บทที่ 96: กระต่ายตุ๋นกับข่าวลือในลานบ้าน
จ้าวชุ่ยฮวามองหน้าลูกสะใภ้คนโตด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง แววตาที่อ่านไม่ออกนั้นทำให้เหลียงเหม่ยเฟินสะดุ้งโหยงจนใจหายวาบ เธอรีบออกตัวพูดย้ำจุดยืนของตัวเองทันที
“แม่ หนูไม่เหมือนคนพวกนั้นนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียงในลำคอก่อนจะสวนกลับไปทันควัน
“ถุย! เธอช่วยคิดให้มันดีๆ หน่อยเถอะ ฉันไม่มีวันถูกจับขังหรอกย่ะ แล้วบ้านเราก็ไม่ใช่พวกหน้าด้านที่จะไปแย่งบ้านใครเขาด้วย”
เหลียงเหม่ยเฟินรีบพยักหน้าสนับสนุนอย่างเอาอกเอาใจ
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะแม่ แม่เป็นคนดีขนาดนี้ ใครจะกล้าว่าอะไร... เอ้อ จริงสิแม่ เย็นนี้สะใภ้เล็กไม่กลับมากินข้าวบ้านเราใช่ไหมคะ?”
เธอจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าหมิงเหม่ยต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในเย็นวันนี้ ซึ่งเป็นคำสั่งของแม่สามีเองเสียด้วย
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าตอบรับเบาๆ เป็นเชิงยืนยัน
เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เหลียงเหม่ยเฟินก็ก้มลงมองเนื้อกระต่ายป่าที่กำลังเตรียมลงหม้อ หัวใจของเธอพองโตด้วยความเบิกบาน ดูสิ ดูเอาเถอะ ถึงแม้หมิงเหม่ยมันจะปากหวานช่างประจบสอพลอแค่ไหน แต่เธอที่เป็นสะใภ้ใหญ่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันหรอกนะ วันนี้หมิงเหม่ยไม่อยู่บ้าน พวกเราก็ได้กินของดีเหมือนกัน!
มุมปากของเหลียงเหม่ยเฟินยกขึ้นสูงจนแทบจะถึงใบหู เธอลงมือทำอาหารอย่างกระตือรือร้น ไฟในเตาลุกโชนโชติช่วง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว
ในยุคสมัยที่ข้าวปลาอาหารขาดแคลน ทุกครัวเรือนต่างกินกันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ น้ำแกงใสแจ๋วแทบจะมองเห็นก้นชาม เพียงแค่บ้านไหนเจียวไข่สักฟอง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนไปได้ทั้งลานบ้านแล้ว นับประสาอะไรกับเนื้อตุ๋นหม้อใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลแบบนี้ ไม่นานนักเพื่อนบ้านจมูกไวก็ได้กลิ่นกันถ้วนหน้า
ป้าซูที่มีบ้านอยู่ใกล้ที่สุดได้กลิ่นเป็นคนแรก หญิงชราบ่นพึมพำสาปแช่งอยู่ภายในห้องของตัวเองด้วยความอิจฉาริษยา
“พวกคนถูไถจนได้ดี! ทำไมต้องมาอวดรวยกันขนาดนี้ด้วย ฮึ! มีเนื้อกินทำไมไม่กินให้ท้องแตกตายกันไปเลยนะ...”
ป้าซูสูดจมูกฟุดฟิดพยายามแยกแยะกลิ่น อืม... ไม่ใช่กลิ่นหมูตุ๋น นี่มันกลิ่นไก่หรือเปล่า? น่าจะใช่ ต้องใช่แน่ ๆ
“นังแก่หนังเหนียวจ้าวนั่นต้องแอบไปตลาดมืดมาแน่ ๆ ดูสิ บ้านแกหาเงินได้เยอะหน่อยก็ทำตัวอวดเบ่งเชียวนะ ขอให้หลานแกป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลกันทั้งบ้านไปเลย! ตัวซวยชัดๆ ทำไมตำรวจไม่มาจับพวกมันไปนะ ให้โดนไล่ออกจากงานกันให้หมด จะได้อดตายกันทั้งโคตร!”
ป้าซูสบถด่าด้วยความคับแค้นใจ พลางนั่งกลุ้มใจว่าจะคุยกับหลานชายทั้งสามคนอย่างไรดี ถ้าเจ้าตัวแสบพวกนั้นได้กลิ่นเนื้อลอยมา ถงไหลหลานรักของเธอจะต้องร้องกระจองอแงขอกินเนื้อจนบ้านแตกแน่นอน
คนพวกนี้ช่างขยันสร้างความเดือดร้อนให้บ้านนางเสียจริง
ซูต้าเหนียงหรือป้าซูรู้สึกจุกอกด้วยความโมโห ใจหนึ่งก็นึกอยากจะบากหน้าไปขอแบ่งเนื้อมากินบ้าง แต่อีกใจก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรี เรื่องพรรค์นี้ถ้าเป็นลูกสะใภ้ของเธอทำ เธอจะไม่ว่าสักคำ เพราะรายนั้นหน้าหนาหน้าทนอยู่แล้ว
แต่สำหรับตัวเธอเอง สมัยสาวยุคขัดสนเธออาจจะเคยทำ แต่พออายุมากขึ้น ความหน้าบางมันก็เพิ่มขึ้นตามตัว จะให้ไปขอเขากินดื้อๆ เธอทำใจไม่ได้จริงๆ
ในขณะที่ป้าซูกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงตะโกนอันคุ้นหูของป้าหวังก็ดังลั่นมาจากกลางลานบ้าน
“จ้าวชุ่ยฮวา! ชีวิตความเป็นอยู่บ้านเธอนี่มันจะดีเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ ไม่ใช่เทศกาลซะหน่อย ทำไมถึงมีเนื้อตุ๋นกินกันได้ล่ะเนี่ย?”
ถึงแม้ป้าหวังจะเป็นคนโผงผางเสียงดัง ชอบทำตัวเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของลานบ้าน แต่เนื้อแท้แล้วนางไม่ใช่คนคิดร้ายหรือมีเล่ห์เหลี่ยมอะไร มีอะไรก็พูดไปตรง ๆ จ้าวชุ่ยฮวาเองก็รู้นิสัยนี้ดี
จึงไม่ได้เก็บเอาคำพูดนั้นมาใส่ใจ เพราะคำพูดเดียวกัน ถ้าออกจากปากคนอื่นอาจหมายถึงการจิกกัด แต่สำหรับป้าหวัง มันก็แค่คำทักทายด้วยความสงสัยเท่านั้น จ้าวชุ่ยฮวาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ก็เจ้าหู่โถวหลานรักของฉันป่วยนอนโรงพยาบาลอยู่ ก็ต้องหาของดีๆ มาบำรุงหลานหน่อยสิ”
“แต่กลิ่นนี่มันไม่เหมือนเนื้อหมูเลยนะ” ป้าหวังแย้งขึ้นจมูกไว
“เนื้อกระต่ายน่ะ” จ้าวชุ่ยฮวาเฉลยอย่างภาคภูมิใจ
“หลานชายคนโตฉันป่วยทั้งที ฉันก็นั่งคิดนอนคิดว่าหลานคงอยากกินอะไรอร่อยๆ ก็เลยลองเสี่ยงดวงไปเดินแถวชานเมือง ตรงที่ฉันเคยจับกระต่ายได้คราวก่อนนั่นแหละ ใจจริงก็ไม่ได้หวังว่าจะจับได้หรอกนะ แต่ใครจะไปนึกเล่า ว่าคนมันจะดวงเฮงขนาดนี้ บทจะได้ลาภลอย มันก็วิ่งเข้ามาหาเองเฉยเลย!”
ป้าหวังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“เธอทำได้ยังไงเนี่ย เก่งเกินไปแล้ว!”
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ ยืดอกรับคำชมอย่างไม่ขัดเขิน
“แน่นอนสิ คนอย่างฉันน่ะปกติไม่ค่อยอยากจะคุยโว แต่ถ้าให้เอาจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เก่งจนวัวตายควายล้มเชียวนะ!”
แม้ป้าหวังจะเป็นคนซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้โง่ เธอรู้ดีว่าจ้าวชุ่ยฮวาคงไปเจอโพรงกระต่ายเข้าให้แล้ว แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เธอก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เพราะเรื่องแหล่งอาหารแบบนี้ ใครเขาจะเอามาบอกคนอื่นง่าย ๆ
ยุคนี้ใครมีเนื้อกินถือว่าเป็นราชา การจะหาเนื้อสักชิ้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ป้าหวังยกนิ้วโป้งให้เพื่อนบ้านอย่างนับถือ
“ยอมใจเธอเลยจริง ๆ”
“นั่นสินะ ฉันเองก็เป็นคนประเภทคมในฝัก พอชักออกมาทีไรก็บาดลึกทุกที”
“แหม! หมั่นไส้จริงเชียว” ป้าหวังทำเสียงจึ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะโบกมือ
“พอแล้ว ๆ ฉันไม่คุยไร้สาระกับเธอแล้ว กลับไปทำกับข้าวดีกว่า... เอ้อ! จริงสิ เธอรู้ข่าวไหมว่าวันนี้ป้าโจวแกจะได้กลับบ้านหรือเปล่า?”
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มมุมปาก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน
“ถามผิดคนแล้วมั้ง ฉันจะไปรู้ได้ยังไง วันนี้ทั้งวันฉันก็มัวแต่วิ่งวุ่นอยู่แถวชานเมือง อีกอย่างถึงฉันอยู่บ้านฉันก็ไม่รู้หรอก ฉันมีเส้นสายที่ไหนกัน เธอเองก็น่าจะรู้ดีนี่นา”
“มันก็จริงของเธอ”
ป้าหวังนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสรุปความเอาเอง
“งั้นเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยดูสถานการณ์อีกทีก็แล้วกัน”
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มบาง ๆ พลางวิเคราะห์ให้ฟัง
“ฉันว่าป่านนี้ลูกชายลูกสะใภ้บ้านนั้นคงวิ่งเต้นจัดการเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่เมาแอ๋กลับมาหรอก”
ขนาดเจียงหลูที่เป็นสะใภ้ยังดื่มเหล้า ถ้าไม่ได้ไปสังสรรค์เพื่อเจรจาธุรกิจ สองผัวเมียคู่นั้นคงไม่กล้าเมาหัวราน้ำกลับมาบ้านให้คนนินทาหรอก คงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ด้วยนั่นแหละถึงได้กล้าทำตัวกร่างขนาดนั้น ป้าหวังพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะตัดบท
“เอาเถอะ ฉันกลับไปทำมื้อเย็นก่อนดีกว่า”
“แหม พูดซะน่าสงสาร บ้านเธอมีหลี่ฟางอยู่ทั้งคน ลูกสาวกตัญญูขนาดนั้น ยังจะต้องถึงมือเธออีกเหรอ?”
ป้าหวังหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ยอมรับว่าลูกสาวของเธอขยันขันแข็งพึ่งพาได้จริง ๆ
คำพูดของป้าหวังทำให้จ้าวชุ่ยฮวาอดนึกถึงลูกสาวของตัวเองไม่ได้ จวงจื้อซินเองก็เป็นเด็กขยันและเก่งกาจไม่แพ้ใคร เพียงแต่ลูกสาวของเธอมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองมากเกินไปหน่อย
ดื้อรั้นจะแต่งงานไปไกลถึงต่างถิ่น นานทีปีหนถึงจะได้กลับมาเยี่ยมบ้าน สามีของลูกสาวเป็นทหารประจำการอยู่บนเกาะ ลูกสาวเลยต้องย้ายตามไปอยู่ที่นั่น แค่จะส่งของไปให้สักชิ้นยังลำบากยากเย็น
“เฮ้อ... พูดถึงลูกสาวแล้วก็อดห่วงไม่ได้” จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจออกมา
ป้าหวังสัมผัสได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียงของเพื่อนบ้าน จึงรีบปลอบใจ
“ลูกสาวคนรองของเธอมีความสุขดี เธอไม่ต้องห่วงหรอก สามีเขาก็รักใคร่เอ็นดูดีไม่ใช่เหรอ แถมไม่มีพ่อผัวแม่ผัวมาคอยจู้จี้กวนใจอีก แค่นี้ก็ประเสริฐแล้ว”
“ไอ้เรื่องนั้นฉันก็รู้อยู่หรอก แต่มันไกลเกินไป หัวอกคนเป็นแม่ ใครๆ ก็อยากให้ลูกอยู่ใกล้ ๆ อยากเห็นหน้าเมื่อไหร่ก็ไปหาได้... ช่างเถอะ พูดไปก็เท่านั้น แต่งออกไปแล้ว จะให้ฉันไปมัดตัวลากกลับมาก็คงไม่ได้”
“เธอนี่ก็พูดเป็นเล่น ไปมัดตัวกลับมาได้ที่ไหน เดี๋ยวนี้เขาเลิกคลุมถุงชนกันแล้วนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาโบกมือไล่ความเศร้า
“ไปๆๆ เธอนี่ชอบขัดคอฉันจริงๆ คนเขาแค่บ่นระบายความในใจเฉยๆ... แต่จะว่าไป พอป้าโจวไม่อยู่แบบนี้ ฉันชักจะเหงาปากยังไงชอบกล อยากจะหาคนทะเลาะด้วยสักหน่อยก็หาคู่มือไม่ได้เลย”
“...เธอนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ” ป้าหวังถึงกับพูดไม่ออก ส่ายหัวด้วยความระอา
เธอตัดสินใจไม่ต่อปากต่อคำกับยัยแก่ปากจัดคนนี้แล้ว รีบขอตัวกลับบ้านไปทำกับข้าวดีกว่า!
จ้าวชุ่ยฮวาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านเช่นกัน...
แต่ทว่า... มีใครบางคนที่ยังไม่ได้กลับบ้าน?
คนคนนั้นก็คือตำนานประจำลานบ้านอย่าง 'ป้าโจว' นั่นเอง ป้าโจวยังคงไม่ได้กลับมาเธอถูกเจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงงานคุมตัวไปตั้งแต่เมื่อเช้าวาน ถึงแม้ว่าป้าโจวจะเป็นคนที่ไม่มีใครชอบขี้หน้า นิสัยใจคอคับแคบ เห็นแก่ตัว และชอบทำเรื่องงงามหน้าสารพัด
แต่เนื่องจากสิ่งที่เธอก่อขึ้นยังไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงอะไรมากมายนัก การจะลงโทษสถานหนักจึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบาก ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า "เป็นคนแก่" ก็ยังคงเป็นเกราะกำบังชั้นยอดเสมอ ไม่ว่าคนแก่คนนั้นจะทำตัวน่ารังเกียจสักแค่ไหนก็ตาม
แม้แผนกรักษาความปลอดภัยจะคุมตัวเธอไว้ แต่พวกเขาก็เข้าใจกฎเกณฑ์ข้อนี้ดี ดังนั้นพวกเขาจึงคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ป้าโจวคงจะโดนแค่ตักเตือนและลงโทษสถานเบาพอเป็นพิธี แล้วก็ปล่อยตัวกลับบ้าน
ยิ่งเมื่อคืนมีข่าวแว่วมาว่าพ่อตาของโจวฉวินได้เลี้ยงรับรองผู้จัดการโรงงาน ทางแผนกรักษาความปลอดภัยก็ยิ่งกระจ่างแจ้งแก่ใจ รู้ทันทีว่าทิศทางลมจะพัดไปทางไหน สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมื้ออาหารนั้น ใครบ้างจะดูไม่ออก? ก็คงต้องโทษที่คนหนุนหลังของอีกฝ่ายมีอิทธิพลไม่เบานั่นแหละ
จะด้วยเหตุผลกลใดหรือความคิดแผลง ๆ แบบไหนของผู้จัดการโรงงานก็สุดจะเดาได้ ที่ดันยอมให้พ่อตาของโจวฉวินจัดงานเลี้ยงรับรองเหล่าผู้นำโรงงาน โดยเจาะจงเลือกสถานที่จัดงานเป็นโรงอาหารเล็กภายในโรงงานของพวกเขาเอง
การกระทำแบบนี้ดูยังไงก็จงใจจะประกาศศักดาให้แผนกรักษาความปลอดภัยได้เห็นตำตา เพื่อให้พวกเขารู้จัก ‘อ่านทิศทางลม’ และทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของเบื้องบนเอาเองโดยไม่ต้องให้พูดซ้ำ กล่าวโดยสรุปก็คือ เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างรู้ดีอยู่เต็มอกว่า ครั้งหน้าถ้าโจวฉวินโผล่หัวมารับตัวแม่กลับไป พวกเขาก็จำต้องปล่อยเธอออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผู้จัดการโรงงานได้รับบุญคุณความชอบ หัวหน้าแผนกได้รับบุญคุณเป็นสินน้ำใจ แต่พวกเขานี่สิ... นอกจากจะไม่ได้ห่านอะไรเลยแล้ว ยังต้องมาโดนยัยแก่หนังเหนียวคนหนึ่งด่าสาดเสียเทเสียว่าเป็นแค่หมาเฝ้าบ้าน ความคับแค้นใจนี้ย่อมสุมอยู่ในอกของเจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นธรรมดา
แม้พวกเขาจะไม่โง่พอที่จะลงไม้ลงมือกับป้าโจวให้เกิดร่องรอยจนเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่ทุกวงการมันก็ย่อมมีลู่ทางและวิธีการจัดการในแบบของมัน การจะสั่งสอนหญิงแก่ปากดีคนหนึ่งโดยไม่ให้เหลือหลักฐาน มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ป้าโจวถูกคุมตัวมาตั้งแต่ช่วงสายของเมื่อวาน เธอถูกใส่กุญแจมือล็อกติดไว้กับท่อน้ำร้อนที่อยู่สูงเหนือศีรษะ เวลาล่วงเลยมาวันครึ่งแล้วที่เธอต้องยืนเขย่งปลายเท้าอยู่อย่างนั้น ความทรมานแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ขาของเธอสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกหักออกจากกัน แขนข้างที่ถูกดึงรั้งขึ้นไปสูงก็ปวดร้าวระบมจนแทบจะไร้ความรู้สึก
หญิงชราที่เมื่อวานยังวางก้ามด่ากราดผู้คนไปทั่วด้วยความอหังการ มาบัดนี้แม้แต่แรงจะส่งเสียงร้องครวญครางยังแทบไม่มี หลังจากแหกปากโวยวายมาค่อนวัน ตอนนี้ลำคอของเธอแห้งผากและบวมเป่ง น้ำเสียงที่เคยแหลมบาดหูกลายเป็นเสียงแหบแห้งเหมือนเป็ดโดนบีบคอ ทั้งเจ็บปวด ทั้งทรมาน
และที่สำคัญที่สุดคือความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะ ใช่แล้ว... แผนกรักษาความปลอดภัยไม่มีทางเปลืองข้าวเปลืองน้ำให้กับคนปากดีอย่างเธอหรอก ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งวันที่ผ่านมา เธอยังไม่มีข้าวตกถึงท้องแม้แต่เม็ดเดียว
สภาพของป้าโจวในเวลานี้ดูร่อแร่เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ลมหายใจแผ่วเบาราวกับเส้นด้ายบางๆ ที่พร้อมจะขาดผึงได้ทุกเมื่อ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายจริง ๆ
ทว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เธอภาคภูมิใจนักหนากลับยังไม่โผล่หัวมาให้เห็นแม้แต่เงา อันที่จริงทางแผนกรักษาความปลอดภัยเองก็ไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะขังลืมยายแก่คนนี้ไว้นานนักหรอก เมื่อเช้านี้ผู้ช่วยของผู้จัดการโรงงานก็ได้มาแจ้งกำชับไว้แล้วว่า
ทันทีที่โจวฉวินมารับตัว ก็ให้ป้าโจวกล่าวขอโทษเจ้าหน้าที่ทุกคนเรียงตัวเสียก่อน แล้วค่อยปล่อยตัวไปถือว่าจบเรื่องกัน โดยโจวฉวินได้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะคอยดูแลแม่ของเขาไม่ให้ไปก่อเรื่องระรานใครที่ไหนอีก
ลองคิดดูแล้วเรื่องมันก็ไม่น่าจะซับซ้อนอะไร แต่ใครจะไปคาดคิดว่าโจวฉวินดันไม่มารับตัวแม่ของเขาเสียนี่ มิหนำซ้ำ นอกจากจะไม่มารับแล้ว เจ้าตัวยังไม่มาทำงานอีกต่างหาก ได้ยินข่าวแว่วมาว่า—นอนโรงพยาบาลไปเสียแล้ว
คราวนี้ความซวยก็มาตกที่แผนกรักษาความปลอดภัยเข้าอย่างจัง คำสั่งของผู้จัดการโรงงานคือ ‘ให้ปล่อยตัวเมื่อโจวฉวินมารับ’ แต่ในเมื่อโจวฉวินไม่มา พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยตัวเธอไปส่งเดช ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับขัดคำสั่งเจ้านาย แต่จะให้ขังต่อไปเรื่อยๆ ก็ดูท่าจะไม่ดี
สถานการณ์ตอนนี้ทำเอาเจ้าหน้าที่ทุกคนปวดเศียรเวียนเกล้า กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
งานเข้าพวกเขาแล้วไง... ของร้อนหล่นมาใส่มือเต็ม ๆ
ถ้าของที่หล่นใส่มือเป็นสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มก็ยังพอจะเจริญหูเจริญตาบ้าง แต่นี่ดันเป็นยายแก่หนังเหี่ยวที่เอาแต่แหกปากร้องโหยหวน ใครมันจะไปทนไหว
เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างอมทุกข์ระทมใจกับภาระที่โยนทิ้งไม่ได้ ส่วนป้าโจวเองก็ทุกข์ทรมานแสนสาหัสไม่แพ้กัน ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ไม่ว่าเธอจะตะโกนเรียกหาร้องขอความเมตตาแค่ไหน นอกจากจะมีคนเดินเข้ามาด่าซ้ำเติมแล้ว
ก็ไม่มีใครคิดจะปลดพันธนาการให้เธอเลยแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งโจวฉวินลูกชายสุดที่รักก็ยังไม่ปรากฏตัว
ในตอนแรก ป้าโจวไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอมั่นใจในบารมีของลูกชายตัวเองนักหนา โจวฉวินเป็นถึงช่างไฟฟ้าระดับเจ็ด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของโรงงาน คนเก่งกาจระดับนี้เรียกได้ว่าเป็นอนาคตของชาติ
จะให้ผู้จัดการโรงงานต้องมาคุกเข่าประจบสอพลอก็ยังสมเหตุสมผล เธอถึงขั้นวาดฝันไปว่าลูกชายของเธอจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการโรงงานในอนาคตด้วยซ้ำ
แต่ทว่า... เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความมั่นใจเหล่านั้นก็เริ่มสั่นคลอน ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ ทำไมลูกถึงยังไม่มา? โจวฉวินของแม่หายหัวไปไหน? เขาไม่รู้เรื่องงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขารู้มีหรือจะไม่รีบเหาะมาช่วยแม่บังเกิดเกล้าคนนี้
พวกคนใจดำพวกนี้มันจงใจแกล้งกันชัดๆ เอาเธอมาล็อกกุญแจมือห้อยต่องแต่งไว้กับท่อเหล็ก ให้ยืนก็ยืนไม่เต็มเท้า เจตนาจะทรมานคนแก่เห็นๆ แต่ถึงจะแค้นแค่ไหน เวลานี้ป้าโจวก็ไม่กล้าด่าทอใครอีกแล้ว เธอทำได้เพียงส่งเสียงครางฮือๆ ร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา แต่ก็ยังไร้ผล ไม่มีใครสนใจไยดีเธอสักคน
ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน สภาพของป้าโจวยับเยินดูไม่ได้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงราวกับรังนก เสียงแหบพร่ายิ่งกว่ากระดาษทรายถูไม้ ร่างกายปวดร้าวไปทุกสัดส่วน ความหิวและความกระหายเล่นงานจนตาลาย พวกคนใจยักษ์ใจมารพวกนี้ไม่ยอมให้เธอกินน้ำกินข้าวเลยสักคำ ช่างอำมหิตผิดมนุษย์มนาเหลือเกิน
คอยดูเถอะ ถ้าวันไหนเธอได้ดี หรือลูกชายได้เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอจะไล่ไอ้พวกเวรตะไลนี่ออกให้หมด!
แต่เมื่อมองเห็นอนาคตอันมืดมนที่ยังไม่รู้ว่าจะถูกขังไปอีกนานแค่ไหน ความกลัวที่แท้จริงก็เริ่มกัดกินหัวใจจนเธอตัวสั่นงันงก เธอหวาดกลัวจับขั้วหัวใจจนอยากจะคุกเข่ากราบไหว้ฟ้าดิน
ขอให้ดลบันดาลให้โจวฉวินรีบมาช่วยเธอออกไปจากขุมนรกนี้เสียที ทว่าจนแล้วจนรอด ฟ้าก็เริ่มจะมืดลงอีกครั้ง โจวฉวินก็ยังคงไร้วี่แวว ป้าโจวร้องไห้โฮออกมาอย่างหมดสภาพ แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะแหบแห้งเต็มที
“เสี่ยวฉวิน... เสี่ยวฉวินลูกแม่ รีบมาพาแม่กลับบ้านทีเถอะ... พวกคุณปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันยอมแล้ว ฉันสำนึกผิดแล้ว... ฉันจะไม่ไปแย่งบ้านใครอีกแล้ว”
“ขอน้ำ... ขอน้ำให้ฉันสักหน่อยเถอะ ขอข้าวสักคำก็ได้... เมตตาฉันเถอะนะ...”
“ฉันอยากกลับบ้าน... ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่กล้าอีกแล้ว...”
ไม่ว่าเธอจะคร่ำครวญเสียงอ่อยแค่ไหน ก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากใครทั้งสิ้น ป้าโจวเริ่มเพ้อเจ้อด้วยความสิ้นหวัง
“ฉันต้องตายแน่ๆ... ฉันต้องตายอยู่ที่นี่แน่ๆ ปล่อยฉันไปเถอะ... ฉันผิดไปแล้ว...”
เสียงพร่ำบ่นซ้ำซากดังลอดออกมาจากห้องขัง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เดินผ่านไปมาต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญ หวางเอ้อร์ไล่จื่อหนึ่งในเจ้าหน้าที่เวรทนฟังไม่ไหว เดินกลับเข้ามาในสำนักงานพร้อมบ่นอุบ
“แม่*เอ๊ย! กูละพูดไม่ออกจริง ๆ ไอ้โจวฉวินนี่มันก็ใจดำอำมหิตเกินคน แม่บังเกิดเกล้าแท้ๆ มันยังทิ้งขว้างไม่มาดูดำดูดี”
จางซาน เจ้าหน้าที่อีกคนเงยหน้าขึ้นถามยิ้ม ๆ
“ทำไม? แกเกิดสงสารยายแก่นั่นขึ้นมาหรือไง?”
ยุคสมัยนี้คนชื่อจางซาน หลี่ซื่อ มีเกลื่อนกลาดไปหมด ก่อนหน้านี้ไอ้หัวขโมยที่จับได้ก็ชื่อนี้เหมือนกัน
หวางเอ้อร์ไล่จื่อถ่มน้ำลายลงพื้นดัง ‘ถุย’ ก่อนสวนกลับ
“ฉันเนี่ยนะจะสงสาร? ตลกตายห่า ยายแก่นั่นเพิ่งด่าฉันว่าเป็นหมาเฝ้าบ้านเมื่อวานนี้เอง ขืนฉันไปสงสารมันฉันก็คงเป็นคนบัดซบเต็มทีแล้ว แต่ประเด็นคือคืนนี้ฉันต้องเข้าเวร แล้วยัยแก่นั่นก็เอาแต่ร้องหงิงๆ ครวญครางเหมือนผีเปรตขอส่วนบุญอยู่นั่นแหละ นายคิดดูสิว่าคืนนี้ฉันจะหลับลงได้ยังไง”
จางซานหัวเราะหึ ๆ
“เอาน่า นายมาบ่นกระปอดกระแปดตอนนี้มันจะได้อะไรขึ้นมา เมื่อคืนฉันเข้าเวรหนักกว่านายเยอะ ยายแก่นั่นเริ่มสตาร์ตเครื่องตั้งแต่ด่ากราดไล่โคตรเหง้า ไปจนถึงร้องขอชีวิต เสียงนางตอนหวีดร้องนะ... โอ้โห ฉันบอกเลยว่าแสบแก้วหูฉิบหาย ฟังแล้วนึกถึงเสียงแมวข่วนลังกระดาษ ขนลุกชันไปทั้งตัว ฉันรำคาญจนทนไม่ไหวต้องออกไปเดินตรวจตราข้างนอกทั้งคืน”
จางซานชี้นิ้วเข้าหาหน้าตัวเองประกอบคำบรรยาย
“นายดูขอบตาฉันสิ ดำเป็นหมีแพนด้าขนาดนี้ ฉันไม่ได้นอนเลยสักงีบ”
“คนขอบตาดำไม่ได้มีแค่นายคนเดียวหรอกเว้ย... เฮ้ย ไม่ใช่สิ นายได้ยินข่าวลือหรือยัง? เขาว่ากันว่าผัวเมียโจวฉวินไปมีเรื่องตบตีกับไป๋เฟิ่นโต้วด้วยนะเว้ย”
เจ้าหน้าที่หนุ่มทั้งสองเริ่มกระซิบกระซาบเข้าโหมดนินทา ไป๋เฟิ่นโต้วทำงานอยู่แผนกเดียวกับพวกเขาก็จริง แต่ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะหมอนี่เป็นคนอีคิวต่ำ พูดจาไม่เข้าหูคน แถมวันๆ เอาแต่ทุ่มเทเวลาไปพะเน้าพะนอแม่ม่ายจนไม่เป็นอันทำการทำงาน เพื่อนฝูงเลยพากันดูแคลน
“เฮ้ย เรื่องนี้เขารู้กันให้แซ่ดตั้งแต่เช้าแล้ว ฉันจะเล่าให้ฟัง มันเกี่ยวกับแม่ม่ายเรือพ่วงอย่างหวังเซียงซิ่วนั่นแหละ...”
“ทำไมวะ? หรือว่าสองคนนั้นจะแย่งจีบแม่ม่ายคนเดียวกัน? ศึกชิงนางงั้นเหรอ?”
“เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้วนาย! ไอ้โจวฉวินถึงมันจะชอบสร้างภาพว่าเป็นคนดีศรีสังคม แต่เรื่องชู้สาวนี่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยนะเว้ย มีแต่ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วของพวกเราเนี่ยแหละ... หึๆ ฟังนะเว้ย
เรื่องของเรื่องคือลูกชายของหวังเซียงซิ่วฉวยโอกาสตอนที่บ้านโจวฉวินไม่มีคนอยู่ แอบย่องเข้าไปขโมยของ แล้วดันซวยที่ผัวเมียคู่นั้นกลับมาเจอเข้าจังๆ พอจะเอาเรื่อง ไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วผู้พิทักษ์สาวงามก็เลยโดดออกมาปกป้องแม่ม่าย แล้วก็ซัดโจวฉวินร่วงไปกองนั่นแหละ”
[จบบท]