บทที่ 85: บทเรียนราคาแพงของคนอวดดี
แต่ก็นะ สำหรับชาตินี้ จ้าวชุ่ยฮวาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเคลียร์กันให้ชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรก เธอเชื่อว่าจิ้งจอกเฒ่าอย่างเขาฟังแล้วต้องเข้าใจทะลุปรุโปร่งแน่นอน
ตาเฒ่าหลานพยักหน้าพลางเอ่ยตอบรับ
“ฉันรู้แล้วล่ะ”
ใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยของเขาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากเต็มที ก่อนจะเอ่ยชมออกมาว่า
“เธอนี่ก็เป็นคนใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย”
โอ้โฮเฮะ ร้อยวันพันปีจะมีสักครั้งที่ตาเฒ่าคนนี้จะเอ่ยปากชมใครโดยไม่มีน้ำเสียงประชดประชันแฝงมาด้วย
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า
“ฉันก็เป็นคนดีแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ดอง.. เอ้ย พี่หลาน อีกหน่อยพอเราได้คบค้าสมาคมกันไปนานๆ เดี๋ยวพี่ก็จะรู้เองนั่นแหละว่าฉันน่ะถือคติใครไม่มารังแกฉันก่อน ฉันก็จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับใคร”
มื้อเที่ยงวันนั้นผ่านไปอย่างเอร็ดอร่อยและน่าประทับใจ จ้าวชุ่ยฮวาจัดเตรียมทั้งปลาทั้งเนื้อชุดใหญ่ไว้ต้อนรับ ซึ่งเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนที่มาช่วยงานต่างก็เจริญอาหารกันถ้วนหน้า ฟาดเรียบจนเกลี้ยงจานแทบไม่ต้องล้าง
แต่ถึงอย่างนั้นตาเฒ่าหลานก็ไม่ได้ปล่อยให้จ้าวชุ่ยฮวาต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะการที่พวกเขามากินข้าวที่นี่ ไม่ใช่เพื่อจะมาเบียดเบียนเอาเปรียบใคร
ผู้ชายห้าคนกินข้าวแต่ละมื้อ ปริมาณอาหารที่หายวับไปกับตานั้นสามารถเลี้ยงคนทั่วไปได้หลายวันเลยทีเดียว
ทว่าตั๋วอาหารและตั๋วเนื้อพวกนี้ตาเฒ่าหลานก็ไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายเองเช่นกัน แม้ว่ารองผู้จัดการโรงงานจางจะกลับไปแล้ว แต่ก่อนไปเขาก็ได้ทิ้งเงินค่าอาหารกลางวันเอาไว้ให้ เพราะถึงอย่างไรเสีย ทางโรงงานก็ต้องดูแลต้อนรับสหายอาวุโสที่อุตส่าห์เดินทางไกลมาจากต่างถิ่นให้ดีที่สุด
ลูกศิษย์คนหนึ่งของตาเฒ่าหลานซึ่งมีนิสัยซื่อๆ จริงใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมเปาะด้วยความประทับใจ
“คุณจ้าวทำกับข้าวอร่อยจริง รสมือดีมาก เมียผมทำไม่ได้รสนี้หรอก”
เพื่อนอีกคนเลยสวนกลับไปทันควัน
“ก็นายดูสิว่าเขาใส่อะไรลงไปบ้าง ไม่เห็นวัตถุดิบเหรอ?”
ในจานผัดมีเนื้อสัตว์ใส่มาให้แบบไม่หวงเครื่อง อาหารที่มีเนื้อกับไม่มีเนื้อ รสชาติมันจะไปเหมือนกันได้ยังไง
“เออ มันก็จริงของแก”
พอตกบ่าย ตาเฒ่าหลานก็จัดการข้าวของเข้าที่เข้าทางจนเกือบเสร็จเรียบร้อย เขาก็เตรียมตัวกลับไปพักที่บ้านลูกสาว เพราะบ้านทางนี้เพิ่งทาสีขาวใหม่ๆจำเป็นต้องเปิดหน้าต่างระบายอากาศทิ้งไว้สักวันถึงจะย้ายเข้ามานอนได้ เขาจึงเอาสัมภาระบางส่วนไปฝากไว้ที่บ้านของหมิงเหม่ยก่อน แล้วตัวเองก็ตามพวกลูกศิษย์ออกไป
พอหมิงเหม่ยเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าตาของเธอหายตัวไปเสียแล้ว ไร้ร่องรอยเงาของตาเฒ่าหลานโดยสิ้นเชิง
หมิงเหม่ยยืนงงเป็นไก่ตาแตก
“??”
เธอเดินตามหาจนทั่วบ้าน ก่อนจะหันมาถามแม่สามีด้วยความสงสัย
“แม่คะ ตาหนูไปไหนแล้วล่ะ หนูอุตส่าห์รีบเคลียร์งานเลิกงานก่อนเวลาตั้งใจจะมาหาตา ทำไมจู่ๆคนก็หายไปเฉยเลย”
ตั้งแต่เล็กจนโต หมิงเหม่ยไม่ค่อยได้มีโอกาสไปมาหาสู่กับตาของเธอบ่อยนัก ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันคนละเมือง หลายปีถึงจะได้เจอกันสักครั้ง แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนเข้ากับคนง่ายของหมิงเหม่ย บวกกับสายเลือดความเป็นตาหลานแท้ๆ เธอจึงรู้สึกสนิทใจและกระตือรือร้นที่จะดูแลตาเป็นพิเศษ
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นลูกสะใภ้ร้อนรนก็รีบอธิบาย
“ตาของลูกกลับไปนอนบ้านพ่อแม่ลูกคืนนี้ ทางนี้เพิ่งทาสีกำแพง กลิ่นมันยังแรงอยู่ นอนไม่ได้หรอก”
หมิงเหม่ยร้องอ๋อออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจและเปรยขึ้นมาว่า
“ตาก็เป็นคนพิถีพิถันเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกันค่ะ”
ตาของเธอเป็นคนประเภทที่ว่า จะไม่อยู่บ้านหลังใหญ่ก็ได้ แต่ที่ซุกหัวนอนต้องสบาย จะไม่กินอาหารเหลาหรูหราก็ได้ แต่อาหารการกินต้องดีและมีคุณภาพหน่อย
ในขณะที่หมิงเหม่ยกำลังยืนบ่นกระปอดกระแปดอยู่กับแม่สามี ทางด้านจวงจื้อซีก็ยังคงโอ้เอ้อยู่ที่ทำงานยังไม่ยอมกลับบ้าน ปกติแล้วพ่อหนุ่มคนนี้พอเสียงออดเลิกงานดังปุ๊บ เขาจะเป็นคนแรกที่พุ่งตัวออกจากโรงงานปั๊บ จะไม่ยอมเสียเวลาทำงานเกินแม้แต่นาทีเดียว แต่วันนี้กลับเป็นข้อยกเว้นเสียอย่างนั้น
เพราะข่าวลือในโรงงานมันแพร่สะพัดไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ขนาดที่ว่าเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน ข่าววงในก็กระจายไปทั่วทุกแผนกแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างรู้กันทั่วว่า อาจารย์ช่างผู้เชี่ยวชาญที่โรงงานเชิญตัวมาจากจินหลิงคือตาแท้ๆของเมียจวงจื้อซี และที่เด็ดไปกว่านั้นคือ พอผู้เฒ่าท่านนี้มาถึงวันแรก ก็จัดการส่งแม่ของโจวฉวิน ช่างไฟระดับเจ็ด ไปนอนเล่นที่แผนกรักษาความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
ว่ากันว่า ช่วงใกล้เที่ยง โจวฉวินกำลังนั่งจิบชาร้อนสบายใจเฉิบอยู่ในสำนักงาน จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น หัวหน้ากลุ่มช่างไฟเดินดุ่มๆ เข้ามาแล้วก็ยืนชี้หน้าด่ากราดใส่โจวฉวินจนเสียหมา เหมือนกำลังด่าหลานในไส้ของตัวเองก็ไม่ปาน
โจวฉวินที่นั่งอยู่ดีๆ ก็โดนด่าจนงงเป็นไก่ตาแตก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโมโห เขาไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น จึงถามกลับไปด้วยความไม่พอใจ
“หัวหน้า นี่มันหมายความว่ายังไง อยู่ดีๆ ก็วิ่งมาด่าผมสาดเสียเทเสียแบบนี้ ผมทำงานของผมอยู่ดีๆ ขยันขันแข็งมาตลอด หัวหน้าทำแบบนี้มันรังแกกันเกินไปหน่อยมั้ง”
ถึงแม้โจวฉวินจะมีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกและนิสัยส่วนตัวไม่ค่อยน่าคบหาเท่าไหร่ แต่เรื่องฝีมือการทำงานต้องยอมรับว่าเขาจริงจังและเก่งจริง ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นช่างระดับเจ็ดได้ในวัยเพียงสามสิบต้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดที่คนอายุและอายุงานเท่าเขาจะสอบได้แล้ว
เพราะฝีมือดี อนาคตของเขาจึงดูสดใสและก้าวหน้า
ปกติแล้วในกลุ่มช่างไฟก็มักจะมีคนคอยประจบสอพลอเขาอยู่เสมอ แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้หัวหน้ากลุ่มจะเกิดบ้าดีเดือดอะไรขึ้นมา ถึงได้มาอาละวาดใส่เขาแบบนี้ ไม่รู้ว่าไปกินรังแตนที่ไหนมา
โจวฉวินไม่พอใจ แต่หารู้ไม่ว่าหัวหน้ากลุ่มนั้นไม่พอใจยิ่งกว่า เพราะหัวหน้ากลุ่มเพิ่งจะโดนผู้อำนวยการสำนักงานเรียกไปด่าเปิงมาหมาดๆ ส่วนผู้อำนวยการสำนักงานเองก็โดนรองผู้จัดการโรงงานเรียกไปอบรมจนหูชามาก่อนหน้านั้นอีกทอดหนึ่ง
สรุปคือเพราะความกร่างของโจวหลี่ซื่อคนเดียว ทำเอาคนใหญ่คนโตในสายงานเดือดร้อนกันเป็นทอดๆแบบนี้ แล้วใครมันจะไปอารมณ์ดีอยู่ได้
หัวหน้ากลุ่มตะคอกกลับเสียงดังลั่น
“แกยังมีหน้ามาถามฉันอีกเรอะ แกรู้อะไรบ้างไหมว่าแกนั่นแหละที่ทำฉันซวยไปด้วย แม่ตัวดีของแกไปก่อเรื่องงามหน้าอะไรไว้ ทำไมแกเป็นลูกถึงไม่รู้จักสั่งสอนห้ามปรามแม่ตัวเองบ้าง!”
พอได้ยินคำว่าแม่ หัวใจของโจวฉวินก็กระตุกวูบ
แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าแม่ของตัวเองมีนิสัยชอบวางอำนาจและระรานคนอื่นไปทั่ว และเขาก็มักจะยืมมือแม่มาใช้เป็นเครื่องมือจัดการคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าแม่จะกล้าไปก่อเรื่องใหญ่โตจนสะเทือนไปถึงผู้บริหารระดับสูงของโรงงานได้ขนาดนี้
“แม่ผมเหรอ เรื่องเข้าใจผิดหรือเปล่า แม่ผมก็แค่แม่บ้านธรรมดาๆ แกไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรหรอก แก...”
ยังไม่ทันที่โจวฉวินจะแก้ตัวจบ หัวหน้ากลุ่มก็สวนกลับทันควัน
“แม่แกไม่รู้เรื่องงั้นเรอะ ฉันว่าแม่แกรู้มากไปสิไม่ว่า รู้กระทั่งจะไปแย่งบ้านคนอื่นเขาหน้าด้านๆช่างรู้ดีจริงๆว่าอะไรเป็นของดี หน้าไม่อาย แกฟังให้ดีนะ ทางโรงงานเราอุตส่าห์ไปเชิญอาจารย์ช่างมาจากจินหลิงเพื่อให้มาช่วยชี้แนะงาน ท่านเดินทางมาไกลแสนไกล ไม่เคยเรียกร้องสวัสดิการหรือบ้านพักพิเศษอะไรเลย ทางโรงงานเห็นใจคนแก่เลยจัดหาที่พักในลานบ้านเดียวกับแกให้
แต่แม่แกกลับจะไปแย่งบ้านเขา แถมยังขู่ว่าจะผูกคอตายหน้าบ้านเขาถ้าไม่ได้ดั่งใจ นี่มันอะไรกัน บ้านแกเป็นโจรหรือไง พื้นที่ตรงนั้นเป็นบ้านพักสวัสดิการของโรงงาน โรงงานจะจัดสรรให้ใครต้องขออนุมัติจากแม่แกก่อนหรือไง คนบ้านแกนี่มันหน้าใหญ่คับโรงงานจริงๆ เลยนะโจวฉวิน แม่แกนี่กร่างไม่เบา ไม่ใช่แค่ด่าชาวบ้านข่มขู่คนไปทั่ว แต่ยังกล้าชี้หน้าด่าท่านรองผู้จัดการโรงงานจาง แล้วยังประกาศปาวๆ ว่าจะให้แกไปจัดการท่านรองฯ อีกต่างหาก”
หัวหน้ากลุ่มพูดพลางแค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชตัวเอง คิดแล้วมันก็น่าขำพิลึก
ถึงโจวฉวินจะมีฝีมือทางเทคนิคดีแค่ไหน แต่เขาก็เป็นแค่คนงานธรรมดาคนหนึ่ง แต่แม่ของโจวฉวินกลับหลงตัวเองคิดว่าลูกชายวิเศษวิโสมาจากไหน ถึงขั้นจะให้มาสั่งสอนรองผู้จัดการโรงงาน นี่มันตรรกะวิบัติแบบไหนกัน
โจวฉวินได้ยินเรื่องราวทั้งหมด สมองก็พลันอื้ออึง ตัวโคลงเคลงเหมือนจะยืนไม่อยู่
เขาพึมพำออกมาเสียงสั่น
“แม่... แม่ผม...”
“แม่แกทำไม แม่แกตอนนี้โดนแผนกรักษาความปลอดภัยลากตัวกลับไปแล้ว ข้อหาพยายามยึดครองทรัพย์สินของรัฐ”
หัวหน้ากลุ่มพูดถึงตรงนี้ก็เริ่มรู้สึกเห็นใจโจวฉวินขึ้นมานิดหน่อย จึงเล่าต่อว่า
“ได้ยินว่าแม่แกยังไปด่ากราดพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกนะ ว่าเป็นแค่หมาเฝ้าบ้าน”
มีประโยคหนึ่งที่หัวหน้ากลุ่มไม่ได้พูดออกมา แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวหัวหน้าเอง ตัวโจวฉวิน หรือแม้แต่พวกจีนมุงที่แอบเอาหูแนบประตูฟังอยู่หน้าห้อง ต่างก็เข้าใจตรงกันว่า นับจากนี้ไป
ชีวิตการทำงานของโจวฉวินจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว ห้ามทำผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าพลาดเมื่อไหร่ แผนกรักษาความปลอดภัยและผู้ใหญ่ในโรงงานคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่
ถึงแม้ว่าเรื่องวุ่นวายขายขี้หน้าทั้งหมดนี้จะเป็นฝีมือของแม่บังเกิดเกล้าที่ไปก่อเรื่องเอาไว้ แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อโจวฉวินดันเกิดมาเป็นลูกชายของแก
บางครั้งสังคมก็ไม่ได้ยุติธรรมขนาดที่จะแยกแยะว่าใครทำใครผิด ในเมื่อคนก่อเรื่องเป็นแม่แท้ๆของตัวเอง ต่อให้อยากร้องไห้แค่ไหน โจวฉวินก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนรับผลกรรมนี้ไปด้วย เพราะถ้าจะปัดความรับผิดชอบแล้วบอกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวก็คงจะทำไม่ได้ ใครใช้ให้เขาเป็นลูกชายคนเดียวของโจวหลี่ซื่อกันล่ะ
โจวฉวินเอามือยันโต๊ะทำงานไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มพับลงไป นิ้วมือนวดขมับที่เต้นตุบๆ อย่างแรง พยายามรวบรวมสติถามออกไปเสียงแผ่ว
“แม่ผม... ไปด่ากราดใส่คนอื่นเขาจริงๆ เหรอครับ”
หัวหน้ากลุ่มพยักหน้าด้วยสีหน้าเอือมระอา
“ด่าหมดนั่นแหละ ไล่ตั้งแต่ท่านรองผู้จัดการโรงงานลงมาจนถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่นายด่ากราดไม่ไว้หน้าใครเลยสักคน ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแกถึงได้วางก้ามใหญ่โตคับฟ้าขนาดนั้น”
โจวฉวินสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง พยายามข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในอก
“แล้วตอนนี้... แกยังอยู่ที่แผนกรักษาความปลอดภัยใช่ไหมครับ”
“ก็ยังอยู่น่ะสิ”
หัวหน้ากลุ่มเห็นสภาพลูกน้องแล้วก็เริ่มจะด่าไม่ลง เขาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ อย่างเห็นใจในชะตากรรม
“รีบไปดูหน่อยเถอะ ทางแผนกรักษาความปลอดภัยเขาคงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ง่ายๆแน่”
สมองของโจวฉวินส่งเสียงวิ้งๆ เหมือนมีแมลงบินวนอยู่ข้างใน ถึงใจจริงเขาจะอยากหนีไปให้พ้นๆ แต่ก็ไม่อาจทิ้งแม่ตัวเองได้ ถ้าขืนเขาทำเมินเฉยไม่สนใจ มีหวังได้โดนคนในโรงงานถ่มถุยหนักกว่าเดิม ข้อหาอกตัญญู สถานการณ์บังคับให้เขาต้องยื่นมือเข้าไปจัดการ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
ในจังหวะนั้นเอง เจียงหลูก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาด้วยความรีบร้อน
“พี่โจว! แม่ไปก่อเรื่องเข้าแล้วเหรอคะ”
ในฐานะลูกสะใภ้ เจียงหลูไม่ได้โดนหางเลขไปด้วยโดยตรง แต่ข่าวลือปากต่อปากมันไวปานสายลม ย่อมต้องลอยมาเข้าหูเธออย่างแน่นอน
ปฏิกิริยาแรกของเจียงหลูไม่ใช่ความตื่นตระหนกตกใจหรือเป็นห่วงแม่สามี แต่กลับเป็นความสะใจลึกๆที่ซ่อนอยู่ข้างใน ยัยแก่ปากร้ายใจดำคนนั้นสมควรโดนดัดนิสัยเสียบ้าง
เจอแบบนี้เข้าไปก็สมน้ำหน้าแล้ว ช่างเป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์ที่ทำให้จิตใจของเธอเบิกบานอย่างประหลาด ที่ผ่านมาแม่สามีโขกสับเธอยิ่งกว่าทาส ในที่สุดวันนี้ฟ้าก็มีตาเสียที
แม้ในใจจะกระหยิ่มยิ้มย่องจนอยากจะจุดประทัดฉลอง แต่สีหน้าภายนอกของเจียงหลูยังคงต้องปั้นหน้าเคร่งเครียด แสดงความห่วงใยจอมปลอมออกมา และพูดยุแยงตะแคงรั่วแบบแนบเนียน
แต่ความสะใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน ความกังวลของจริงก็เข้ามาแทนที่ เธอไม่ได้ห่วงแม่สามีแม้แต่น้อย แต่เธอห่วงโจวฉวินต่างหาก ถ้าสามีของเธอต้องมาเสียใจหรือเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้ เธอก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน เพราะโจวฉวินคือโลกทั้งใบของเธอ ด้วยเหตุนี้เธอจึงรีบวิ่งมาหาเขา หวังจะช่วยปลอบโยนและแบ่งเบาความทุกข์ใจของสามี
โจวฉวินหันมามองภรรยาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปกันเถอะ ไปที่แผนกรักษาความปลอดภัย”
ต้องขออธิบายสักหน่อยว่าแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานในยุคนั้น ไม่ได้มีหน้าที่แค่เฝ้าประตูเหมือนรปภ. ในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า แต่ในยุคสมัยที่ระบบโรงงานรัฐวิสาหกิจเป็นใหญ่ แผนกรักษาความปลอดภัยมีอำนาจล้นเหลือแทบไม่ต่างจากสถานีตำรวจย่อยๆ เลยทีเดียว
เรื่องราวสากกะเบือยันเรือรบที่เกิดขึ้นภายในรั้วโรงงาน หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน ล้วนต้องผ่านมือหน่วยงานนี้ทั้งสิ้น เหมือนกับกรณีนี้ แม้ว่าโจวหลี่ซื่อจะไม่ได้เป็นพนักงานของโรงงาน แต่บ้านที่เธออาศัยอยู่ก็เป็นเขตบ้านพักสวัสดิการของโรงงานเครื่องจักร
และบ้านที่เธอพยายามจะไปยึดครองก็มีกรรมสิทธิ์เป็นของโรงงานโดยตรง อีกทั้งลูกชายและลูกสะใภ้อย่างโจวฉวินกับเจียงหลูก็เป็นพนักงานที่นี่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุดที่แผนกรักษาความปลอดภัยจะเข้ามาจัดการ
หากมองย้อนกลับไปจากอนาคต หลายคนอาจจะคิดถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ที่โรงงานเปรียบเสมือนศูนย์กลางจักรวาลของชีวิตผู้คน ดูแลครอบคลุมตั้งแต่เกิดแก่เจ็บตาย กินอยู่หลับนอน ทุกอย่างมีหน่วยงานรองรับหมด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อถึงยุคที่โรงงานต้องปิดตัวลงหรือมีการปลดคนงานครั้งใหญ่ ผู้คนที่ทำงานมาทั้งชีวิตถึงได้ปรับตัวไม่ได้และล้มลงอย่างเจ็บปวด
แต่นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคตอีกยาวไกล ณ เวลานี้ ที่นี่คือโรงงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่กำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด
โจวฉวินเดินกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจนอวัยวะภายในแทบจะสั่นสะเทือน แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการตามไปเช็ดล้างสิ่งที่แม่ตัวดีทำไว้ ปกติแล้วโจวฉวินไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศอะไรนักในโรงงาน เขาถือตัวว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรง ฝีมือดี ทำงานมาตั้งแต่อายุน้อย อายุงานมาก ระดับขั้นก็เลื่อนเร็ว รายได้ก็สูงกว่าคนรุ่นเดียวกัน
ถ้าจะให้เรียกเขาว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงประจำโรงงานก็คงไม่ผิดนัก ด้วยความมั่นใจในตัวเองสูง เขาจึงมักจะมองคนอื่นด้วยสายตาดูแคลนอยู่ลึกๆ คนยุคนี้ถึงจะซื่อแต่ก็ไม่ได้โง่ ใครจริงใจไม่จริงใจพวกเขามองออก ในเมื่อโจวฉวินไม่เคยให้เกียรติคนอื่น คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติเขา
ด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงไม่ได้เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของเพื่อนร่วมงานเท่าไหร่นัก
ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป เจียงหลูก็รั้งแขนโจวฉวินไว้ พร้อมกระซิบเตือนสติ
“พี่คะ เราจะไปมือเปล่าไม่ได้นะ ขืนไปตัวเปล่าๆพวกเจ้าหน้าที่เขาจะไม่ไว้หน้าเราเอาได้”
โจวฉวินชะงักไป สีหน้าเปลี่ยนไปมาอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็สูดหายใจลึกแล้วพยักหน้า
“ในลิ้นชักโต๊ะทำงานพี่มีบุหรี่ยี่ห้อจงหัวอยู่อีกคอตตอนหนึ่ง”
เขาเดินย้อนกลับไปหยิบของอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยอีกครั้ง โดยมีเจียงหลูเดินตามไปติดๆ
พอไปถึงหน้าประตูเสียงโหยหวนของโจวหลี่ซื่อก็ลอยมากระทบหู แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงแผดด่าด้วยความกร่างอย่างเคย แต่มันเป็นเสียงร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ยัยแก่ปากดีคงนึกไม่ถึงว่าแผนกรักษาความปลอดภัยจะเอาจริงถึงขั้นจับกุมตัวเธอแบบนี้
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา แม้โจวหลี่ซื่อจะไม่เคยสร้างคุณงามความดีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เธอก็ไม่เคยต้องคดีความหรือเหยียบย่างเข้าสู่ห้องขังของแผนกรักษาความปลอดภัยมาก่อน
ในอดีตเธอเคยทำงานในโรงงานนี้อยู่ช่วงสั้นๆ หลังจากสามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอเข้ามารับช่วงต่อตำแหน่งงานสามี แต่ทำได้ไม่กี่ปี พอลูกชายอายุครบสิบสี่ เธอก็รีบส่งไม้ต่อให้ลูกชายมารับช่วงงานแทน ส่วนตัวเองก็กลับไปเป็นแม่บ้านนอนกินแรงลูกอยู่ที่บ้าน
ดังนั้น สำหรับโจวหลี่ซื่อแล้ว โรงงานแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน
คุ้นเคยเพราะเคยเป็นคนงานที่นี่ แต่แปลกหน้าเพราะเธอห่างหายจากระบบระเบียบของมันไปนานกว่าสิบห้าสิบหกปีแล้ว
เวลาผ่านไปเพียงปีสองปีอะไรๆยังเปลี่ยนแปลงได้ นับประสาอะไรกับสิบกว่าปี แต่ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สัญชาตญาณก็บอกเธอว่าคราวนี้เธอแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้าให้แล้ว!
แผนกรักษาความปลอดภัยไม่ใช่สนามเด็กเล่น พวกเขามีอำนาจจับคนขังคุกได้จริงๆ ตอนที่ยืนด่าพวกเขาว่าเป็นหมาเฝ้าบ้าน เธอยังปากเก่งเพราะคิดว่าพวกเขาไม่กล้าทำอะไรคนแก่
แต่ตอนนี้ความจริงกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง จนเธอฉี่ราดกางเกงด้วยความกลัวสุดขีด
เธอถูกขังแยกไว้ในห้องสอบสวนเดี่ยว ได้แต่แหกปากร้องโวยวาย แต่ไม่ว่าจะร้องดังแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจเข้ามาดู สาเหตุที่โดนขังเดี่ยวและถูกเมินเฉยแบบนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้เธอดันไปลงไม้ลงมือข่วนหน้าเจ้าหน้าที่เข้า ทำให้ตอนนี้ข้อมือข้างหนึ่งของเธอถูกกุญแจมือล็อกติดไว้กับท่อฮีตเตอร์ทำความร้อน
เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยเขามีวิธีจัดการกับพวกหัวแข็ง โดยไม่ต้องลงมือซ้อมให้เจ็บตัว แต่ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาและร่างกายเล็กๆน้อยๆ กรณีของโจวหลี่ซื่อ แม้ข้อหาพยายามบุกรุกยึดบ้านจะไม่สำเร็จและคงจบลงที่การตักเตือน
แต่พฤติกรรมด่าทอเจ้าหน้าที่และทำร้ายร่างกายนั้นยอมความไม่ได้ พวกเขาจึงสั่งสอนเธอด้วยการล็อกกุญแจมือไว้กับท่อในระดับที่ 'กึ่งสูงกึ่งต่ำ'
ตำแหน่งที่ล็อกไว้นั้นกะเกณฑ์มาอย่างดิบดี คือสูงพอให้เธอต้องเขย่งปลายเท้าถึงจะแตะพื้นได้ แต่จะยืนเต็มฝ่าเท้าก็ทำไม่ได้ จะนั่งลงก็ไม่ได้ เป็นท่าทางที่ทรมานสังขารอย่างที่สุด
โดยเฉพาะกับคนอายุขนาดนี้ ให้ยืนท่านี้สักคืนรับรองว่าแทบจะกระดูกหลุดเป็นชิ้นๆ ไม่ต้องทุบตี ไม่ต้องแตะเนื้อต้องตัว แค่ปล่อยให้ยืนเขย่งขาเดียวแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนปากดีเข็ดหลาบไปจนตาย
ตอนนี้โจวหลี่ซื่อที่กำลังเผชิญบทลงโทษอันแสนทรมาน นอกจากจะแหกปากร้องด้วยความกลัวแล้ว ร่างกายของเธอก็ปวดร้าวไปหมด
ตอนที่ความโลภบังตา เธอมองเห็นแต่ความน่าอยู่ของบ้านหลังนั้น แต่ไม่เคยฉุกคิดเลยว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรไปแย่งของคนอื่น
โจวฉวินเดินเข้ามาในห้องขัง ได้ยินเสียงแม่ร้องโอดโอย แววตาของเขาฉายความรำคาญวูบหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องรีบปรับสีหน้า ปั้นหน้าเศร้าและเจียมเจียมเข้าไปขอโทษขอโพยเจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยอย่างนอบน้อม
เจ้าหน้าที่หนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมแบบไม่เกรงใจ
"แหม สหายโจวฉวิน ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นหรอกครับ คุณแม่ของคุณประกาศก้องไว้แล้วนี่ว่าจะให้คุณมาสั่งสอนพวกผม แล้วยังจะไล่พวกผมออกยกชุดอีกต่างหาก พวกผมนี่กลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดังกับคุณเลยนะเนี่ย"
[จบบท]