บทที่ 95: ปฏิบัติการล่ากระต่าย
เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาชื่นชอบและให้ความสนใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นคลิปวิดีโอสั้นๆเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวไร่ชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักทำสวน การเลี้ยงสัตว์ หรือแม้กระทั่งการออกล่าหาของป่า
ถึงแม้เธอจะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าสิบทั้งสิบของคลิปพวกนั้นล้วนแต่เป็นการแสดงที่จัดฉากขึ้นมาทั้งเพ แต่เธอก็ยังยินดีที่จะดูมันด้วยความเพลิดเพลิน เพราะการได้ดูเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นหนุ่มเป็นสาวอีกครั้ง
ในทางกลับกัน พวกข่าวบันเทิงดาราหรือข่าวสังคมที่วุ่นวาย เธอกลับไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่นัก
น่าเบื่อจะตายไป
จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริง เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็ลงมือทันที หญิงสูงวัยเริ่มมองหาโพรงกระต่ายอื่นๆ ที่อยู่ละแวกนั้นอย่างขะมักเขม้น เพราะโบราณว่าไว้ "กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง" สัตว์ตัวเล็กพวกนี้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ใช่เล่น
เธอจำเป็นต้องหาทางหนีทีไล่ของพวกมันให้เจอเสียก่อน ถึงจะเริ่มแผนการรมควันได้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยเธอก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ด้วยความคล่องแคล่วว่องไว จ้าวชุ่ยฮวาใช้เวลาไม่นานก็พบโพรงกระต่ายอีกแห่งที่ซ่อนอยู่ไม่ไกล เธอยังคงมุ่งหน้าค้นหาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งพบโพรงที่สามและสี่ตามลำดับ แม้จะไม่มั่นใจว่ายังมีทางออกอื่นหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่
แต่หลังจากพยายามเดินสำรวจดูรอบๆ แล้วก็ไม่พบร่องรอยเพิ่มเติมอีก ในเมื่อเป็นแบบนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะอุดปากโพรงบางแห่งเสีย เพื่อบีบให้เจ้ากระต่ายจนมุม
ในใจลึกๆ เธอได้แต่ภาวนาขอให้โพรงกระต่ายพวกนี้เชื่อมต่อถึงกันเหมือนกับอุโมงค์หลบภัยในสมัยสงคราม เพราะถ้าหากพวกมันต่างคนต่างอยู่ ไม่เชื่อมถึงกัน แผนการที่เธอวางไว้ก็คงจะล้มเหลวไม่เป็นท่า และวันนี้คงเสียแรงเปล่า
เธอจัดการใช้หญ้าแห้ง กิ่งไม้ และก้อนหินอุดปากโพรงที่อยู่ไกลออกไปสองแห่งอย่างแน่นหนา จากนั้นก็เตรียมจุดไฟที่ปากโพรงอีกแห่งหนึ่ง ความจริงแล้วการจุดไฟในป่าแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย แต่โชคดีที่วันนี้ลมสงบนิ่งสนิท และโพรงกระต่ายเองก็มีขนาดเล็กนิดเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้กองไฟขนาดใหญ่ เพียงแค่ควันไฟเล็กน้อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งนั่นทำให้เธอวางใจได้เปราะหนึ่ง
เมื่อจัดการอุดโพรงที่ไกลที่สุดเรียบร้อยแล้ว โดยเหลือโพรงที่อยู่ใกล้กันไว้สองแห่ง จ้าวชุ่ยฮวาจึงเริ่มจุดไฟที่ปากโพรงหนึ่งทันที
ส่วนตัวเธอเองนั้นรีบวิ่งด้วยความเร็วไปซุ่มรออยู่ที่ปากโพรงอีกฝั่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ เธอเตรียมการมาเป็นอย่างดีด้วยการกางถุงกระสอบรอไว้ที่ปากรู เรียกว่างานนี้เตรียมพร้อมสำหรับการดักจับอย่างเต็มที่ รอเพียงแค่ให้เจ้ากระต่ายวิ่งเข้ามาติดกับดักด้วยตัวเอง... ภายใต้เงื่อนไขว่าข้างในนั้นต้องมีกระต่ายอยู่จริงๆ นะ
จ้าวชุ่ยฮวาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เธอทิ้งตัวลงหมอบราบไปกับพื้นดิน สายตาจับจ้องไปที่ปากโพรงอย่างใจจดใจจ่อ พลางมองไปยังกองไฟที่เริ่มลุกไหม้อยู่ไกลๆ ควันไฟเริ่มพวยพุ่งเข้าไปในโพรง เธอนอนรออย่างสงบนิ่ง ในใจเต็มไปด้วยความหวังว่าความพยายามในวันนี้จะไม่สูญเปล่า
ถ้าจะพูดกันตามตรง หากวันนี้คว้าน้ำเหลว เธอก็คงจะกลายเป็นคนที่เสียหน้าที่สุดในวงการผู้ที่ได้กลับมาเกิดใหม่
ลองนึกดูสิ คนอื่นที่เขาได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ร่ำรวยมหาศาล ก็ต้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือไม่ก็มีความรักที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดจนใครๆ ก็ต้องอิจฉา
ถ้าไม่มีสินทรัพย์ระดับร้อยล้านพันล้าน ก็ถือว่าเป็นผู้ล้มเหลวในวงการนี้ แต่ดูเธอสิ... จ้าวชุ่ยฮวา หญิงชราผู้น่าสงสารที่วันๆ เอาแต่จ้องจะรมควันโพรงกระต่าย แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในจะมีตัวอะไรอยู่หรือเปล่า
ชีวิตระลอกสองของเธอนี่มันช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน
ยิ่งพอมองย้อนกลับไปดูตัวเอง แม้จะรู้แหล่งบ่อน้ำที่มีปลาชุกชุม แต่ดันตกปลาไม่เป็นเสียอย่างนั้น ชีวิตมันช่างน่าเศร้าอะไรขนาดนี้!
จ้าวชุ่ยฮวาแอบนึกดูแคลนตัวเองในใจ แต่แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าจังหวะเวลาที่เธอได้กลับมาเกิดใหม่นี่มันช่างก้ำกึ่งเสียเหลือเกิน ถ้าหากข้ามเวลาไปช้ากว่านี้สักสิบปี เธอคงจะไปตั้งแผงลอยขายเสื้อผ้าที่ย่านซีตาน
โกยเงินเป็นกอบเป็นกำ เพราะช่วงต้นยุคแปดสิบ ธุรกิจเสื้อผ้าเฟื่องฟูสุดๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังทำแบบนั้นไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ในเมื่อจังหวะเวลายังไม่เอื้ออำนวย ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเงียบๆ ไปก่อน
แต่แล้วจ้าวชุ่ยฮวาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตัวเธอเองก็ไม่ได้เหมือนกับพวกคนที่กลับมาเกิดใหม่ทั่วไปเสียทีเดียว
เพราะในนิยายส่วนใหญ่ ตัวเอกมักจะต้องไปตกระกำลำบากในชนบท ต่อสู้ดิ้นรนสารพัดกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วถึงจะได้เข้ามาสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองหลวง แต่สำหรับเธอ... จ้าวชุ่ยฮวาคนนี้ เธอมีต้นทุนที่สูงกว่าคนอื่นเห็นๆ
ก็เธอเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิดนี่นา แค่นี้ก็ถือว่ามีแต้มต่อทางวาสนามากกว่าคนอื่นตั้งเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นถึงแม้จะไม่ได้ออกไปฟาดฟันสร้างอาณาจักรธุรกิจจนร่ำรวยล้นฟ้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะความโชคดีคงไม่ได้เทมาที่คนคนเดียวทั้งหมดหรอก
ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น ทันใดนั้นเอง เธอก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวเล็กน้อย แม้จะเป็นเพียงเสียงแผ่วเบาและเธอกำลังเหม่อลอยอยู่ แต่สัญชาตญาณก็ทำให้เธอได้ยินมันอย่างชัดเจน จ้าวชุ่ยฮวารีบดึงสติกลับมาทันที ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขม็งไปที่ปากโพรงเบื้องหน้า
และแล้วก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เธอตั้งท่าเตรียมพร้อม กระต่ายตัวหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากโพรงด้วยความตกใจ ตามติดมาด้วยตัวที่สอง ดูเหมือนพวกมันจะทนความแสบของควันไฟไม่ไหว จึงวิ่งหนีตายออกมาแทบจะพร้อมๆ กัน ราวกับการแสดงกายกรรมต่อตัว พวกมันพุ่งถลาเข้าไปในถุงกระสอบที่เธอกางรอไว้อย่างแม่นยำ จ้าวชุ่ยฮวาไม่รอช้าที่จะดูว่ามีตัวที่สามตามมาหรือไม่ เธอตัดสินใจปิดเกมทันทีด้วยการรวบปากถุงกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
เจ้ากระต่ายดิ้นขลุกขลักอยู่ภายในถุง จ้าวชุ่ยฮวารีบคว้าเชือกมามัดปากถุงจนแน่นหนา จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปดับไฟที่อีกฝั่งหนึ่ง เธอใช้เท้ากระทืบดินกลบกองไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าเชื้อไฟมอดสนิทดีแล้ว จึงค่อยวางใจและตบมือเปาะแปะด้วยความสะใจ
เธอยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่าด้วยความภาคภูมิใจ "แม่นี่มันเจ๋งจริงๆ!"
กระต่ายที่ว่าจับยากแสนยาก เธอยังสามารถจับพวกมันได้ทีละหลายตัวแบบนี้ มันมีคำนิยามเดียวเท่านั้น... สุดยอด!
จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ไม่ว่าจะมองมุมไหน การที่หญิงสูงวัยอย่างเธอสามารถจับกระต่ายที่ปราดเปรียวว่องไวได้ แถมยังรู้จักใช้กลยุทธ์พิชัยสงครามแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย เธอรู้สึกว่าตัวเองนี่แหละแน่จริง จ้าวชุ่ยฮวาเริ่มยืดอกด้วยความลำพองใจ
คราวนี้แหละ มื้อเย็นวันนี้จะได้ยกระดับคุณภาพอาหารขึ้นมาอีกขั้น ถ้าหากเธอสามารถจับกระต่ายได้เรื่อยๆแบบนี้ ที่นี่ก็คงจะกลายเป็นฐานทัพลับสำหรับเสบียงชั้นยอดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้ว ก่อนที่จะกลับมาเกิดใหม่ เวลาว่างๆเธอชอบฟังนิยายพวก "สะใภ้รสแซ่บ" หรือ "ชีวิตดี๊ดีในยุค..." อะไรพวกนั้น ตอนนั้นเธอก็เห็นตัวเอกในเรื่องชอบพากันวิ่งขึ้นเขาเข้าป่า จ้าวชุ่ยฮวาในตอนนั้นไม่เข้าใจเลยสักนิด เพราะเธอเป็นคนเมืองหลวงขนานแท้
แต่ตอนนี้... เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมใครๆถึงชอบขึ้นเขาไป "ล่าสมบัติ"
บนเขามันมีของดีจริงๆ ด้วย! คราวก่อนจับกระต่ายได้ก็มีเมนูเด็ดไปรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็คงต้องจัดอีกสักเมนู ถึงแม้ฝีมือตกปลาของแม่จะธรรมดา แต่ถ้าเป็นเรื่องล่ากระต่าย แม่นี่แหละมือสังหาร!
เจ้ากระต่ายน้อยที่รัก เปิดประตูออกมาเร็วๆ แล้วกระโดดลงชามแม่ซะดีๆ!
จ้าวชุ่ยฮวาดำเนินชีวิตด้วยความกระฉับกระเฉงและเต็มไปด้วยพลัง การใช้ชีวิตมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ เธอเป็นแม่บ้านวัยสี่สิบเจ็ดที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เลขห้า จะให้ไปคาดหวังความสามารถพิเศษอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินตัว
ตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออก เอาเป็นว่าใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนก็แล้วกัน ถึงแม้เธอจะเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่เธอก็รู้ดีว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน เธอไม่มีทางเอาสถานะคนงานของคนในครอบครัวเข้าไปเสี่ยงเด็ดขาด
ในช่วงต้นยุคแปดสิบ สถานะคนงานถือว่าเป็นอะไรที่โก้เก๋และมั่นคงที่สุดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ใหญ่ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเขา ถ้าพูดกันตามจริงก็คือกลุ่มคนที่น่าเคารพยกย่องและมีหน้ามีตาที่สุดในสังคม จ้าวชุ่ยฮวาเองก็พอจะรู้ความหนักเบาอยู่บ้าง ถ้าขืนเธอซี้ซั้วเข้าไปพัวพันกับตลาดมืดแล้วโดนจับได้ขึ้นมา ดีไม่ดีอาจจะกระทบกระเทือนไปถึงหน้าที่การงานของลูกหลานได้ เรื่องแบบนี้เธอไม่ทำเด็ดขาด!
เธออาจจะบ้าบิ่น แต่ก็มีสติและรู้จักประเมินสถานการณ์
จ้าวชุ่ยฮวาคิดว่า ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่เธอพอจะทำได้เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวโดยไม่เดือดร้อนใคร ก็คงจะเป็นการแอบมาล่ากระต่ายสักตัวสองตัว หรือไม่ก็ตกปลาไปทำอาหารเพิ่มโปรตีน
นี่แหละคือทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยที่สุดแล้ว ระหว่างที่เธอปั่นจักรยานลงจากเขา โชคชะตาก็เข้าข้างเธออีกครั้งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นพวงผลไม้สีแดงสด
สตรอว์เบอร์รีป่า! เจ้าผลไม้ลูกเล็กที่เลื้อยราบไปกับพื้นดินตอนนี้กำลังสุกได้ที่ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉ่ำน่ากิน จ้าวชุ่ยฮวาไม่รอช้า รีบจอดรถแล้วลงมือเก็บทันที เก็บ เก็บ แล้วก็เก็บ!
ในชาติที่แล้ว บ้านของเธออยู่ในตัวเมือง ไม่ค่อยได้มีโอกาสออกมาเดินป่าเดินเขาแถบชานเมืองแบบนี้หรอก พูดกันตามตรง คนเมืองเก่าแก่อย่างพวกเธอน่ะ จริงๆแล้วค่อนข้างจะกลัวการขึ้นเขาด้วยซ้ำ เพราะมักจะคิดไปเองว่าบนเขามีแต่สัตว์ร้ายอันตรายอย่างหมาป่าหรือเสือ น่ากลัวจะตายไป
แต่ดูตอนนี้สิ... กลับกลายเป็นว่าเธอกำลังสนุกกับการกอบโกยผลผลิตจากธรรมชาติอย่างเพลิดเพลิน
จ้าวชุ่ยฮวาที่ได้รับโอกาสกลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรกับการขึ้นเขาเพียงลำพัง เพราะเธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าภูเขาลูกนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แถมยังตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัดขาดจากเทือกเขาใหญ่
ดังนั้นจึงไม่มีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่แน่นอน ถ้ามีพวกเสือหรือหมาป่าจริง ชาวบ้านแถวนี้คงลือกันให้แซ่ดไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เงียบเชียบมาจนถึงป่านนี้หรอก
หลังจากเก็บสตรอว์เบอร์รีป่าจนพอใจ เธอก็ปั่นจักรยานคู่ใจมุ่งหน้ากลับบ้านทันที กว่าจ้าวชุ่ยฮวาจะมาถึงเรือนสี่ประสานเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายคล้อย พระอาทิตย์เริ่มทอแสงอ่อนลงบ่งบอกว่าใกล้จะถึงเวลาเย็นแล้ว
บรรยากาศในลานบ้านยามนี้เริ่มคึกคักไปด้วยควันไฟจากการหุงหาอาหารของแต่ละครอบครัว แต่ที่แปลกตาไปคือวันนี้กลับไม่มีกลุ่มแม่บ้านมายืนจับกลุ่มนินทาอยู่กลางลานเหมือนเคย
ปกติเวลานี้จะต้องมีเสียงจอแจของพวกป้าๆ น้าๆ ดังเซ็งแซ่ แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อคืนวานจะทำให้ทุกคนหมดแรง เพราะต่างก็อดหลับอดนอนมุงดูเรื่องชาวบ้านกันจนดึกดื่น วันนี้เลยพากันเก็บเนื้อเก็บตัวพักผ่อนกันเงียบกริบ
จ้าวชุ่ยฮวาจูงจักรยานเข้ามาจอดในบ้าน พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าลูกชายคนโตอย่างจวงจื้อหย่วนไม่อยู่ มีเพียงเหลียงเหม่ยเฟินลูกสะใภ้คนโตที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง เนื่องจากเธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลเมื่อช่วงบ่ายเพื่อมางีบเอาแรง โดยปล่อยให้สามีเฝ้าไข้ลูกชายอยู่ที่นั่น ส่วนเสี่ยวเยี่ยนจื่อหลานสาวตัวน้อยก็ถูกพาไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายที่โรงพยาบาลด้วย
เสียงเปิดประตูทำให้เหลียงเหม่ยเฟินที่กำลังหลับๆตื่นๆสะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอยกมือขยี้ตาด้วยความงัวเงีย ก่อนจะเพ่งมองมาที่แม่สามี
"แม่? กลับมาแล้วเหรอคะ นั่นแม่ไป... เชี่*ย!"
เหลียงเหม่ยเฟินเผลออุทานคำหยาบออกมาด้วยความตกใจจนตาเบิกโพลง พอรู้ตัวว่าหลุดปากต่อหน้าแม่สามีก็รีบตะครุบปากตัวเองด้วยความเขินอาย แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันมีมากกว่า เธอจึงรีบถามต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"แม่! นี่แม่ไปตลาดมืดมาเหรอคะเนี่ย ทำไมของเยอะแยะขนาดนี้?"
จ้าวชุ่ยฮวาวางข้าวของลงพลางถลึงตาใส่ลูกสะใภ้
"ตลาดมืดบ้าบออะไรกัน ที่นั่นมันใช่ที่ที่จะไปเดินเล่นกันได้บ่อยๆ รึไง เดี๋ยวก็โดนจับกันพอดี ฉันขึ้นไปบนภูเขาแถบชานเมืองนู่น ไปดูลาดเลาที่เดิมที่เคยจับกระต่ายนั่นแหละ แล้วก็โชคดีจริงๆด้วย รอบนี้ได้กระต่ายกลับมาอีกสองตัว"
พอได้ยินคำว่า 'กระต่าย' ดวงตาของเหลียงเหม่ยเฟินก็เป็นประกายวาววับยิ่งกว่าเห็นทองคำ เธอกระดี๊กระด๊ารีบเสนอหน้าทันที
"โห แม่เก่งที่สุดเลย! งั้นคราวหน้าแม่พาหนูไปด้วยสิคะ หนูจะไปช่วยแม่ถือของ ช่วยเป็นลูกมือแม่เอง"
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียง 'หึ' ในลำคอ ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีไว้ตัว "ดูความประพฤติเธอก่อนแล้วกัน แล้วนี่หู่โถวเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นไหม"
"ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกค่ะแม่ หนูดูแล้วแกสดชื่นแข็งแรงดีจะตาย" เหลียงเหม่ยเฟินตอบพลางทำหน้าเสียดายเงิน
"จริงๆ ฉันว่าเราไม่เห็นต้องให้ลูกนอนโรงพยาบาลตั้งสามวันเลยนะคะแม่ ค่าห้องค่าหมอมันแพงจะตายไป สามวันนี่เสียเงินตั้งเท่าไหร่ หนูว่าโรงพยาบาลจ้องจะฟันเงินเราชัดๆ เด็กมันก็แค่เจ็บตัวนิดหน่อย ตอนนี้ก็กระโดดโลดเต้นได้แล้วแท้ๆ"
คำพูดที่เห็นแก่เงินมากกว่าความปลอดภัยของหลานชายทำให้จ้าวชุ่ยฮวาตวาดแว้ดออกมาทันที
"นี่เธอเป็นหมูหรือไงถึงได้โง่ดักดานแบบนี้! นั่นมันลูกชายเธอนะ เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ เวลานี้มันใช่เวลามาขี้เหนียวไหม อะไรควรจ่ายก็ต้องจ่าย อะไรควรประหยัดค่อยประหยัด ไม่ใช่หน้ามืดตามัวงกไม่เข้าเรื่อง ฉันจะบอกอะไรให้นะ เงินค่ารักษาพยาบาลเจ็ดหยวนที่ฉันสำรองจ่ายไปเมื่อวาน เธอต้องเอามาคืนฉันด้วย ค่ากินค่าอยู่ ค่าน้ำค่าไฟในบ้านฉันไม่เคยเก็บ แต่ถ้าลูกเธอป่วย เธอต้องรับผิดชอบเอง อย่ามาเนียนให้ฉันออกเงินเด็ดขาด!"
จ้าวชุ่ยฮวารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเหลียงเหม่ยเฟินทั้งหมดหรอก เพราะคนในยุคนี้ส่วนใหญ่ก็คิดกันแบบนี้ทั้งนั้น คิดว่าถ้าไม่เจ็บหนักเจียนตายก็ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลให้เปลืองเงิน แต่สำหรับจ้าวชุ่ยฮวาที่ผ่านโลกมามาก เธอไม่คิดแบบนั้น
ในเมื่อพวกเราไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ หมอสั่งอะไรก็ต้องฟัง หมอบอกให้สังเกตอาการก็ต้องสังเกต จะมาทำอวดฉลาดกว่าหมอไม่ได้ คนโง่นั้นไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่คนที่โง่แล้วยังอวดฉลาดคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าผู้เชี่ยวชาญนี่สิ น่ารำคาญที่สุด
"เมื่อวานจ่ายไปเจ็ดหยวน เอามาคืนฉันด้วย" จ้าวชุ่ยฮวาย้ำเสียงเข้ม
ได้ยินดังนั้น อารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านด้วยความดีใจของเหลียงเหม่ยเฟินก็ห่อเหี่ยวลงทันตาเห็น หัวใจของเธอเหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบดังอั้ก แล้วจับโยนลงไปในบ่อบอระเพ็ดที่ขมขื่น ทำไมแม่สามีถึงต้องมาทวงเงินกันยิกๆ แบบนี้ด้วยนะ
ทำไมแม่ถึงใจร้ายกับเธอนัก?
แม้ในใจจะขมขื่นเพียงใด แต่เหลียงเหม่ยเฟินก็รู้สถานะตัวเองดีว่าไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง เธอไม่กล้าหือกับแม่สามีคนนี้หรอก ขนาดเจียงหลูสะใภ้ตระกูลโจวที่ว่าแน่ เถียงคำไม่ตกฟากกับไป๋เหล่าโถวได้ฉอดๆ ยังไม่กล้ามางัดข้อกับแม่สามีเธอเลย แล้วนับประสาอะไรกับลูกสะใภ้หัวอ่อนอย่างเธอ
วิถีของลูกสะใภ้ก็เป็นแบบนี้แหละ ต้องอดทนก้มหน้าก้มตาต่อไป
"ค่ะแม่... แต่เงินอยู่ที่พี่จื้อหย่วน เดี๋ยวรอเขากลับมาแล้วหนูจะบอกให้เขาเอามาคืนให้นะคะ"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ารับรู้
"เออ ได้ตามนั้น... งั้นเย็นนี้เธอเอากระต่ายไปทำกับข้าวซะ ทำแค่ครึ่งตัวก็พอ ตุ๋นใส่มันฝรั่งเยอะๆ จะได้อิ่มกันทั่วถึง ส่วนสตรอว์เบอร์รีป่านี่เอาไปล้างให้สะอาดแล้วใส่กล่องข้าว แบ่งเอาไปให้หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อกินที่โรงพยาบาล ของมีไม่เยอะ ไม่ต้องแจกคนอื่นหรอก ให้เด็กๆ ด้กินของดีๆ กันบ้าง"
พอได้ยินว่าของดีๆ จะตกถึงท้องลูกของตัวเองโดยเฉพาะ แถมยังไม่ต้องแบ่งบ้านรองหรือบ้านสาม เหลียงเหม่ยเฟินก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รอยยิ้มประจบประแจงผุดขึ้นบนใบหน้าทันที
"ได้เลยค่ะแม่ เดี๋ยวหนูจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ"
ตราบใดที่ตัวเองได้ผลประโยชน์ เธอก็พร้อมจะยิ้มระรื่นได้เสมอ เหลียงเหม่ยเฟินรีบกุลีกุจอเข้าไปในครัวอย่างคล่องแคล่ว เสียงสับเนื้อเสียงล้างผักดังขึ้นเป็นจังหวะ ส่วนจ้าวชุ่ยฮวาก็นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยเพื่อพักขา การที่ต้องปั่นจักรยานไปกลับแล้วยังต้องเดินขึ้นเขาลงเขาทั้งวันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับคนวัยนี้
"อ้อ วันนี้ตอนอยู่บนเขา ฉันไปเจอต้นเกาลัดมาต้นหนึ่งด้วย" จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยขึ้นลอยๆ
มือที่กำลังหั่นมันฝรั่งของเหลียงเหม่ยเฟินชะงักกึก เธอหันขวับมามองแม่สามีตาเป็นมัน
แม่สามีของเธอช่างมีสายตาเฉียบคมอะไรขนาดนี้!
"ตอนนี้ลูกมันยังไม่แก่ ยังกินไม่ได้ แล้วก็ดูเหมือนจะยังไม่มีใครไปยุ่งกับมันด้วย เดี๋ยวรอเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อไหร่ เราต้องขยันไปดูหน่อย ของฟรีแบบนี้ปล่อยหลุดมือไม่ได้ รสมันดีใช้ได้เลยนะเกาลัดเนี่ย"
ในเมืองแบบนี้ ไม่มีที่ดินให้เพาะปลูกทำกินเอง ทุกอย่างต้องพึ่งพาตั๋วปันส่วนและโควตาตามสมุดทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารหรือธัญพืชต่างๆ ล้วนมีจำกัด ถึงแม้บ้านตระกูลจวงจะมีสมาชิกหลายคนทำให้ได้โควตาเยอะ แต่สมาชิกในบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นวัยผู้ใหญ่ที่กำลังกินกำลังใช้ทั้งนั้น หุงข้าวหม้อใหญ่แป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยงแทบไม่เหลือติดก้นหม้อ
ดังนั้น พอได้ยินว่าจะมีแหล่งอาหารฟรีๆเข้ามาเติมเต็มท้องไส้ เหลียงเหม่ยเฟินจึงดีใจจนเนื้อเต้น
"ดีเลยค่ะแม่! ถึงเวลาแม่เรียกฉันได้เลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะขนตะกร้าใบใหญ่ไปช่วยขนกลับมาให้เกลี้ยงต้นเลย"
"เออ ถึงเวลาคงต้องเกณฑ์คนไปช่วยกันทั้งบ้านนั่นแหละ เก็บมาให้ได้มากที่สุด ใครมือยาวสาวได้สาวเอา งานนี้ห้ามขาดทุนเด็ดขาด" จ้าวชุ่ยฮวาวางแผนอย่างมุ่งมั่น
"แน่นอนค่ะ!"
เหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบกระซาบ "แต่เรื่องนี้เราต้องแอบๆทำนะคะแม่ ขืนให้พวกรู้มากอย่างป้าซูหรือป้าโจวรู้เข้า มีหวังแห่ตามเราไปแย่งเก็บจนหมดแน่ๆ พวกนี้ยิ่งจมูกไวอย่างกับหมา... เอ๊ะ?"
จู่ๆ เหลียงเหม่ยเฟินก็ชะงักไปเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เธอยกมือเกาหัวแกรกๆแล้วถามด้วยความสงสัย
"ว่าแต่... ป้าโจวแกยังไม่กลับมาอีกเหรอคะแม่?"
จ้าวชุ่ยฮวาเลิกคิ้วเล็กน้อย "ยังไม่กลับเหรอ?"
พอฉุกคิดได้ เธอก็ตบต้นขาฉาดใหญ่แล้วหัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ งั้นก็ดีสิ! สมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะ"
ยายแก่ปากตะไกรนั่น สมควรโดนขังดัดนิสัยเสียบ้าง ยิ่งโดนนานเท่าไหร่ยิ่งดี แม้จ้าวชุ่ยฮวาจะรู้ดีว่าคดีทะเลาะวิวาทแค่นี้คงโดนกักตัวไม่นาน แต่ขอแค่ให้นางโจวหลี่ซื่อต้องนอนคุกนอนตะรางเพิ่มอีกสักคืนสองคืน เธอก็สะใจจนนอนหลับฝันดีแล้ว
"คนนิสัยเสียแบบนั้น มันต้องเจอดีเข้าสักวัน เห็นไหมล่ะ กรรมตามสนองทันตาเห็น" จ้าวชุ่ยฮวาพูดไปก็ยิ้มไปอย่างมีความสุข
เหลียงเหม่ยเฟินพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ พลางหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจไม่แพ้กัน
ต้องบอกก่อนว่า ป้าโจวคนนี้คือศัตรูตัวฉกาจของเหลียงเหม่ยเฟิน เพราะโจวหลี่ซื่อปากสว่างชอบเอาเรื่องที่เหลียงเหม่ยเฟินยกงานให้เหลียงต้าจวินน้องชายตัวเอง ไปนินทาว่าร้ายเสียๆหายๆทั้งต่อหน้าและลับหลัง หาว่าเธอเป็นพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา เป็นลูกสะใภ้อกตัญญูที่เห็นแก่บ้านเดิมมากกว่าบ้านสามี
คำนินทาเหล่านั้นมันจี้ใจดำเหลียงเหม่ยเฟินเข้าอย่างจัง เพราะลึกๆ แล้วเธอก็รู้ตัวว่าทำไม่ถูก แต่คนเราเมื่อโดนจี้จุดอ่อน ย่อมเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ยิ่งป้าโจวพูดมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเกลียดขี้หน้ายายแก่ตระกูลโจวเข้าไส้ เหมือนโดนเหยียบหางจนต้องแยกเขี้ยวใส่
วันนี้พอเห็นคู่อริตกอับ ต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุก เหลียงเหม่ยเฟินจึงรู้สึกเบิกบานใจประหนึ่งได้จุดประทัดฉลองตรุษจีน
"ฉันว่านะแม่ ป่านนี้แกคงยังไม่ได้ออกมาหรอก เพราะโจวฉวินลูกชายแกยังนอนหยอดน้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาลนู่น ส่วนเจียงหลูเมียของโจวฉวินก็ต้องเฝ้าผัว จะเอาเวลาที่ไหนไปเดินเรื่องประกันตัวแม่ผัว เผลอๆ เจียงหลูอาจจะแอบภาวนาให้แม่ผัวตัวแสบโดนขังลืมไปเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องออกมาสร้างความรำคาญใจ"
[จบบท]