บรรยากาศภายในห้องโถงกลางของบ้านตระกูลจวงในยามนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยอวลปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่จุดเดียวกัน นั่นคือประมุขของบ้านอย่างเฒ่าจวง
เพื่อรอฟังคำตัดสินชี้ขาด แต่ทว่าชายชรากลับทำเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูราบเรียบตามสไตล์ของคนที่เกรงใจภรรยาเป็นที่สุดว่า
"อืม... เอาตามที่แม่แกว่านั่นแหละ ฟังแม่แกเถอะ"
จวงจื้อหย่วนและจวงจื้อซี สองพี่น้องหันมาสบตากันแวบหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความรู้สึกที่ตรงกันในดวงตาของอีกฝ่าย มันคือความรู้สึกที่ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย พ่อของพวกเขาก็เป็นเสียแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในบ้าน ไม่เคยพ้นมือแม่ไปได้เลยสักครั้ง
เมื่อได้รับอาญาสิทธิ์จากสามีเป็นที่เรียบร้อย จ้าวชุ่ยฮวาก็กวาดสายตามองลูกหลานทุกคนที่นั่งรวมตัวกันอยู่ในห้อง ก่อนจะประกาศเจตจำนงด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำว่า
"เอาล่ะ ในเมื่อตาเฒ่ายกสิทธิ์ขาดให้ฉันตัดสินใจแล้ว ตอนนี้ฉันจะขอประกาศการตัดสินใจของพวกเราสองผัวเมียให้ทุกคนได้รับรู้เอาไว้... เรื่องการแยกบ้านนั้น ฉันขอฟันธงตรงนี้เลยว่า เราจะไม่แยก"
พอสิ้นเสียงประกาศ ประกายความหวังก็จุดวาบขึ้นในดวงตาของเหลียงเหม่ยเฟิน ร่างกายที่เคยห่อเหี่ยวกลับยืดตรงขึ้นมาทันตาเห็น ราวกับต้นไม้ที่แห้งเฉามานานได้รับน้ำฝนจนชุ่มฉ่ำ ความกังวลใจที่สุดในชีวิตของเธอคือการถูกดีดออกจากบ้านใหญ่ หากต้องแยกบ้านออกไปใช้ชีวิตกันเองจริงๆ ความเป็นอยู่คงลำบากยากเข็ญไม่น้อย
ภายในใจของเหลียงเหม่ยเฟินลิงโลดจนแทบอยากจะลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นแล้วหมุนตัวโชว์สักรอบ เธอลอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะส่งไปทางหมิงเหม่ย ความคิดในหัวแล่นเร็วปรื๋อด้วยความลำพองใจ
'หึ เห็นไหมล่ะ สุดท้ายคนแก่ก็ต้องพึ่งพาลูกหลาน พ่อกับแม่ยังต้องหวังพึ่งพวกเราเลี้ยงดูตอนแก่เฒ่า พวกเขาไม่มีทางกล้าหักหาญน้ำใจฉันหรอก!'
ต่างจากพี่สะใภ้ใหญ่ จวงจื้อซีขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่ใช่คนหัวอ่อนที่จะยอมถูกเอาเปรียบได้ง่ายๆ เขาตระหนักดีว่าสถานการณ์ในบ้านตอนนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับภรรยาของเขา และเขาเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของครอบครัวตัวเองอย่างเต็มที่
เรื่องพรรค์นี้จะให้หมิงเหม่ยที่เป็นสะใภ้ใหม่พูดเองก็คงดูไม่งาม เขาที่เป็นสามีและเป็นลูกชายคนเล็กสมควรเป็นคนออกหน้ารับแทนที่สุด
ทว่าในจังหวะที่จวงจื้อซีกำลังจะอ้าปากแย้ง จ้าวชุ่ยฮวาก็ยกมือขึ้นห้ามแล้วพูดต่อโดยไม่เว้นช่วง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคนเล็กคิดอะไรอยู่
"สถานการณ์บ้านเราตอนนี้ การแยกบ้านมันยังไม่เหมาะและทำไม่ได้จริง แต่ถึงแม้จะไม่มีการแยกบ้าน ทว่ารูปแบบการใช้ชีวิตในบ้านจวงต่อจากนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่"
คำพูดนั้นทำให้จวงจื้อซีกลืนคำท้วงลงคอไป เขาเลือกที่จะสงบปากสงบคำและตั้งใจฟังสิ่งที่แม่กำลังจะพูดต่อ
จ้าวชุ่ยฮวากวาดสายตามองปฏิกิริยาของทุกคนอีกครั้ง แต่ละคนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังก่อนจะเริ่มร่ายยาว
"ฉันกับพ่อพวกแกตัดสินใจแล้วว่าจะไม่แยกบ้าน แต่คนเราต้องรู้จักความยุติธรรม สะใภ้ใหญ่... สิ่งที่เธอทำลงไปน่ะ มันน่ารังเกียจมากรู้ตัวบ้างไหม"
เหลียงเหม่ยเฟินสะดุ้งโหยงเมื่อถูกเรียกชื่อและตำหนิซึ่งหน้า เธอก้มหน้างุดหลบสายตาที่มองมาอย่างตำหนิของแม่สามี แต่ในใจกลับคิดเข้าข้างตัวเองว่า ช่างเถอะ โดนด่านิดหน่อยแต่แลกกับการไม่ถูกไล่ออกจากบ้านก็ถือว่าคุ้มค่า
แต่จ้าวชุ่ยฮวายังไม่ยอมจบแค่นั้น เธอพูดแทงใจดำต่ออย่างไม่ไว้หน้า
"ถึงงานนั้นจะเป็นโควตาของเธอจริงๆ แต่ตอนนี้เธอแต่งเข้ามาเป็นคนบ้านจวงแล้ว เรายังเป็นครอบครัวเดียวกัน ยังกินหม้อข้าวเดียวกัน แต่เธอกลับแอบยกงานให้คนอื่นโดยไม่ปรึกษาใครในบ้านสักคำ
เป้าหมายของเธอมันชัดเจนจนไม่ต้องเดาก็รู้ เธอคิดจะเกาะน้องสามีกิน แล้วเอางานไปประเคนให้น้องชายตัวเอง เพื่อให้ทางบ้านเดิมของเธอสบายขึ้นงั้นสิ? ถามจริงเถอะ ทำแบบนี้มันน่าฟังตรงไหน"
น้ำเสียงของจ้าวชุ่ยฮวาเริ่มดังขึ้นตามอารมณ์ที่คุกรุ่นภายในอก
"เพราะเรื่องงามหน้าของเธอ ตอนนี้อย่าว่าแต่คนในลานบ้านเลย ทั้งถนนเขาก็หัวเราะเยาะบ้านเรากันหมดแล้ว! เมื่อเช้าฉันแค่เดินไปเข้าห้องส้วม ก็โดนคนรุมถามเรื่องแยกบ้านจนตอบไม่ทัน เธอนี่มันตัวหาเรื่องจริงๆ แล้วเพราะเรื่องนี้ งานแต่งของเจ้าสามก็เกือบจะล่ม ฉันรับปากทางบ้านดองไว้แล้วว่าจะให้คำตอบที่น่าพอใจ ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น!"
จ้าวชุ่ยฮวาจ้องมองเหลียงเหม่ยเฟินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือดฝาด
"ตอนที่เธอแต่งเข้ามา แม่ของเธอยื่นคำขาดว่าต่อให้แต่งงานแล้ว เงินเดือนของเธอครึ่งหนึ่งต้องส่งกลับไปให้บ้านเดิม อ้างว่าเป็นค่าเลี้ยงดูและค่าส่งเสียให้เรียนหนังสือ ถ้าไม่ยอมก็จะไม่ให้แต่ง ตอนนั้นฉันยอมตกลงและฉันก็ทำตามสัญญามาตลอด ทีนี้ถึงคราวสะใภ้เล็กบ้าง ฉันรับปากแม่ของหมิงเหม่ยไว้แล้ว ฉันก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน"
เหลียงเหม่ยเฟินตัวสั่นเทา บรรยากาศแห่งชัยชนะเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
"ฉันบอกว่าจะให้คำตอบก็คือต้องให้! ถึงบ้านเราจะไม่แยกทะเบียนบ้าน แต่กฎกติกาการเงินต้องเปลี่ยนใหม่ ตั้งแต่นี้ไป 'กระเป๋าใครกระเป๋ามัน' เงินเดือนของพวกแกไม่ต้องเอามาให้ฉันเก็บอีกแล้ว เริ่มตั้งแต่หลังปีใหม่ หรือก็คือเดือนหน้านี้เป็นต้นไป
แต่ละบ้านต้องจ่าย 'ค่าอาหารกองกลาง' มาให้ฉันเดือนละ 10 หยวน เรายังกินข้าวหม้อเดียวกันเหมือนเดิม แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ พวกแกต้องรับผิดชอบกันเอง ส่วนเดือนนี้พวกแกเพิ่งได้เงินเดือนมาก็จ่ายตามปกติไปก่อน สะใภ้เล็กเพิ่งเข้าบ้านมาไม่กี่วัน เดือนนี้ยกเว้นให้ไม่ต้องจ่าย"
เมื่อสิ้นเสียงประกาศิต ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงจนตาค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวานราวกับผ้าพับไว้
จ้าวชุ่ยฮวายังคงรักษามาดนิ่งขรึมและพูดต่อ "เอาจริงๆ นะ ทำแบบนี้บ้านใหญ่ของพวกแกก็ได้เปรียบเห็นๆ เธอมีลูกตั้งสองคน แต่เจ้าสามกับเมียยังไม่มีลูก เขาก็ต้องจ่ายเท่ากับพวกแก"
"แต่... แต่พี่จื้อหย่วนเขาต้องออกรถไปต่างจังหวัดบ่อยๆ นะคะ..." เหลียงเหม่ยเฟินโพล่งออกมาตามสัญชาตญาณความตระหนี่ถี่เหนียว
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกสมเพช ในใจคิดว่าสะใภ้ใหญ่คนนี้ช่างคำนวณผลประโยชน์ได้น่ารังเกียจจริงๆ
"ใช่ ผัวเธอไม่อยู่บ้านบ่อยๆ แต่เจ้าสามกับเมียเขากินมื้อเที่ยงที่โรงงาน ไม่ได้กลับมากินข้าวบ้านเหมือนกัน ส่วนเธอกับลูกๆ ล่ะ? กินข้าวบ้านกันครบทุกมื้อไม่ใช่หรือไง คิดดูดีๆ ว่าใครคุ้มกว่าใคร"
เหลียงเหม่ยเฟินอ้าปากค้าง สมองของเธอตื้อไปหมด อยากจะหาข้อโต้แย้งมาเถียงแต่ก็จนปัญญา ยิ่งคิดก็ยิ่งมึนงง สิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือการแยกบ้าน ตอนนี้แม่สามีบอกว่าไม่แยก แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา... มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการแยกกระเป๋าเงินเลยนี่นา!
จ้าวชุ่ยฮวากวาดตามองลูกหลานอีกรอบ "ใครมีปัญหาอะไรอีกไหม"
เหลียงเหม่ยเฟินมีคำพูดเป็นหมื่นล้านคำอัดอั้นอยู่ในอก แต่พูดไม่ออกสักคำ เธอรู้ตัวว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดและเพลี่ยงพล้ำในเกมนี้เสียแล้ว
ทว่าจวงจื้อหย่วนผู้เป็นสามีกลับไม่ได้มีท่าทีเดือดร้อนเหมือนภรรยา กลับกันสีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นด้วยซ้ำ
"ผมว่าแบบนี้ก็ดีครับแม่"
จวงจื้อซีหันไปสบตากับหมิงเหม่ย ภรรยาสาวพยักหน้าให้เล็กน้อย เขาจึงตอบรับเสียงดังฟังชัด
"ผมกับภรรยาเคารพการตัดสินใจของแม่ครับ"
จ้าวชุ่ยฮวามองดูลูกๆ แล้วก็เข้าใจความคิดของคนหนุ่มสาวสมัยนี้ดี ใครๆ ก็อยากบริหารเงินตัวเองทั้งนั้น เธอเองก็เคยผ่านช่วงวัยนั้นมาแล้ว และที่สำคัญ... ด้วยประสบการณ์จากชาติที่แล้วที่เธอได้กลับมาเกิดใหม่ เธอสาบานกับตัวเองอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยเดิมอีก
ในชาติก่อน เธอพยายามประคับประคองไม่ให้ครอบครัวแตกแยกด้วยการไม่แยกบ้าน และเพื่อชดเชยให้บ้านหมิงเหม่ย เธอถึงขั้นควักเงินเก็บส่วนตัว 500 หยวนแอบยัดใส่มือสะใภ้เล็กเพื่อเป็นเงินขวัญถุงหวังจะให้เรื่องจบสวยๆ
แต่ผลลัพธ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
เหลียงเหม่ยเฟินพอรู้เรื่องเข้าก็เกลียดเธอเข้าไส้ หาว่าเธอลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน โดยที่มองข้ามความจริงที่ว่าตัวเองได้กินอยู่ฟรีๆ มาตลอด
ส่วนคู่ของจวงจื้อซี แม้จะได้เงินก้อนนั้นไปก็ใช่ว่าจะมีความสุข เพราะการที่ไม่แยกบ้านทำให้เงินเดือนของพวกเขาต้องถูกนำมาจุนเจือครอบครัวใหญ่ ซึ่งคำนวณดูแล้วปีหนึ่งๆ พวกเขาเสียเปรียบมากกว่า 500 หยวนเสียอีก หนำซ้ำพี่สะใภ้ใหญ่ยังไม่สำนึกบุญคุณ คอยแต่จะหาเรื่องแขวะ จ้องจับผิด และโยนงานบ้านให้ทำสารพัด
สุดท้ายพี่น้องก็ผิดใจกัน มองหน้ากันไม่ติด ความสัมพันธ์ในบ้านพังทลายไม่มีชิ้นดี
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจในใจเบาๆ ตอนนี้เธอย้อนเวลากลับมาแล้ว เธอจะใช้ความยุติธรรมในแบบฉบับของเธอเองจัดการทุกอย่าง
ถ้าใครไม่พอใจรับกฎใหม่นี้ไม่ได้?
งั้นก็ไสหัวออกไปซะ!
การประชุมครอบครัวจวงครั้งแรกถือว่าจบลงอย่างงดงาม... อย่างน้อยก็ในมุมมองของจ้าวชุ่ยฮวา
แม้ว่าเหลียงเหม่ยเฟินจะทำหน้าเหมือนคนกำลังจะขาดใจตาย แต่จวงจื้อหย่วนกลับดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย สำหรับลูกผู้ชายอย่างเขา เรื่องหยุมหยิมพวกนี้มันน่าปวดหัว เขาเป็นคนขับรถบรรทุกระยะไกล วันๆ สนใจแต่เรื่องปากท้องระดับชาติโน่น
สิ่งที่เขาโฟกัสมีอยู่อย่างเดียวคือ... เงินในกระเป๋าของเขาจะเพิ่มขึ้น!
เมื่อก่อนเขาต้องส่งเงินเดือนทั้งหมดให้แม่ เหลือติดตัวแค่ 3 หยวนไว้ซื้อบุหรี่หรือเลี้ยงน้ำเพื่อนฝูงนิดหน่อย แต่นับจากนี้ไปมันจะเปลี่ยนไปแล้ว
เงินเดือนของเขาคือ 35 หยวน แต่เพราะเขาขับรถสายยาวไปถึงมณฑลกวางตุ้ง เขาจึงได้เบี้ยเลี้ยงพิเศษจากการเดินทางอีกต่างหาก รวมๆ แล้วเดือนหนึ่งเขาหาได้เกือบ 40 หยวน เมื่อหักค่าอาหารกลางที่ต้องส่งให้แม่ 10 หยวน นั่นหมายความว่าเขาจะมีเงินเหลือเก็บในกระเป๋าตัวเองเน้นๆ ถึง 30 หยวน!
ส่วนเรื่องที่เมียเขาจะไม่มีเงินติดตัว... จวงจื้อหย่วนแอบคิดในใจเงียบๆ ว่า 'สมน้ำหน้า'
ดีเสียอีก ถ้าเมียเขามีเงิน เธอก็คงหาเรื่องเอาไปประเคนให้น้องชายจอมล้างผลาญคนนั้นอีก น้องชายของเหลียงเหม่ยเฟินเป็นพวกยืมแล้วไม่คืน นิสัยเสียจนเขาเองก็เอือมระอาเต็มทน
ดังนั้นผลสรุปของการประชุมวันนี้ จวงจื้อหย่วนจึงพอใจมาก
เขาเหลือบมองภรรยาที่กำลังยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดเตือนสติทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
"ต่อไปนี้อย่าให้น้องชายเธอโผล่หัวมาที่นี่อีกล่ะ ฉันไม่อยากเห็นหน้า"
เหลียงเหม่ยเฟินที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น น้ำตาแห่งความผิดหวังและความพ่ายแพ้ไหลพรากอาบสองแก้มอย่างน่าเวทนา
ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่เห็นอกเห็นใจเธอบ้างเลยนะ
เหลียงเหม่ยเฟินนอนตะแคงร้องไห้กระซิกๆ อยู่บนเตียงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมทุกคนถึงใจร้ายกับเธอนัก น้องสามกับภรรยาก็ทำงานมีเงินเดือนทั้งคู่ เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่มีรายได้มั่นคงแท้ๆ ทำไมถึงไม่ยอมเจียดเงินส่วนกลางออกมาให้ทุกคนได้ใช้ร่วมกันบ้าง
น้องชายของเธอลำบากจะตายอยู่แล้ว การที่เธออยากจะช่วยเหลือเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของตัวเองมันผิดตรงไหนกัน ในเมื่อเธอมีน้องชายแค่คนเดียวในโลกใบนี้ ถ้าพี่สาวไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย
เหลียงเหม่ยเฟินยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ ความขมขื่นแล่นพล่านไปทั่วอกราวกับว่าหัวใจทั้งดวงถูกจับลงไปแช่อยู่ในบ่อที่เต็มไปด้วยน้ำมะระ รสชาติความขมฝาดซึมลึกจากข้างในทะลุออกมาจนถึงข้างนอก มันช่างทรมานเหลือเกิน
บรรยากาศในห้องของลูกชายคนโตเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้และความหม่นหมอง แต่ในทางกลับกัน บรรยากาศภายในห้องหอของลูกชายคนเล็กกลับตลบอบอวลไปด้วยความสุขและความสดใส
เป็นอย่างที่จ้าวชุ่ยฮวาเคยพูดเอาไว้ไม่มีผิด คู่รักข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งแต่งงานกัน ใครๆ ก็อยากจะเก็บเงินไว้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันทั้งนั้น
หมิงเหม่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงด้วยท่าทางทะมัดทะแมง เธอจ้องมองสามีด้วยแววตามุ่งมั่นราวกับกำลังจะเจรจาธุรกิจสำคัญระดับชาติ
"นี่คุณ พ่อกับแม่ของคุณ ใครเป็นคนเก็บเงินเหรอคะ"
จวงจื้อซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"โธ่คุณ คำถามนี้คุณยังต้องถามผมอีกเหรอ แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าบ้านนี้ใครใหญ่ แน่นอนว่าต้องเป็นคุณแม่จ้าวชุ่ยฮวาของผมอยู่แล้ว ส่วนพ่อผมน่ะเหรอ อย่าว่าแต่เก็บเงินเลย สถานะในบ้านยังแทบไม่มีปากมีเสียงเลยด้วยซ้ำ"
หมิงเหม่ยพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเริ่มร่ายยาวถึงทฤษฎีของเธอ
"บ้านฉันก็เหมือนกัน แม่ของฉันเป็นคนดูแลกระเป๋าเงินทุกบาททุกสตางค์"
เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ แล้วส่งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งไปให้จวงจื้อซี
จวงจื้อซีเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง จึงถามหยั่งเชิงกลับไป
"แล้วยังไงต่อครับ"
ใบหน้าสวยหวานของหมิงเหม่ยขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ยังพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉานชัดเจน
"ในเมื่อพ่อแม่ของคุณและพ่อแม่ของฉัน ต่างก็ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนดูแลเรื่องการเงิน นั่นแสดงให้เห็นว่าครอบครัวที่จะมีความเจริญรุ่งเรืองและอยู่ดีมีสุขได้ จะต้องให้ภรรยาเป็นคนเก็บเงินเท่านั้น เราสองคนพิ่งจะเริ่มต้นชีวิตคู่ ดังนั้นเราควรจะสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามของบรรพบุรุษเอาไว้นะคะ"
เธอเว้นจังหวะหายใจนิดหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มหวานหยดย้อยที่ทำให้คนมองใจละลาย แล้วสรุปความต้องการของตัวเองออกมา
"เพราะฉะนั้น เงินของคู่พวกเรา ฉันจะเป็นคนดูแลเองค่ะ"
จวงจื้อซีพยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น
"สรุปมาตั้งยืดยาว ที่แท้ก็เพื่อจะเข้าเรื่องนี้สินะ"
หมิงเหม่ยยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ
"แน่นอนสิคะ"
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองปฏิกิริยาของสามี แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเข้มขึ้น
"ทำไม หรือว่าคุณไม่เต็มใจ คุณไม่อยากจะสืบทอดธรรมเนียมอันดีงามของครอบครัวเรางั้นเหรอ"
พูดจบ เธอก็ยกมือขึ้นมาทำท่ากำหมัดหลวมๆ เตรียมพร้อมสำหรับการใช้กำลังหากการเจรจาล้มเหลว
จวงจื้อซีมองกำปั้นน้อยๆ นั่นแล้วก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการข่มขู่แบบอ้อมๆ ชัดๆ แต่โชคดีที่เขาเป็นคนฉลาดและรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เขาจึงรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มประจบเอาใจในพริบตา
"ใครบอกว่าผมไม่เต็มใจล่ะครับ ธรรมเนียมดีๆ แบบนี้เราต้องรักษาไว้สิครับคุณภรรยา เอาอย่างนี้นะ เงินเดือนผมเดือนละ 28.5 หยวน จ่ายให้แม่เป็นค่ากองกลาง 10 หยวน ส่วนนี้ผมจัดการเอง ส่วนที่เหลืออีก 18.5 หยวน ผมขอกั๊กไว้เป็นค่าขนมสักหน่อยได้ไหมครับ"
เขาเหลือบมองกำปั้นที่ดูเหมือนจะกำแน่นขึ้นจนมีเสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ จึงรีบอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมรัวเร็ว
"คุณต้องเข้าใจนะ ลูกผู้ชายเวลาออกไปทำงานข้างนอก บางครั้งมันก็ต้องมีเรื่องให้ต้องใช้จ่ายบ้าง จะให้ในกระเป๋าไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว มันก็ดูไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ จริงไหมครับ"
หมิงเหม่ยทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับในเหตุผล
"แล้วปกติพ่อของคุณมีเงินค่าขนมเดือนละเท่าไหร่ล่ะ"
จวงจื้อซีชะงักกึก คำถามนี้เล่นเอาเขาไปไม่เป็น
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
หมิงเหม่ยเห็นสามีเงียบไปก็เริ่มสงสัย
"ทำไมเงียบไปล่ะคะ"
จวงจื้อซีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะตอบเสียงอ่อย
"พ่อผม... ไม่มีเงินติดตัวเลยครับ"
คราวนี้เป็นฝ่ายหมิงเหม่ยที่ต้องเงียบไปบ้าง เธอแสร้งกระแอมแก้เก้อเบาๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเป้าหมายไปอ้างอิงคนอื่นแทน
"งั้นเอามาตรฐานเดียวกับพ่อของฉันแล้วกัน พ่อฉันได้เงินติดตัวเดือนละ 5 หยวน... เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน คุณจะเอาตัวเองไปเทียบกับพ่อฉันไม่ได้นะ พ่อฉันต้องออกรถเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จำเป็นต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน แต่คุณทำงานอยู่ในโรงงาน กินข้าวบ้าน นอนบ้าน เงิน 5 หยวนนี่มันเยอะมากเลยนะ ค่าครองชีพคนเดียวอยู่ได้ทั้งเดือนเลยเชียวนะคะ..."
หมิงเหม่ยเริ่มมีท่าทีลังเลและพยายามจะขอลดจำนวนเงินลง
จวงจื้อซีเห็นท่าไม่ดี รีบงัดลูกอ้อนไม้ตายออกมาใช้
"โธ่ ที่รักครับ คุณภรรยาคนสวยของผม ให้ผมเถอะนะ 5 หยวน ผมสัญญาเลยว่าจะไม่เอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายแน่นอน ผมกะว่าจะเก็บหอมรอมริบเอาไว้เผื่อวันไหนหยุดงานจะได้พาคุณไปดูหนัง หรือไปหาของอร่อยๆ กินกันบ้าง ชีวิตคู่ของเราจะได้มีสีสัน ไม่แห้งแล้งน่าเบื่อไงครับ คุณว่าดีไหม"
พอเห็นหมิงเหม่ยเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนผ่อนตาม เขาก็รีบหยอดคำหวานและให้สัญญาเพิ่มเติม
"อีกอย่างนะ ต่อไปเงินเดือนผมก็ต้องขึ้นตามอายุงาน ถึงตอนนั้นต่อให้เงินเดือนผมจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน ผมก็จะขอค่าขนมแค่ 5 หยวนเท่าเดิม ไม่ขอเพิ่มแม้แต่เฟินเดียวเลยครับ"
หมิงเหม่ยกระพริบตาปริบๆ มองสามีที่ทำหน้าตาน่าสงสารออดอ้อน ก่อนจะใจอ่อนยอมพยักหน้า
"ก็ได้ค่ะ ตกลงตามนี้"
จวงจื้อซีลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เงิน 5 หยวนนี่ถือว่ามากกว่าตอนที่แม่เป็นคนเก็บเงินเสียอีก สมัยแม่เก็บเงินเขาได้ค่าขนมแค่เดือนละ 3 หยวนเท่านั้น พอเปลี่ยนมาให้ภรรยาเก็บ กลับได้เพิ่มเป็น 5 หยวน ชีวิตหลังแต่งงานนี่มันดีจริงๆ
เมื่อจัดการเรื่องเงินทองเรียบร้อย เขาก็อดสงสัยเรื่องรายได้ของภรรยาไม่ได้
"แล้วคุณล่ะที่รัก คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ บอกผมหน่อยสิ"
หมิงเหม่ยหันมามองจวงจื้อซีด้วยสายตาประหลาดใจ เธอถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะบ่นอุบ
"นี่คุณเป็นเจ้าทึ่มรึเปล่าเนี่ย แต่งงานกันมาตั้งหลายวัน ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภรรยาตัวเองเลยรึไง"
ไม่รู้ว่าเธอมีวรยุทธ์ ไม่รู้ว่าเธอเงินเดือนเท่าไหร่ ช่างเป็นผู้ชายที่ซื่อบื้อจริงๆ
จวงจื้อซีฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ก็ผมรู้แค่ว่าคุณสวยนี่นา ผมโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคุณมาก่อนเลย แค่เห็นหน้าคุณผมก็ตกลงปลงใจแต่งงานด้วยแล้ว เรื่องอื่นผมไม่สนหรอก"
หมิงเหม่ยทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ
"ฮึ"
ถึงจะทำท่าเหมือนรำคาญ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็แอบดีใจที่เขาชมว่าเธอสวย
ก็แน่ล่ะ เพราะเธอก็หลงรูปโฉมของเขาเหมือนกัน สรุปแล้วก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ จะไปว่าเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้
"เอาเถอะ ถึงคุณจะไม่รู้อะไรเลย แต่ฉันก็จะเล่าให้ฟังอีกรอบก็แล้วกันนะ พ่อเจ้าทึ่ม"
จวงจื้อซียิ้มร่า
"เชิญเล่ามาได้เลยครับ ผมตั้งใจฟังอยู่"
"งานพนักงานขายตั๋วรถเมล์ของฉันจัดอยู่ในหมวดงานบริการ ตอนนี้ฐานเงินเดือนของฉันอยู่ที่ 31.5 หยวน"
จวงจื้อซีตาโตด้วยความทึ่ง
"โห ได้เยอะกว่าผมอีกนะเนี่ย"
หมิงเหม่ยยักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ
"เพราะฉะนั้นคุณต้องขยันทำงานให้มากกว่านี้นะคะ สหายจวง"
จวงจื้อซีขยับตัวเข้าไปเบียดชิดภรรยา ก่อนจะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
"แล้วคุณมีเงินเก็บส่วนตัวเท่าไหร่ล่ะ บอกความลับผมหน่อยสิ"
หมิงเหม่ยเลิกคิ้วสูง ทำเสียงจึ๊จ๊ะในลำคอ
"อย่ามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องไม่เป็นเรื่องน่า เรายังไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่จะบอกเรื่องเงินเก็บส่วนตัวกันสักหน่อย"
จวงจื้อซีหลุดขำออกมาเสียงดัง
"ยังไม่ถึงขั้นนั้นอีกเหรอ ผมว่าเราสนิทกันแนบแน่นมากแล้วนะ"
พอเห็นแก้มของภรรยาเริ่มแดงปลั่ง เขาก็ไม่รอช้า รีบแปลงร่างเป็นหมาป่าหนุ่มกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อทันที
"เดี๋ยวผมจะทำให้คุณรู้ซึ้งเองว่าเราสนิทกันแค่ไหน..."
หมิงเหม่ยพยายามใช้มือดันอกเขาไว้ หัวเราะคิกคัก
"อื้ม... คุณจะทำอะไรน่ะ"
"คุณก็ลองทายดูสิ มาครับ เดี๋ยวผมช่วยถอดเสื้อ..."
"ไม่ต้องเลย จะทำอะไร... ว้าย! อย่ากัดหูฉันนะ..."
เสียงประท้วงของหมิงเหม่ยค่อยๆ แผ่วเบาลง เปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบกระซาบที่หวานหู ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ คงไม่มีกิจกรรมไหนจะสร้างความอบอุ่นได้ดีไปกว่าการกอดก่ายกันภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ไม่นานนัก เตียงนอนก็เริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการเคลื่อนไหวของคนสองคน
ในคืนนี้บ้านตระกูลจวงช่างมีสีสันหลากหลาย คู่ของจวงจื้อหย่วนก็แบบหนึ่ง คู่ของจวงจื้อซีก็อีกแบบหนึ่ง ส่วนคู่ของสองผู้เฒ่าก็นั่งขัดสมาธิคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่บนเตียงเตา
บ้านหลักสามห้องนี้ มีเพียงห้องของพ่อแม่เท่านั้นที่ก่อเตียงเตาหรือที่เรียกกันว่า 'คัง' เอาไว้ ซึ่งมันให้ความอบอุ่นชนิดที่เตียงธรรมดาเทียบไม่ติด
พวกหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย เตียงไม้แข็งๆ หรือจะสู้ความอุ่นสบายของคังได้
เฒ่าจวงนั่งพิงผนังอุ่นๆ ลูบท้องตัวเองพลางนึกถึงรสชาติของปลาที่เพิ่งกินเข้าไป มันช่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้น แต่พอนึกถึงความจริงบางอย่าง เขาก็อดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้
"กินกันอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ แล้วตรุษจีนปีนี้เราจะเอาอะไรกินกันล่ะเนี่ย"
[จบบท]