บทที่ 94: ความเข้ากันได้ของคนตระกูลจวง
จวงจื้อหย่วนจัดการกวาดอาหารเช้าที่เหลือจนเกลี้ยงจานด้วยความเสียดายของ จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนั่งหน้ามุ่ยอยู่ว่า
“ไปกันเถอะลูก เดี๋ยวพ่อไปส่งที่โรงเรียน”
“เฮ้อ”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มภายใต้ผมเปียคู่ที่ถักไว้อย่างน่ารักนั้นเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ทำไมเด็กตัวเล็กๆอย่างเธอถึงต้องไปโรงเรียนด้วยนะ ชีวิตช่างน่าเศร้าจริงๆ
แม้เด็กหญิงตัวน้อยเจ้าของผมเปียทรงเขาแกะจะไม่อยากไปโรงเรียนสักแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมเดินตามผู้เป็นพ่อออกจากบ้านไปอย่างว่าง่าย
ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการมีรถจักรยานเป็นพาหนะประจำบ้าน จวงจื้อหย่วนปั่นจักรยานไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ลมเย็นที่ปะทะใบหน้าในยามเช้าช่วยให้เขาสดชื่นขึ้นเล็กน้อย เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ถือโอกาสงีบหลับพักสายตาต่ออีกสักหน่อยเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้า
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ จวงจื้อหย่วนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาขยี้ตาด้วยความงัวเงียพลางมองไปรอบๆห้อง ก่อนจะพบว่าแม่ของเขาไม่อยู่บ้านเสียแล้ว รถจักรยานคันเก่งที่เพิ่งจอดไว้เมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปเช่นกัน ทว่าคันเบ็ดตกปลายังวางอยู่ที่เดิม นั่นหมายความว่าแม่ของเขาไม่ได้ออกไปตกปลาอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น จวงจื้อหย่วนก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ดังมาจากด้านนอก เป็นเสียงที่คุ้นหูเหลือเกิน คล้ายกับเสียงของน้องชายคนเล็กของเขา
แต่เอ๊ะ... วันนี้จวงจื้อซีต้องไปทำงานไม่ใช่หรือ แล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก เขาคงจะนอนมากเกินไปจนหูฝาดไปเองแน่ๆ คิดได้ดังนั้นก็เตรียมจะล้มตัวลงนอนต่อ
“คุณตาครับ วางไว้ตรงนี้โอเคไหมครับ หรือจะให้ขยับไปทางซ้ายอีกหน่อย”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมจนจวงจื้อหย่วนมั่นใจว่าไม่ใช่ความฝัน เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะตัดสินใจลุกจากเตียงแล้วเดินออกไปดูที่หน้าบ้าน
เมื่อเปิดประตูออกไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เขาต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือจวงจื้อซีจริงๆ ข้างกายของน้องชายมีชายชราท่าทางกระฉับกระเฉงแข็งแรงยืนเอามือไพล่หลังอยู่
จวงจื้อหย่วนรีบเดินเข้าไปทักทายด้วยความนอบน้อมทันที
“คุณปู่หลานใช่ไหมครับ ผมเป็นพี่ชายคนโตของจื้อซี ชื่อจวงจื้อหย่วนครับ”
ถึงแม้เขาจะไม่เคยพบหน้าชายชราผู้นี้มาก่อน แต่เมื่อดูจากสถานการณ์และท่าทางที่สนิทสนมกับน้องชาย เขาก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากว่าเป็นใคร ในฐานะญาติฝ่ายหลานเขย เขาจึงต้องแสดงความกระตือรือร้นและต้อนรับขับสู้ให้สมเกียรติ
“มาครับ เชิญไปนั่งพักดื่มน้ำชาที่บ้านผมก่อน แม่บอกว่าทางนี้คงจะขนของเสร็จเรียบร้อยและย้ายเข้าได้ในวันพรุ่งนี้ วันนี้คงยังไม่เรียบร้อยดี เชิญทางนี้ก่อนดีกว่าครับ”
ตาเฒ่าหลานโบกมือปฏิเสธเบาๆ ด้วยท่าทางเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องลำบากหรอก”
ชายชราเดินสำรวจห้องพักอย่างละเอียด สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ
“อืม ก็ใช้ได้”
จวงจื้อหย่วนเห็นจังหวะเหมาะจึงขยับเข้าไปกระซิบถามน้องชายด้วยความสงสัย
“นี่มันเรื่องอะไรกัน นายโดดงานมาเหรอ”
จวงจื้อซีหัวเราะร่าพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“โธ่พี่ ผู้นำโรงงานเขารู้ว่าผมเป็นหลานเขยของคุณตา เขาก็เลยจัดสรรงานให้ผมมาช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการย้ายบ้านให้คุณตานี่ไง เป็นไงล่ะ เส้นใหญ่ไหม”
ความจริงแล้ว ตาเฒ่าหลานมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่พร้อมจะมาช่วยงาน แต่ทางโรงงานต้องการแสดงความเอาใจใส่เป็นพิเศษ จึงส่งจวงจื้อซีมาทำหน้าที่นี้แทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะไม่มีใครจะเหมาะกับงานนี้เท่ากับหลานเขยผู้ช่างเจรจาคนนี้อีกแล้ว
จวงจื้อซียกตู้มุมห้องขยับไปวางยังตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนจะหันมาถามความเห็นจากชายชรา
“วางตรงนี้ดีไหมครับคุณตา”
ตาเฒ่าหลานมองดูแล้วพยักหน้า
“แบบนี้แหละดีแล้ว อืม เข้าท่า”
ข้าวของเครื่องใช้ที่ตาเฒ่าหลานขนย้ายมาจากจินหลิงนั้นมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น แต่ในเมื่อตกลงใจจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถาวร การจัดหาเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเช้าที่ผ่านมา ชายชราจึงพาจวงจื้อซีไปเดินเลือกซื้อตู้เก็บของมาสองใบเพื่อไว้ใช้งาน
เมื่อจัดวางข้าวของเสร็จสรรพ ตาเฒ่าหลานก็หันมาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตามีประกายความอยากรู้อยากเห็นฉายชัด
“ได้ข่าวว่าเมื่อคืนที่นี่มีเรื่องมีราวกันใหญ่โตเลยรึ”
จวงจื้อซีตบเข่าฉาด สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นราวกับรอจังหวะนี้มานาน
“โอ้โห คุณตาครับ อย่าให้พูดเลยครับ เมื่อคืนนี่ดุเดือดเลือดพล่านสุดๆ ยิ่งกว่าดูงิ้วเสียอีก คุณตาไม่รู้หรอกว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันวุ่นวายขนาดไหน แต่โชคดีที่ภรรยาของผม เธอเก่งกล้าสามารถ ยืนหยัดระงับเหตุการณ์เอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นคงเละเทะกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละครับ คนบางพวกก็ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ พอเราช่วยห้ามทัพให้หยุดตีกัน พวกเขาก็หันไปกัดกันเองต่อ ตอนนี้ยังนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่โรงพยาบาลกันเป็นแถวเลยครับ”
ตาเฒ่าหลานฟังจบก็ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่านความหมายยาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายจะชมแต่ก็เหมือนจะประชดอยู่ในที
“เรือนสี่ประสานแห่งนี้ช่างเป็นครอบครัวใหญ่ที่ปรองดองกันเสียจริง ปรองดองจนน่าประทับใจ สมแล้วที่เป็นลานบ้านตัวอย่างห้าดี”
จังหวะนั้นเอง ป้าหวังที่เพิ่งตื่นจากการนอนพักผ่อนและกำลังเดินงัวเงียออกมาจากห้อง พอได้ยินประโยคเสียดสีอันเจ็บแสบของชายชราเข้าเต็มสองหู เธอก็ถึงกับชะงักฝีเท้า มุมปากกระตุกยิกๆ ด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ขาที่กำลังจะก้าวเดินต่อไปพลันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที ชายชราผู้นี้ยังคงมีฝีปากคมกริบและวาจาเชือดเฉือนไม่เปลี่ยน สมัยหนุ่มๆ ปากคอเราะร้ายแบบนี้คงโดนคนรุมสกัมมาไม่น้อยแน่ๆ
ในฐานะที่ป้าหวังเป็นถึงผู้ดูแลความเรียบร้อยของลานบ้าน เธอรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะเอาปี๊บคลุมหัว แต่ครั้นจะเดินเข้าไปแก้ตัวก็กลัวจะโดนตอกกลับหน้าหงาย จึงได้แต่ทำเนียนหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอไม่เคยโผล่ออกมา
ผิดกับจวงจื้อซีที่ดูจะไม่สะทกสะท้านกับคำประชดประชันนั้นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยิ้มแย้มแจ่มใสและตอบกลับอย่างลื่นไหล
“คุณตาพูดถูกแล้วครับ เรื่องความปรองดองนี่พวกเราอาจจะไม่เด่น แต่ถ้าเรื่องความบันเทิงนี่รับรองว่าที่หนึ่ง คุณตาลองคิดดูสิครับ สมัยนี้จะซื้อวิทยุสักเครื่องต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่ ไหนจะต้องหาตั๋ววิทยุที่แสนจะหายาก ไหนจะค่าไฟที่ต้องเสียทุกเดือน แต่ถ้ามาอยู่ที่ลานบ้านของเรา รับรองว่ามีเรื่องสนุกสนานให้ดูฟรีๆ ทุกวัน ประหยัดเงินค่าวิทยุไปได้โขเลยครับ”
ชายหนุ่มทำหน้าทะเล้นพลางขยายความต่อ
“ลานบ้านอื่นเงียบเหงาจะตาย สู้ลานบ้านเราก็ไม่ได้ มีละครชีวิตจริงฉากใหญ่ให้ดูไม่ซ้ำกันสักวัน คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีกครับ”
ตาเฒ่าหลานหรี่ตามองหลานเขยตัวดีพลางพยักหน้าช้าๆ
“นายพูดมาก็มีเหตุผลนะ พ่อหนุ่ม ฉันล่ะถูกใจความคิดของนายจริงๆ”
ไม่รู้ว่าชายชราคิดแบบนั้นจริงๆ หรือกำลังเปิดฉากการประชดรอบใหม่อยู่กันแน่
“ทำไมสมองของนายถึงได้ปราดเปรื่องขนาดนี้ เรื่องแค่นี้ยังอุตส่าห์เก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะได้”
จวงจื้อซียืดอกรับคำชมอย่างหน้าชื่นตาบาน
“ไม่ฉลาดไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่ฉลาดแล้วจะคู่ควรกับหมิงเหม่ยหลานสาวสุดที่รักของคุณตาได้ยังไง จริงไหมครับ ดูอย่างผมกับหมิงเหม่ยสิครับ กิ่งทองใบหยก ฟ้าสร้างมาคู่กันชัดๆ”
ตาเฒ่าหลานพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม ก็ดูสมกันดีจริงๆนั่นแหละ”
ชายชราเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยแววตาเป็นประกาย
“ตอนหมิงเหม่ยยังเด็ก ครั้งแรกที่แม่ของเธอพามาเยี่ยมข้าที่จินหลิง ยายหนูนั่นก็จัดการฟาดวิทยุเครื่องใหม่เอี่ยมของฉันจนพังยับเยินตั้งแต่วันแรกที่มาถึง พวกแกสองคนนี่ดูจะมีวาสนากับวิทยุจริงๆ สมกันราวกับผีเน่ากับโลงผุ... เอ้ย ฉันหมายถึงสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ”
จวงจื้อซีหัวเราะร่าโดยไม่ถือสา
“โธ่ คุณตาก็... หมิงเหม่ยตอนเด็กๆ คงจะซุกซนน่าดูนะครับ”
“แน่นอนที่สุด ทั้งน่ารัก ทั้งซุกซน แล้วก็รู้ความที่สุดในโลกเลยล่ะ”
บทสนทนาระหว่างคนแก่ปากร้ายกับคนหนุ่มจอมกะล่อนดำเนินต่อไปอย่างออกรส ทว่าสำหรับคนฟังอย่างจวงจื้อหย่วนแล้ว เขากลับรู้สึกขนลุกซู่ด้วยความกระดากอายแทน บรรยากาศในการคุยกันของสองคนนี้มันช่างประหลาดล้ำจนเขาอยากจะมุดดินหนี
คนอย่างจวงจื้อหย่วนที่มีวิทยายุทธ์ความหน้าหนาไม่ถึงขั้น จึงทนฟังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการยกยอตัวเองและการประชดประชันแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินและหายใจไม่ทั่วท้อง
ป้าหวังที่หลบฉากไปก่อนหน้านี้ถือว่าตัดสินใจถูกต้องแล้วที่แกล้งทำเป็นไม่เห็น
จวงจื้อหย่วนกระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้นมา
“เอ่อ... คือว่า...”
ทั้งจวงจื้อซีและตาเฒ่าหลานหันมามองเขาเป็นตาเดียว จวงจื้อหย่วนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าแล้วรีบตัดบท
“ลูกชายผมไม่สบายพักอยู่ที่โรงพยาบาล ผมต้องรีบไปดูอาการแกคงอยู่คุยด้วยไม่ได้แล้ว คุณตาครับ เอาไว้วันพรุ่งนี้พอย้ายของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราค่อยมานั่งดื่มฉลองกันนะครับ”
ตาเฒ่าหลานพยักหน้ารับรู้ด้วยมาดขรึมๆ
“ได้ ตามสบายเถอะ”
จวงจื้อหย่วนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารีบกุลีกุจอเก็บข้าวของและเดินออกจากบ้านด้วยฝีเท้าที่รวดเร็วผิดปกติ ราวกับกลัวว่าใครจะรั้งตัวเขาไว้อีก
ดูท่าทางแล้ว คนที่จะรับมือกับตาเฒ่าหลานได้และคุยกันรู้เรื่อง คงจะมีแต่จวงจื้อซีคนเดียวเท่านั้นแหละ
จวงจื้อหย่วนสับขาเดินอย่างไว ปานว่ามีสุนัขดุวิ่งไล่งับก้น เขาจัดการล็อกประตูบ้านแล้วรีบแจ้นไปโรงพยาบาลทันที ตาเฒ่าหลานมองตามแผ่นหลังที่ไวว่องของหลานชายคนโตตระกูลจวงพลางเปรยขึ้นว่า
“พี่ชายของนายดูเป็นคนหนักแน่นมั่นคงดีนะ”
จวงจื้อซียิ้มตอบ
“สงสัยคงจะเป็นห่วงลูกน่ะครับ หลานชายผมอาหารเป็นพิษเพราะไปกินผลไม้ป่าข้างทาง ตอนนี้ยังนอนซมอยู่ที่โรงพยาบาลเลยครับ... จริงสิครับคุณตา เดี๋ยวผมเล่าเรื่องวีรกรรมเมื่อคืนให้ฟังละเอียดๆดีกว่า รับรองว่าคุณตาต้องชอบแน่ๆ มันบันเทิงยิ่งกว่าละครโรงใหญ่อีกครับ”
“ไหนลองเล่ามาซิ”
“คือเรื่องมันเริ่มจาก...”
จวงจื้อซีเริ่มเปิดฉากการเมาท์มอยอย่างออกรส โดยมีตาเฒ่าหลานคอยรับฟังและพยักหน้าเป็นลูกคู่ ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ จวงจื้อซีจึงถือโอกาสหยอดคำหวานเอาใจคนแก่
“คุณตาไม่รู้หรอกครับว่าผมเนี่ยเป็นคนขี้อาย เก็บเนื้อเก็บตัวจะตายไป แต่พอได้มาเจอคุณตา ผมกลับรู้สึกถูกชะตาเหมือนรู้จักกันมานาน คุยได้ไม่รู้เบื่อเลยจริงๆ คุณตาเห็นผมเป็นเหมือนหลานแท้ๆได้เลยนะครับ มีอะไรให้รับใช้ก็บอกมาได้เลย ผมทำให้ได้ทุกอย่างไม่มีเกี่ยงงอน”
ตาเฒ่าหลานปรายตามองหลานเขยจอมกะล่อนแล้วแค่นเสียงหึในลำคอ
“โอ้โห... นายเนี่ยนะขี้อาย ฉันว่านายมันโคตรจะขี้อายเลย ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเจอใครขี้อายเท่านายมาก่อนในชีวิต”
จวงจื้อหย่วนที่เพิ่งเดินพ้นรั้วบ้านไปได้ไม่ไกล ถึงกับสะดุดขาตัวเองจนเกือบหน้าทิ่มดินเมื่อได้ยินประโยคนั้นแว่วมาตามลม เขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว รีบซอยเท้าถี่ๆหนีออกจากบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด
สองคนนี้... ช่างกล้าพูดกันออกมาได้ไม่อายปาก!
“เอาสิ”
ตาเฒ่าหลานล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวเก่า หยิบเมล็ดแตงโมกำใหญ่ที่พกติดตัวไว้ออกมาอย่างใจกว้าง ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าหลานเขยจอมกะล่อน
จวงจื้อซีตาลุกวาว รีบแบมือรับอย่างรู้งานพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระริกระรี้
“ขอผมร่วมด้วยคนสิครับคุณตา”
ชายชราตระกูลหลานปรายตามองจวงจื้อซีอีกครั้งด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่จวงจื้อซีก็ยังคงยิ้มแป้นแล้นพลางหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาขบกัดอย่างชำนาญ แล้วพูดเสริมขึ้นว่า
“แฮะๆ การจะนั่งจับเข่าคุยกันให้ได้อรรถรสเนี่ย ถ้าขาดเมล็ดแตงโมไป รสชาติความมันส์คงหายไปครึ่งหนึ่งเลยนะครับคุณตา ว่าไหม”
สำหรับประโยคนี้ ตาเฒ่าหลานกลับเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าหงึกหงักอย่างยอมรับโดยปราศจากน้ำเสียงประชดประชันเป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่าตรรกะเรื่องการนินทาชาวบ้านประกอบการแทะเมล็ดแตงโมจะเป็นภาษาสากลที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยได้เป็นอย่างดี
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านร้านตลาดที่เดินผ่านไปผ่านมาจึงกลายเป็นภาพของชายต่างวัยสองคน คนหนึ่งแก่หง่อมแต่แววตาคมกริบ อีกคนหนุ่มแน่นแต่ท่าทางทะเล้น นั่งยองๆเคียงไหล่กันอยู่ที่ธรณีประตูหน้าบ้าน แข่งกันพ่นเปลือกเมล็ดแตงโมพลางพูดคุยกันอย่างออกรส
คนที่เดินผ่านไปมาได้แต่ทอดสายตามองด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
สองคนนี้... ช่างทำตัวได้กลมกลืนและหน้าหนาเกินไปแล้วจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ทางด้านซูต้าเหนียงที่บ้านของเธอตั้งอยู่ในมุมอับสายตา มองไม่เห็นหน้าบ้านของตาเฒ่าหลานโดยตรง หญิงม่ายเจ้าของห้องหลักจึงต้องใช้วิธีเดินเข้าเดินออก ทำทีเป็นยุ่งวุ่นวายกับการตากผ้าบ้าง รดน้ำต้นไม้บ้าง เพื่อลอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของสมาชิกใหม่
ในใจของซูต้าเหนียงกำลังดีดลูกคิดรางแก้ว ประเมินมูลค่าของตาเฒ่าหลานผู้นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ว่าคุ้มค่าแก่การที่เธอจะลงทุนลงแรงดึงมาเป็นพวก หรือสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งกว่าเพื่อนบ้านหรือไม่
สมัยยังสาว ซูต้าเหนียงดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับความช่วยเหลือ จากบรรดาเพื่อนบ้านชายหนุ่ม แต่เธอไม่ใช่คนประเภทเดียวกับหวังเซียงซิ่วที่ไร้สมองและกินไม่เลือกแม้กระทั่งหญ้าปากคอก ซูต้าเหนียงมีคติประจำใจที่ยึดถือมาตลอดว่า กระต่ายไม่กินหญ้าข้างรัง เพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามของตนเองเอาไว้
ในลานบ้านแห่งนี้ ปลาเพียงตัวเดียวที่เธอเลี้ยงไว้ในบ่อก็คือไป๋เหล่าโถว และเธอก็บริหารเสน่ห์ได้อย่างชาญฉลาดโดยไม่เคยปล่อยให้ไป๋เหล่าโถวได้แอ้ม หรือล่วงเกินเธอแม้แต่ปลายเล็บ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์แม่ม่ายผู้รักนวลสงวนตัว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งชีพสำหรับเธอ
ดังนั้น แม้ว่าซูต้าเหนียงจะเริ่มมีความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตาเฒ่าหลานอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังลังเลและชั่งใจอย่างหนัก หากเธอตัดสินใจจะทอดสะพานให้ชายชราผู้นี้ เธอก็จำเป็นต้องรักษาระยะห่างกับไป๋เหล่าโถวให้มากขึ้น มิฉะนั้นหากมีข่าวลือหนาหูว่าเธอจับปลาสองมือ เพื่อนบ้านปากหอยปากปูคงเอาไปนินทากันสนุกปาก
เธออายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว จะยอมให้เรื่องฉาวโฉ่แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่าง เธอยังต้องพึ่งพาซูจินไหล หลานชายคนโตให้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า เธอจะทำตัวเสื่อมเสียให้หลานชายขายหน้าไม่ได้เป็นอันขาด
กฎเหล็กของเธอคือ ในบ่อปลาบ่อเดียว จะเลี้ยงปลาสองตัวไม่ได้ มันเสี่ยงเกินไป
เพราะเหตุนี้ ซูต้าเหนียงจึงเพียรเดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบ ประการแรกเพื่อหยั่งเชิงดูทัศนคติของตาเฒ่าหลานที่มีต่อเธอ และประการที่สองเพื่อดูลาดเลาว่าตาแก่คนนี้มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร
แต่ทว่า... หลังจากที่พยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาของสองคนนั้นอยู่หลายรอบ ซูต้าเหนียงก็ได้แต่ยืนตะลึงจนพูดไม่ออก
ลองฟังสิ่งที่ตาแก่ปากตะไกรคนนั้นพ่นออกมาแต่ละคำสิ!
"ไอ้หยา... คนในลานบ้านของพวกนายนี่ช่างเป็นมิตรจิตมิตรใจดีเหลือเกิน ดีจนน่าขนลุก..."
"ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า ในเมืองหลวงสี่จิ่วเฉิง ใต้เบื้องพระยุคลบาทแท้ๆ จะยังมีจอมโจรขโมยของระดับตำนานอาศัยปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป..."
"ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่แน่นแฟ้นอบอุ่นขนาดนี้ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ..."
ซูต้าเหนียงยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
ไอ้แก่เต่าล้านปีนี่ วาจาสามหาวสิ้นดี! แค่ได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันนั่น เธอก็อยากจะพุ่งเข้าไปตะบันหน้าสักหมัด ความรู้สึกอยากผูกมิตรที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความหมั่นไส้เต็มประดา คนปากคอเราะร้ายแบบนี้ สมควรแล้วที่ต้องอยู่เป็นโสดจนแก่งั่ก!
ที่สำคัญที่สุด ตาแก่นั่นบังอาจมาเหน็บแนมหลานชายสุดที่รักของเธอว่าเป็นขโมย ช่างเป็นคนใจดำอำมหิต ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีต่อเด็กตัวเล็กๆ แถมยังมีเจ้าจวงจื้อซี ไอ้เด็กเปรตตัวดีที่คอยเป็นลูกคู่รับส่งมุกกันอย่างเข้าขา ถ้าไม่ได้ประจานเรื่องหลานชายเธอสักวัน มันคงจะขาดใจตายกระมัง ปากยื่นปากยาวนินทาชาวบ้านไปทั่ว ไม่ใช่คนดีเลยสักนิด
ซูต้าเหนียงสะบัดหน้าเดินหนีกลับเข้าบ้านไปด้วยความคับแค้นใจ ทิ้งให้เสียงหัวเราะของสองคนนั้นไล่หลังมา
จวงจื้อซีเหลือบสายตามองแผ่นหลังที่กระฟัดกระเฟียดของซูต้าเหนียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มตาหยีให้ชายชราพลางเอ่ยชวน
"คุณตาครับ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เราสองคนปู่หลานออกไปหาอะไรกินกันหน่อยไหมครับ"
ตาเฒ่าหลานปัดเศษเปลือกแตงโมออกจากมือ
"ก็ดีเหมือนกัน ไปกินตงไหลซุ่น"
จวงจื้อซีทำท่าทางสนิทสนมประหนึ่งหลานแท้ๆพลางเย้าแหย่
"คุณตาเลี้ยงผมใช่ไหมครับเนี่ย?"
ตาเฒ่าหลานแค่นเสียงหึในลำคอ พร้อมกับสวนกลับด้วยวาจาเจ็บแสบตามสไตล์
"กตัญญู... นายช่างเป็นหลานเขยที่กตัญญูรู้คุณคนจริงๆ แม้แต่คนแก่ไม้ใกล้ฝั่งนายก็ยังไม่คิดจะเอาเปรียบ ช่างประเสริฐแท้"
จวงจื้อซีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
"โธ่ คุณตาก็... ผมล้อเล่นน่า คุณตาเข้าใจผมผิดไปใหญ่แล้ว ระดับเราสองคนปู่หลาน มื้อนี้หลานเขยคนนี้ต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงคุณตาแน่นอนอยู่แล้วครับ ไปครับๆ รีบไปกันเถอะ"
ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นปัดกางเกง ก่อนจะทำหน้าที่ไกด์จำเป็นนำทางชายชรา
"ไหนๆก็ออกมาแล้ว เดี๋ยวผมจะพาคุณตาไปดูสถานที่แถวๆนี้ด้วยเลย ทั้งโรงอาบน้ำ สหกรณ์ร้านค้า แล้วก็ยังมี..."
จวงจื้อซีพล่ามไม่หยุดปากตลอดทาง แต่น่าแปลกที่ตาเฒ่าหลานกลับไม่มีท่าทีรำคาญใจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังตั้งใจฟังด้วยความสนใจ แม้ภายนอกจะดูเคร่งขรึมดุดัน แต่ในเมื่อตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว ลึกๆ แล้วชายชราก็ปรารถนาที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ให้เร็วที่สุดเช่นกัน
ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปยังร้านหม้อไฟตงไหลซุ่น บรรยากาศระหว่างปู่หลานกำมะลอคู่นี้ช่างดูชื่นมื่นและเข้าขากันดีเหลือเกิน
ในขณะเดียวกันที่อีกด้านหนึ่ง จ้าวชุ่ยฮวากำลังปั่นจักรยานฝ่าสายลมมุ่งหน้าออกไปยังเขตชานเมือง ปีนป่ายขึ้นสู่เส้นทางภูเขา
จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนประเภทคิดปุ๊บทำปั๊บ ไม่รอช้าให้เสียเวลา ทว่าพอปั่นจักรยานออกมาไกลจนถึงตีนเขาแล้ว เธอก็เพิ่งจะฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมตัวเองถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาขนาดนี้
เรื่องใช้แรงงานแบบนี้ ทำไมต้องลำบากลงมือทำเองด้วยนะ?
ที่บ้านก็มีผู้ชายอกสามศอกอยู่ตั้งหลายคน ทั้งลูกชาย ลูกเขย ทำไมเธอถึงไม่รู้จักใช้สอยพวกมันให้เป็นประโยชน์ ปล่อยให้วันๆเอาแต่ทำงาน กิน แล้วก็นอน จนเคยตัวกันหมดแล้ว กลายเป็นพวกคาบช้อนรอป้อนข้าว เสื้อผ้าก็รอคนซักให้
วินาทีนี้ จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกอิจฉาหลานหลิงผู้เป็นแม่หมิงเหม่ยขึ้นมาจับใจ รายนั้นแค่พูดจาอ่อนหวานเสียงเบาๆ ก็สามารถควบคุมบงการคนทั้งบ้านให้หมุนซ้ายหมุนขวาได้ดั่งใจ ผิดกับเธอที่ต้องคอยแผดเสียงคำรามปานราชสีห์แห่งเหอตงถึงจะมีคนฟัง
แต่ถึงจะบ่นกระปอดกระแปดในใจ ขาของจ้าวชุ่ยฮวาก็ยังคงปั่นจักรยานอย่างแข็งขันไม่มีแผ่ว
สำหรับคนทั่วไป หญิงวัยสี่สิบปลายๆ ย่างห้าสิบแบบเธออาจจะถูกมองว่าเป็นคนแก่ที่ไม้ใกล้ฝั่ง แต่จ้าวชุ่ยฮวากลับคิดต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เธอมั่นใจว่าตัวเองยังสาวและยังสวย แข็งแรงปานม้าศึก จะให้ทำอะไรก็ไหวทั้งนั้น!
ลองคิดดูสิ เธอเคยมีชีวิตอยู่มาตั้งชาติภพหนึ่งแล้ว อายุก็ปาเข้าไปตั้งร้อยกว่าปี ถ้าเทียบกับอายุขัยรวมทั้งหมด ตอนนี้เธอเพิ่งจะอายุสี่สิบกว่าๆ ก็เท่ากับว่ายังเดินมาไม่ถึงครึ่งทางของชีวิตด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเธอจึงถือว่าเป็นวัยรุ่นที่ยังมีไฟลุกโชน
จ้าวชุ่ยฮวาไม่มีความคิดว่าตัวเองแก่เลยแม้แต่น้อย ท่าทางกระฉับกระเฉงว่องไวราวกับคนหนุ่มสาว
เธอจอดรถจักรยานแล้วจัดการล่ามโซ่ล็อกกับต้นไม้ใหญ่ไว้แน่นหนา ก่อนจะเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณ แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความยินดี
"เจอแล้ว!"
มันคือต้นเกาลัดจริงๆ อย่างที่คาดไว้ แต่ทว่าช่วงนี้ยังไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว ผลเกาลัดจะสุกงอมเต็มที่ก็ต้องรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงเสียก่อน แม้ต้นเกาลัดจะขึ้นอยู่บนเขาตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีชาวบ้านคนอื่นหมายตาเอาไว้เหมือนกัน ที่เห็นว่าไม่มีใครมาเฝ้าตอนนี้ ก็คงเป็นเพราะลูกมันยังไม่สุกนั่นเอง
จ้าวชุ่ยฮวาจดจำตำแหน่งและทำเครื่องหมายเอาไว้ในใจ วางแผนเสร็จสรรพว่าพอถึงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อไหร่ เธอจะต้องมาเยือนที่นี่บ่อยๆ ให้ได้ จะกอบโกยกลับไปให้ได้มากที่สุด แค่นึกถึงรสชาติของเกาลัดคั่วร้อนๆ หอมหวานมันเค็ม น้ำลายของเธอก็พาลจะไหลออกมาแล้ว
ฟุ่บ...
ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากำลังยืนฝันหวานถึงเกาลัดคั่วอยู่นั้น จู่ๆก็มีความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหววูบวาบผ่านด้านหลังไป
กระต่าย!!!
สัญชาตญาณนักล่าในตัวของจ้าวชุ่ยฮวาตื่นตัวขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายวาววับ เธอรีบหันขวับไปมองหาเป้าหมาย
แต่ทว่า... พอเพ่งมองดีๆ แล้ว เธอก็ต้องสะดุ้งโหยง
"ถุย! กระต่ายบ้านเอ็งสิ นั่นมันลูกงูเขียวชัดๆ"
เจ้างูเขียวตัวน้อยเลื้อยปราดหายวับเข้าไปในพงหญ้ารกทึบอย่างรวดเร็ว จ้าวชุ่ยฮวาถึงได้ตระหนักขึ้นมาว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ บรรดาสัตว์เลื้อยคลานและแมลงพิษต่างๆ ก็เริ่มจะตื่นจากการจำศีลและออกมาเพ่นพ่านกันแล้ว
เธอคว้ากิ่งไม้แห้งแถวนั้นขึ้นมาถือไว้มั่น คอยตีสุ่มสี่สุ่มห้าไปรอบๆ เพื่อเป็นการข่มขวัญและไล่พวกสัตว์มีพิษให้พ้นทาง
เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาจับงู และหวังว่าพวกมันก็คงไม่อยากมายุ่งกับเธอเช่นกัน
จ้าวชุ่ยฮวาใช้กิ่งไม้ฟาดหญ้าเปิดทาง มุ่งหน้าไปยังจุดที่เธอเคยดักจับกระต่ายได้เมื่อคราวก่อน เธอจำได้แม่นว่าแถวนั้นมีโพรงกระต่ายอยู่ ถ้าโชคดีวันนี้จับได้สักตัวสองตัว ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวคงจะดีขึ้นอีกโข
จริงอยู่ที่ว่าเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ เธอได้แลกปลาเป็นเนื้อสัตว์มาตุนไว้เยอะพอสมควร แต่ของพรรค์นี้ใครเขาจะบ่นว่าเยอะเกินไปกันล่ะ?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นของที่ได้มาฟรีๆไม่มีต้นทุน
ของฟรี คือสิ่งประเสริฐที่สุดในโลก
จ้าวชุ่ยฮวาคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ถ้าวันนี้หาเนื้อสดๆได้ ก็จะทำกินกันสดๆ ร้อนๆ อร่อยเหาะแน่นอน แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ยังมีเนื้อหมักเค็มที่บ้านเป็นแผนสำรอง ไม่ว่าจะออกหน้าไหนเธอก็ไม่เดือดร้อน
เมื่อเดินมาถึงเป้าหมาย จ้าวชุ่ยฮวาพิจารณาดูปากโพรง เธอเองก็ดูไม่ออกหรอกว่าข้างในมีกระต่ายอาศัยอยู่หรือไม่ แต่โชคเข้าข้างที่วันนี้ลมสงบ ไม่มีลมพัดแรงให้เป็นอุปสรรค แผนการรมควันที่เธอเตรียมไว้ในใจจึงสามารถงัดออกมาใช้ได้ทันที
[จบบท]