็นห่วงคุณเท่านั้นเอง ในเมื่อไม่อยากพูดงั้นก็นอนเถอะ”
หญิงสาวเอื้อมมือไปดึงเชือกเพื่อปิดไฟในห้องจนความมืดเข้าปกคลุม ขยับตัวหามุมที่สบายที่สุดแล้วเตรียมตัวจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
“ฝันดีค่ะ นอนเถอะ”
ทว่าในความมืดนั้น จวงจื้อซีกลับเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาเอง เขาตบหลังภรรยาเบาๆ เป็นจังหวะกล่อมพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกหลากหลายว่า
“แม่รักผมมากเลยนะรู้ไหม”
ประโยคที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำให้หมิงเหม่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เธอยันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองหน้าสามีท่ามกลางความสลัว จวงจื้อซีขยับหน้าผากไปชนกับหน้าผากของเธอแล้วกระซิบเล่าความในใจเสียงพร่า
“วันนี้ตอนที่เราได้ยินเสียงกุกกักในห้องส้วม ตอนแรกผมยืนอยู่ข้างหน้าแม่ แต่แม่รีบดึงผมไปหลบข้างหลังทันที ถึงปากแกจะบ่นกระปอดกระแปดพูดจาไม่น่าฟังไปบ้าง แต่ผมรู้ดีว่าแกกลัวผมจะเป็นอันตราย วินาทีนั้นผมรู้สึกชัดเจนมากเลยว่าแม่เป็นห่วงผมจริงๆ”
คนนอกอาจจะมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ถึงความละเอียดอ่อนนี้ แต่คนเป็นลูกชายย่อมรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและความผูกพัน
หมิงเหม่ยเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อซึมซับคำพูดของสามี ผ่านไปสักพักเธอจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ
“เรื่องนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ คุณเป็นลูกชายของแม่นะ จะไม่ให้แม่รักและเป็นห่วงลูกตัวเองได้ยังไงกัน”
จวงจื้อซีเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะสารภาพความรู้สึกที่เก็บกดมานานว่า
“เมื่อก่อนผมมักจะคิดน้อยใจอยู่เสมอว่าพ่อกับแม่รักพี่ใหญ่มากกว่าผม ถึงได้ยอมทนพฤติกรรมไม่เข้าท่าของพี่สะใภ้ใหญ่ได้ขนาดนั้น กลับกันดูเหมือนพวกท่านจะไม่ได้ใส่ใจผมเท่าไหร่...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค หมิงเหม่ยก็จัดการหยิกเข้าที่เอวสอบของสามีเต็มแรงจนเนื้อบิด
“โอ๊ย! คุณทำอะไรเนี่ย เจ็บนะ อยู่ดีๆ ก็มาทำร้ายร่างกายกันเฉยเลย” จวงจื้อซีร้องโอดโอยด้วยความตกใจ
หมิงเหม่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉะฉานอย่างมีเหตุผลว่า
“ก็ทำให้คุณตาสว่างไงเล่า คิดอะไรบ้าบอ แม่คุณก็ต้องรักคุณอยู่แล้ว ฉันเป็นสะใภ้ยังไม่เคยสงสัยเลย แล้วทำไมคุณเป็นลูกแท้ๆ ถึงได้มานั่งสงสัยความรักของแม่ตัวเองแบบนี้ ถึงพี่ใหญ่จะเป็นลูกชายคนโต แต่คุณเองก็เป็นลูกที่ดีเหมือนกัน นิสัยพวกคุณต่างกัน การแสดงออกของพ่อแม่ที่มีต่อลูกแต่ละคนมันก็ต้องต่างกันไปเป็นธรรมดา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกท่านจะรักพี่ใหญ่มากกว่าคุณเสียหน่อย
ส่วนเรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ คุณลองดูฉันสิ ฉันขี้เกียจตัวเป็นขนขนาดนี้ แม่คุณยังไม่เคยว่าอะไรฉันสักคำเลย คนเป็นแม่สามีจะไปมีความผูกพันลึกซึ้งกับลูกสะใภ้สักแค่ไหนเชียว สุดท้ายก็เห็นแก่หน้าลูกชายทั้งนั้นแหละ เพราะงั้นฉันฟันธงเลยว่าแม่รักคุณแน่นอน เลิกคิดมากได้แล้ว”
จวงจื้อซีหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินภรรยาวิเคราะห์เป็นฉากๆ เขาอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่กลับไปว่า
“นี่ยังรู้ตัวอีกเหรอว่าเป็นคนขี้เกียจน่ะ”
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับอย่างหน้าชื่นตาบาน “ก็คนมันไม่ชอบทำงานบ้านนี่นา เรื่องจริงทั้งนั้น” เธอเป็นคนตรงไปตรงมาและยอมรับความจริงเสมอ
จวงจื้อซีเลิกคิ้วสูงพลางเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจว่า “ภรรยาผมรู้อะไรเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ปกติดูซื่อๆ ไม่นึกว่าจะมองโลกได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้”
“ตอนจะแต่งงานแม่ฉันอบรมมาดีค่ะ ติวเข้มหลักสูตรการเป็นสะใภ้มาเรียบร้อยแล้ว” หมิงเหม่ยคุยโวทับถมตัวเองอย่างน่าเอ็นดู
จวงจื้อซีหัวเราะร่าออกมา พอมาลองคิดดูดีๆ ก็เห็นจะจริง แม่ยายของเขาดูเป็นคนฉลาดหลักแหลมและทันคนมาก จากที่ได้สัมผัสมาไม่กี่ครั้งก็รู้เลยว่าไม่ใช่คนธรรมดาที่จะไปต่อกรด้วยง่ายๆ
หมิงเหม่ยขยับตัวซุกเข้าหาซอกคออุ่นของสามีเหมือนลูกแมวขี้อ้อนเพื่อหาท่าที่สบายที่สุด ก่อนจะพึมพำว่า
“คุณน่ะ ชอบคิดเล็กคิดน้อย นอนได้แล้วค่ะ เลิกฟุ้งซ่านซะที”
“พวกคนฉลาดก็ชอบคิดมากแบบนี้แหละ ทั้งที่ความจริงมันไม่มีอะไรเลยแท้ๆ” เธอทิ้งท้ายด้วยเสียงงัวเงีย
จวงจื้อซีหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วตบก้นนิ่มๆ ของภรรยาด้วยความหมั่นเขี้ยว หมิงเหม่ยลืมตาโพลงจ้องเขาทันที
“นี่คุณแก้แค้นที่ฉันหยิกคุณใช่ไหม”
จวงจื้อซียกมุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์
“เปล่าซะหน่อย ใครจะไปทำแบบนั้น” เขาเปลี่ยนเรื่องด้วยการกอดเธอให้แน่นขึ้นไปอีก
“นอนเถอะ นอนเถอะ ดึกแล้ว”
ทั้งคู่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว วัยกำลังกินกำลังนอน เพียงไม่นานเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้นประสานกันเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าก็สาดส่องเข้ามาในห้องเสียแล้ว คนในบ้านต่างตื่นกันหมดและกลับมาจากโรงพักเรียบร้อยโดยที่พวกเขาสองคนผัวเมียไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย จวงจื้อซีเดินงัวเงียออกมาแปรงฟันที่ลานบ้าน พอเห็นแม่เดินผ่านจึงตะโกนถามทั้งที่ยังมีฟองยาสีฟันเต็มปาก
“แม่ครับ เมื่อคืนเป็นไงบ้าง กลับมากันตอนไหนเนี่ย ผมไม่รู้เรื่องเลย”
จ้าวชุ่ยฮวาตอบกลับอย่างฉะฉานขณะง่วนอยู่กับงานบ้าน “ก็กลับมาตั้งนานแล้ว แค่ไปให้ปากคำแป๊บเดียวมันจะไปนานอะไรนักหนา”
“แล้วตกลงใช่ไอ้หัวขโมยที่ตระเวนขึ้นบ้านคนอื่นช่วงนี้หรือเปล่าครับ” จวงจื้อซีถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าหัวขโมยชื่อกระฉ่อนคนนั้นจะมีสภาพดูไม่ได้แบบนี้ ทั้งซื่อบื้อและขี้ขลาดตาขาว
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ายืนยันหนักแน่น “คนนั้นแหละ ตัวจริงเสียงจริงเลย”
จวงจื้อซีส่ายหัวเบาๆบ้วนปากแล้วพูดขึ้นว่า
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ดูภายนอกซื่อๆ ไม่น่าเป็นโจรได้เลย” บุคลิกท่าทางดูขี้กลัวจนไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าไปงัดแงะบ้านใครเขาได้
จ้าวชุ่ยฮวามองลูกชายที่ยืนถือแก้วน้ำอยู่กลางลานบ้าน เธอพอจะเดาความคิดของลูกออก แต่ก็ไม่ได้ขยายความอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแค่เปรยขึ้นมาว่า
“จับตัวได้ก็ดีแล้ว เผื่อจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้บ้าง” จวงจื้อซีพยักหน้ารับคำแม่
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันอยู่นั้น เหลียงเหม่ยเฟินก็เดินด้อมๆ มองๆ เข้ามาใกล้แม่สามีด้วยท่าทางมีเลศนัย ก่อนจะกระซิบกระซาบถามเสียงเบาว่า
“แม่คะ ในเมื่อเราจับขโมยได้แบบนี้ ทางการเขามี... เอ่อ...มีอะไรให้เราบ้างไหมคะ” ถึงแม้คำพูดจะยังไม่จบประโยค แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความโลภและความคาดหวังของสะใภ้ใหญ่นั้นสื่อความหมายชัดเจนจนไม่ต้องเดา
จ้าวชุ่ยฮวาเงยหน้าขึ้นมองลูกสะใภ้พลางย้อนถามเสียงเรียบ
“มีอะไร เธอหมายถึงอะไรล่ะ”
เหลียงเหม่ยเฟินอึกอักเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มประจบประแจง
“ก็แหม... จับโจรได้ทั้งที มันก็น่าจะมีรางวัลนำจับหรือใบประกาศเกียรติคุณอะไรบ้างสิคะ จะให้จับฟรีๆ ได้ยังไง” คราวที่แล้วน้องสามกับภรรยายังได้รางวัลเลย ครั้งนี้พวกเธอก็น่าจะได้ส่วนแบ่งบ้างสิ
จ้าวชุ่ยฮวารู้ทันนิสัยขี้งกและช่างคิดคำนวณของสะใภ้ใหญ่ดี เธอจึงตอบตัดบทไปว่า “ไม่รู้สิ ตำรวจเขาไม่ได้พูดอะไร สงสัยต้องรอดูก่อนมั้ง แต่ไม่ว่ายังไงนะ ฉันว่าคนที่ควรขอบคุณที่สุดคือป้าหวังต่างหาก ทางโรงพักเขาก็คงมีเกณฑ์พิจารณาของเขาเองนั่นแหละ”
คำพูดของจ้าวชุ่ยฮวาไม่ใช่การพูดลอยๆ เพราะถึงแม้เธอจะตั้งใจเดินตรวจตราความเรียบร้อยทุกครั้งที่เข้าเวร แต่คนที่ทุ่มเทที่สุดในซอยนี้ก็ต้องยกให้ป้าหวัง เพราะรายนั้นแกขยันขันแข็งจริง ต่อให้ไม่ใช่วันเวรของแก แกก็ยังชอบเดินสอดส่องดูแลความปลอดภัยรอบๆบริเวณบ้านพักเสมอ นับว่าเป็นคนที่มีน้ำใจและรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาก
ในเรื่องของการประสานงานระหว่างลูกบ้านกับคณะกรรมการชุมชน ไม่มีใครทำได้ละเอียดรอบคอบเท่าป้าหวังอีกแล้ว การที่แกเดินตรวจตราถี่ยิบแบบนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในชุมชน จ้าวชุ่ยฮวาจึงมองว่าป้าหวังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมและสมควรได้รับคำชมเชยที่สุด
เหลียงเหม่ยเฟินได้ยินดังนั้นก็เบะปากด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากเถียง สายตาก็เหลือบไปเห็นคนบ้านสกุลซูเดินออกมาล้างหน้าแปรงฟันพอดี วันนี้สะใภ้และแม่สามีบ้านนั้นดูห่อเหี่ยวผิดปกติ
ใบหน้าบูดบึ้งบอกบุญไม่รับราวกับมีใครไปยืมเงินแล้วเบี้ยวหนี้ แม้แต่ซูต้าเหนียงที่ปกติชอบวางมาดผู้ดีสร้างภาพลักษณ์ก็ยังหมดอารมณ์จะปั้นหน้า ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น
เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเสียดายที่เมื่อคืนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจับโจร ทำให้พลาดโอกาสสร้างผลงานและอดได้หน้าตาทางสังคม ในยุคสมัยนี้ ผู้คนให้ความสำคัญกับเกียรติยศชื่อเสียงและการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นผลต่อการขึ้นเงินเดือนหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ ดังนั้นการพลาดโอกาสทองไปแบบนี้จึงทำให้บ้านสกุลซูรู้สึกเสียดายจนแทบกระอักเลือด
จ้าวชุ่ยฮวาคร้านจะไปทักทายหรือเสวนาพาทีด้วย พอทำกับข้าวเสร็จก็ตะโกนเรียกลูกชายทันที
“จวงจื้อซี มากินข้าวได้แล้ว”
จวงจื้อซีขานรับเสียงใส เขารีบบ้วนฟองยาสีฟันออกแล้วเดินกลับเข้าบ้าน สวนทางกับภรรยาที่กำลังเดินขยี้ตาออกมาด้วยความงัวเงีย เขาจึงถือโอกาสแกล้งภรรยาด้วยการเอามือที่เพิ่งสัมผัสน้ำเย็นจัดจนเย็นเฉียบไปนาบที่แก้มยุ้ยๆ ของเธอ
“ว้าย! แม่ร่วง!” หมิงเหม่ยสะดุ้งสุดตัว รีบเบี่ยงหน้าหนีพลางโวยวาย “จวงจื้อซี! คุณนี่มันนิสัยไม่ดีเลยนะ แกล้งคนอื่นได้ลงคอ”
จวงจื้อซีหัวเราะลั่นอย่างชอบใจ “ก็ช่วยปลุกให้ตื่นไงจ๊ะ ตาสว่างหรือยังล่ะ” เขาคว้ามือภรรยามากุมไว้แล้วพูดเอาใจว่า
“น้ำในโอ่งเย็นเจี๊ยบเลย เดี๋ยวผมไปเอาน้ำร้อนมาผสมให้คุณล้างหน้านะ”
น้ำร้อนในห้องของพวกเขาหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ข้าวใหม่ปลามัน กิจกรรมยามค่ำคืนย่อมดุเดือดเป็นธรรมดา ทำให้ครอบครัวนี้ต้องต้มน้ำร้อนเผื่อไว้เยอะเป็นพิเศษจนเหลียงเหม่ยเฟินเคยแอบบ่นลับหลังว่าเปลืองถ่านอัดก้อน แต่ก็ไม่กล้าพูดต่อหน้า ได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้
จวงจื้อซีเดินเข้าไปตักน้ำร้อนในครัว เหลียงเหม่ยเฟินปรายตามองน้องสามีแล้วขยับปากขมุบขมิบอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป
จวงจื้อซีเองก็ทำเป็นไม่สนใจสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพี่สะใภ้ เขาไม่เก็บมาใส่ใจให้รกสมอง ถ้าจะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องค่าน้ำค่าไฟ เขาอุตส่าห์ยกตั๋วจักรยานให้ที่บ้านไปแล้ว มูลค่ามันมากกว่าค่าถ่านพวกนี้ตั้งกี่เท่า
เพราะฉะนั้นเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อย่าได้เอามาพูดให้ระคายหูเลย จวงจื้อซีไม่สนใจ และหมิงเหม่ยยิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่ เธอไม่ใช่คนประเภทที่จะมานั่งจับสังเกตสีหน้าใครให้ปวดหัว ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่แสดงออกชัดเจนเธอก็พร้อมจะมองข้าม เพื่อความสบายใจของตัวเอง
สองสามีภรรยากินข้าวเสร็จก็พากันเดินออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน พอเดินผ่านห้องส้วมสาธารณะเจ้าปัญหา จวงจื้อซีก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมาจากใจจริง
“ส้วมแห่งนี้ช่างเป็นตำนานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเสียจริง”
หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ประวัติโชกโชนเหลือเกินส้วมนี้
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนมองห้องส้วมอยู่นั้น ตาเฒ่าเปา คนงานรับจ้างตักอุจจาระก็หาบถังเดินอ้อมออกมาจากด้านหลัง พอเห็นหน้าจวงจื้อซีแกก็ตาเป็นประกาย รีบทักทายทันที
“อ้าว เสี่ยวจวง ได้ข่าวว่าเมื่อวานจับขโมยได้ในส้วมเหรอ”
จวงจื้อซีพยักหน้ารับ “ใช่ครับลุง แต่คราวนี้วางใจได้นะ ไม่มีใครตกลงไปในบ่อเหมือนคราวก่อน”
ตาเฒ่าเปา: “...” ไอ้หนุ่มนี่มันรู้ใจจริงๆ ว่าแกกังวลเรื่องอะไร
แต่ทว่าแกยังมีเรื่องอื่นที่คับข้องใจมากกว่านั้น
“นี่เสี่ยวจวง ลุงขอรเวลาเอ็งสักเดี๋ยวได้ไหม ลุงมีเรื่องอยากจะหารือด้วยหน่อย”
จวงจื้อซีชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ตอบตกลงด้วยความเต็มใจ
“ได้สิครับ หมิงเหม่ย คุณไปทำงานก่อนเลยนะ” หมิงเหม่ยหันมามองด้วยความสงสัยแต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“งั้นฉันไปก่อนนะ”
จวงจื้อซีบีบมือภรรยาเบาๆ ส่งยิ้มหวานให้ “ไปเถอะ เดี๋ยวตอนเย็นเลิกงานแล้วผมไปรับนะ”
หมิงเหม่ยทำหน้าปูเลี่ยนๆ มองบนเล็กน้อยก่อนจะบ่นอุบอิบ “คุณก็พูดแบบนี้ทุกทีว่าจะมารับ แต่ไม่เห็นเคยทำสำเร็จสักครั้ง...”
มันกลายเป็นเรื่องตลกประจำครอบครัวไปแล้ว ทุกครั้งที่จวงจื้อซีสัญญาว่าจะไปรับ เธอเป็นอันต้องได้เลิกงานก่อนเวลาและกลับบ้านเองทุกที ไม่เคยมีข้อยกเว้น หมิงเหม่ยจ้องหน้าสามีนิ่งๆ ส่วนจวงจื้อซีก็ทำหน้ามุ่งมั่นยืนยันคำเดิม
“ครั้งนี้ผมไปแน่นอน รับรองได้”
หมิงเหม่ยย่นจมูกใส่ “สาธุ ขออย่าให้ฉันเลิกงานก่อนเวลาเลยเถอะ”
จวงจื้อซีหัวเราะร่า “ถ้าวันนี้คุณเลิกก่อน พรุ่งนี้ผมก็จะไปรับ ถ้าพรุ่งนี้ยังคลาดกันอีก มะรืนผมก็จะไป ยังไงผมก็ต้องไปรับคุณให้ได้สักวันนั่นแหละ”
หมิงเหม่ยทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่ “ไม่ต้องลำบากหรอกน่า คุณทำงานก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ไม่ต้องมารับหรอก”
จวงจื้อซีสวนกลับทันควัน “ไม่ต้องได้ยังไง มันเป็นหน้าที่ของสามี คุณเป็นเมียผมนะ ผมก็ต้องดูแลสิ”
คำพูดหวานหูทำเอาหมิงเหม่ยยิ้มแก้มปริ หัวใจพองโตด้วยความสุข เธอทำเสียงงุ้งงิ้งในลำคอ
“งั้น... ก็ได้ค่ะ” เธอโบกมือลาสามีหยอยๆ
“ไปแล้วนะ”
“ขี่รถดีๆ ล่ะ ระวังตัวด้วย” จวงจื้อซีกำชับไล่หลัง
“รู้แล้วน่า!” หมิงเหม่ยตะโกนตอบกลับมา จริงๆ แล้วเธอขี่จักรยานเก่งจนปล่อยมือขี่ได้ด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับดีกว่า ขืนบอกไปเดี๋ยวสามีจะหัวใจวายตายเสียก่อน
จวงจื้อซียืนมองแผ่นหลังของภรรยาจนลับสายตาไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลงเมื่อหันกลับมาเผชิญหน้ากับตาเฒ่าเปา
“ลุงเปามีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
ตาเฒ่าเปาถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้ากลัดกลุ้ม “ก็ไอ้เรื่องส้วมสาธารณะนี่แหละ”
ชีวิตของตาเฒ่าเปาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แกรับผิดชอบดูแลสูบสิ่งปฏิกูลตามห้องน้ำสาธารณะในเขตตะวันออกของถนนเส้นนี้ทั้งหมด ทุกเช้ามืดตั้งแต่ตีสามตีสี่ ฟ้ายังไม่ทันสาง
แกก็ต้องตื่นมาถีบรถสามล้อขนถังปฏิกูลออกตระเวนตักของเสียตามห้องน้ำต่างๆ กว่าชาวบ้านจะตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันเตรียมไปทำงาน แกก็จัดการงานส่วนใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
เรียกได้ว่าแกทำงานดีไม่มีตกบกพร่อง ถนนเส้นนี้แบ่งเขตความรับผิดชอบเป็นฝั่งตะวันออกกับตะวันตก ต่อให้มีการแข่งขันเปรียบเทียบผลงานกัน แกก็ไม่เคยแพ้ใครแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยเลยจริงๆ!!!
แต่ทว่าช่วงนี้... โดยเฉพาะที่ซอยซิ่งฮวาหลี่แห่งนี้ มันทำให้แกเสียประวัติและเสียหน้าอย่างแรง ทุกวันแกต้องทำงานด้วยความทุลักทุเลและยากลำบาก ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ อย่างวันที่มีสงครามปาสิ่งปฏิกูลนั่น แกต้องอยู่เก็บกวาดทำความสะอาดจนถึงเที่ยงวันกว่าจะเสร็จ แถมผลผลิตที่ได้ก็น้อยกว่าปกติไปตั้งเยอะ
พวกคนงานตักสิ่งปฏิกูลอย่างแกสังกัดหน่วยงานเทศบาล หน้าที่คือรวบรวมของเสียแล้วขนส่งไปยังพื้นที่เกษตรกรรมรอบนอก เพื่อนำไปทำเป็นปุ๋ยบำรุงดินให้พืชผลเจริญงอกงาม
แต่วันนั้น... วันเกิดเหตุวินาศสันตะโรวันนั้น ของเสียอันมีค่าต้องสูญเปล่าไปตั้งเท่าไหร่ นึกแล้วตาเฒ่าเปาก็เจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน
[จบบท]