ในห้องผู้ป่วยวีไอพีของโรงพยาบาล กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออบอวลไปทั่ว
เส้นผมของเจียงซวงเริ่มหงอก ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนไหวและร้องไห้ง่ายในวัยสาว ผ่านความทุกข์ยากมาทั้งชีวิต จนสายตาพร่ามัวอย่างหนัก
เมื่ออายุล่วงเลยกว่าห้าสิบปี เธอแทบมองไม่เห็นชายที่นั่งอยู่ข้างเตียง
สามสิบปีผ่านไปแล้ว แต่เขายังคงยืนหยัดมั่นคงดุจต้นสน
เจียงซวงพยายามเพ่งมองใบหน้าของเขา ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็มองไม่ชัด
“ซุ่ย...เฉิง...”
เธอยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา เซียวซุ่ยเฉิงรีบกุมมือเธอไว้ เสียงทุ้มอันคุ้นเคยดังขึ้น
“ฉันอยู่นี่”
เจียงซวงรู้ดีว่าเวลาของเธอกำลังจะหมดลง น้ำตาไหลอาบแก้ม ปลายจมูกแสบร้อน
“ฉันขอโทษ... ตอนนั้นฉันไม่ควรสงสัยความบริสุทธิ์ของคุณเลย...”
หากถามว่าในชีวิตนี้เธอเสียใจที่สุดเรื่องอะไร
มีอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรก เธอไม่ควรปล่อยให้เจียงซาน ลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง เป็นคนนำอาหารไปให้เซียวซุ่ยเฉิง
เจียงซานแอบใส่ยาปลุกอารมณ์ลงในอาหาร ทำให้เขาควบคุมสติตัวเองไม่ได้
เซียวซุ่ยเฉิงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะยับยั้งตัวเอง ไม่ให้ทำร้ายเจียงซาน แต่เหตุการณ์นั้นกลับกลายเป็นชนวนของความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ระหว่างเขากับเจียงซวง
ด้วยความโกรธและผิดหวัง เธอจึงยกเลิกการหมั้น
การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ทำให้ทั้งสองต้องพลัดพรากจากกันถึงสามสิบปี
ส่วนเรื่องที่สอง...
เธอไม่ควรปล่อยให้เจียงซานขโมยจี้หยกที่คุณยายทิ้งไว้ให้
ว่ากันว่าจี้หยกชิ้นนั้นมีวิญญาณสถิต สามารถนำโชคลาภมาสู่ผู้ครอบครอง
แม้เจียงซานจะไม่ได้แต่งงานกับเซียวซุ่ยเฉิง แต่หลังจากได้ครอบครองจี้หยก ชีวิตของเธอก็ราบรื่นอย่างน่าเหลือเชื่อ
การลงทุนทุกครั้งประสบความสำเร็จ สะสมทุนจนเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ได้ ก่อนจะรู้จักนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นบุกเบิก และสร้างฐานะจนรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
หลังแต่งงาน เธอให้กำเนิดลูกชายถึงสี่คน ได้รับความรักและการดูแลจากครอบครัวสามีอย่างดี
ขณะที่ชีวิตของเจียงซานเต็มไปด้วยโชคลาภ ชีวิตของเจียงซวงกลับเต็มไปด้วยความทุกข์
เสียงสะอื้นของชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างเตียง
“ซวงเอ๋อร์... อย่าเป็นอะไรนะ...”
เซียวซุ่ยเฉิงเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งดุจเหล็กกล้า ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด เขาก็ไม่เคยหลั่งน้ำตา
ตลอดชีวิต เจียงซวงเคยเห็นเขาร้องไห้เพียงสองครั้ง
ครั้งแรก... ตอนที่เธอยกเลิกการหมั้น
และครั้งที่สอง... ก็คือตอนนี้
หัวใจของเจียงซวงราวกับถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ ความเจ็บปวดทำให้เธอขมวดคิ้วแน่น
เธอไม่เคยยอมรับชะตากรรมนี้ได้
เหตุใดคนที่ทำลายชีวิตเธออย่างเจียงซาน ถึงได้มีชีวิตสุขสบายด้วยโชคลาภที่ขโมยไปจากเธอ
แล้วเหตุใดเธอกับเซียวซุ่ยเฉิงจึงต้องพลัดพรากและทนทุกข์ทรมานมาตลอดสามสิบปี
กระทั่งได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เธอกลับเหลือเพียงลมหายใจรวยรินบนเตียงคนไข้
เจียงซวงอยากบอกเขาว่าอย่าร้องไห้ อย่าเสียใจ
แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอ
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ลมหายใจหยุดลงในชั่วพริบตา
เธอตาย...ทั้งที่ยังลืมตาอยู่
“ซวงเอ๋อร์... ซวงเอ๋อร์...”
การได้ยินคือประสาทสัมผัสสุดท้ายที่ยังคงอยู่หลังความตาย
เสียงสุดท้ายที่เจียงซวงได้ยิน คือเสียงร้องไห้อันเจ็บปวดของเซียวซุ่ยเฉิง
“เซียวซุ่ยเฉิง!”
เจียงซวงสะดุ้งตื่น ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้าย
เธอลุกพรวดขึ้นนั่ง เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก
“ซวงเอ๋อร์ ตื่นแล้วก็รีบดื่มน้ำขิงซะ”
“เดี๋ยวถ้าเสี่ยวซานจื่อนำกล่องข้าวกลับมา ก็ล้างให้สะอาด แล้วตักข้าวกับมันฝรั่งหั่นใส่ลงไป เอาไปให้พี่รองของลูกด้วย เขายังไม่ได้กินอะไรเลย”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นพร้อมเสียงจักรเย็บผ้าที่กำลังทำงาน
เจียงซวงขยี้ตา ภาพพร่ามัวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
ห้องผู้ป่วยสีขาวค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยบ้านเก่าในตรอกแคบของครอบครัว
วงกบประตูเตี้ย ผนังบ้านสีเหลืองซีด ม่านลูกปัดฟางแกว่งไกวเบา ๆ ตามสายลม
ลานบ้านเล็ก ๆ ด้านนอกมีรถเข็นเก่าจอดอยู่บนพื้นทรายปนกรวด แอปริคอตเน่าหล่นอยู่บนพื้น ดึงดูดฝูงแมลงวันบินตอม
สิ่งเดียวที่ดูใหม่ในบ้านคือจักรเย็บผ้าข้างประตู
มันเป็นสินสอดของพี่สาวคนโตที่เพิ่งหมั้นหมาย แม้เป็นของเธอ แต่กลับต้องทิ้งไว้ให้ครอบครัวใช้รับจ้างเย็บผ้า หาเงินเตรียมสินสอดให้พี่ชายคนรอง
หลิวชุนฮัว ผู้เป็นแม่ สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม มีปลอกแขนสีเทากันเปื้อน ผมยาวประบ่าถูกแสกกลางและติดกิ๊บสีดำไว้ทั้งสองข้าง
เท้าของเธอเหยียบแป้นจักรเย็บผ้าไม่หยุด ดูเหมือนกำลังเย็บเสื้อเชิ้ตผู้ชาย
หลิวชุนฮัวหันกลับมา
“ซวงเอ๋อร์ เป็นอะไรไป ยังปวดหัวอยู่เหรอ”
ถามไป มือก็ยังเย็บผ้าต่อไปไม่หยุด
เจียงซวงค่อย ๆ ตั้งสติ ความคิดที่เหลือเชื่อผุดขึ้นมาในหัว
นี่เธอ...
เกิดใหม่จริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
“แม่คะ เมื่อกี้แม่พูดว่าอะไรนะ”
หลิวชุนฮัวจึงพูดซ้ำอีกครั้ง
ทันทีที่ได้ยินว่าเจียงซานเป็นคนนำอาหารไปให้เซียวซุ่ยเฉิง และหลังจากนำกล่องข้าวกลับมา จะให้เธอเอาอาหารไปส่งพี่ชายคนรอง
ใบหน้าของเจียงซวงก็ซีดเผือด
“ไม่นะ!”
เธออุทานเสียงดัง
เป็นไปได้อย่างไร!
เธอกลับมาเกิดใหม่ในวันเดียวกับที่เจียงซานนำอาหารไปให้เซียวซุ่ยเฉิงพอดี!
ในชาติที่แล้ว หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เซียวซุ่ยเฉิงปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเจียงซาน
ชื่อเสียงของเขาถูกทำลาย ชายผู้ควรมีอนาคตสดใส กลับต้องสูญเสียทั้งคนรักและโอกาสในชีวิต
เจียงซวงสะบัดผ้าห่มออกทันที
“ฉันต้องไปหาเซียวซุ่ยเฉิงเดี๋ยวนี้!”
หลิวชุนฮัวมองลูกสาวที่วิ่งพรวดออกไป พลางถอนหายใจ
“เด็กคนนี้ วันนี้เป็นอะไรไปนะ ดูแปลก ๆ”
เจียงซวงรีบสวมรองเท้าที่หน้าประตู
เซียวซุ่ยเฉิง แม้อายุยังน้อย แต่ก็เป็นนักวิจัยอาวุโสของสถาบันวิจัยแล้ว
ในยุคที่คนเรียนจบมัธยมต้นก็นับว่ามีการศึกษาสูง เขากลับมีคุณวุฒิระดับศาสตราจารย์
แม้แต่คนแก่ผมหงอกยังเรียกเขาว่า “ศาสตราจารย์เซียว”
จากบ้านตระกูลเจียงไปถึงสถาบันวิจัย ต้องเดินเท้าราวหนึ่งชั่วโมง
ส่วนเจียงซานนั่งรถประจำทางไป แต่ในยุคนั้นรถประจำทางมีน้อยมาก เวลานี้แทบไม่มีให้ใช้แล้ว
เจียงซวงเลี้ยวหัวมุม วิ่งไปเคาะประตูบ้านหลังแรกในตรอก
หยานฉิว เพื่อนของเธอ กำลังซักผ้าอยู่ข้างบ่อน้ำ
“ซวงเอ๋อร์ รีบร้อนอะไรขนาดนั้น เหงื่อท่วมตัวเชียว”
เจียงซวงแทบไม่ได้มองเพื่อน สายตาไปหยุดอยู่ที่จักรยานเก่าคันหนึ่งข้างประตู
“หยานฉิว ฉันขอยืมจักรยานหน่อยได้ไหม”
หยานฉิวไม่เคยเห็นเจียงซวงที่เรียบร้อยสุภาพรีบร้อนถึงเพียงนี้ จึงรู้ว่าต้องมีเรื่องสำคัญแน่
“เอาไปเลย ฉันเพิ่งเติมลมยางมา”
“ขอบคุณ!”
เจียงซวงเข็นจักรยานออกจากตรอก กระโดดขึ้นคร่อม แล้วปั่นออกไปทันที
เปียยาวทั้งสองข้างปลิวไสวตามแรงลม
หลังปั่นอยู่เกือบสี่สิบนาที ในที่สุดเธอก็มาถึงชานเมือง
คนในสถาบันต่างรู้จักเธอดี พอเห็นก็พากันแซว
“อ้าว ภรรยาศาสตราจารย์มาอีกแล้ว!”
เจียงซวงรีบถาม
“เซียวซุ่ยเฉิงอยู่ไหน”
ชายคนนั้นหัวเราะ
“ไปหอพักแล้ว รีบร้อนอะไรขนาดนี้ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าคุณมาจับคนโกงนะ”
เจียงซวงหัวเราะในใจ
ใช่...เขาเดาถูกครึ่งหนึ่ง
แต่เธอไม่ได้มาจับผู้ชายเจ้าชู้
เธอมาจับผู้หญิงสารเลวต่างหาก
เธอรีบวิ่งไปยังหอพักของเซียวซุ่ยเฉิง ซึ่งอยู่บนชั้นสอง
เจียงซวงวิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ก้าวขึ้นถึงขั้นสุดท้าย เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิงก็ดังลอดออกมาจากในห้อง
“พี่เขยซุ่ยเฉิง... ให้ฉันเป็นยาแก้พิษให้คุณเถอะนะ...”