ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจียงซานพยายามเยาะเย้ยและยั่วยุเจียงซวงไม่หยุด
แต่ครั้งนี้ เจียงซวงกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
ความรู้สึกราวกับชกอากาศทำให้เจียงซานอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อก่อนเจียงซวงคอยเอาใจเธอเสมอ ของดี ๆ ก็ยกให้ เชื่อทุกคำที่เธอพูด
เธอจะเมินเฉยเจียงซวงก็ได้ เพราะอีกฝ่ายไม่เคยเมินเธอกลับ
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร
ด้านหวังเหมยหลี่ เมื่อได้ยินคำเยาะเย้ยของเจียงซานก็ยิ่งฮึกเหิม มือทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็ว หยิบแป้งขึ้นมาปั้นต่ออีกหลายก้อน
ก้อนแป้งสีขาวถูกวางเรียงบนโต๊ะเป็นระเบียบ ขนาดใกล้เคียงกันแทบทุกก้อน
ฉางซานซีเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ก่อนรีบเอ่ยเตือน
“เจียงซวง เร็วเข้า! ผ่านไปสามนาทีแล้ว!”
เหลือเวลาอีกเพียงสองนาที
ฉางซานซีรู้สึกตึงเครียดจนปากแห้ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในจังหวะนั้นเอง เจียงซวงจึงคลายมือที่กำอยู่ ก้มลงหยิบก้อนแป้งขึ้นมา
มือของเธอเคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน
ก้อนแป้งสีขาวถูกปั้นและวางเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ขนาดเท่ากันทุกก้อน ราวกับลูกแป้งที่เตรียมพร้อมสำหรับนำไปนึ่ง
หวังเหมยหลี่ชะงักไปทันที
เธอหยุดมือโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของเจียงซวงอย่างเหม่อลอย
มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวสั่นเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งซีด ใบหน้าขาวเผือด
ฉางซานซีอุทานด้วยความตกตะลึง
“เจียงซวง เก่งมาก!”
“เร็วมาก แถมทุกก้อนยังขนาดเท่ากันหมด!”
แม้ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนัก แต่เธอก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าใครคือผู้ชนะ
ซุนหลี่เก็นพยักหน้าด้วยความพอใจ
“หมดเวลา”
เขาหันไปสั่ง
“หลิวกาเหมย ฟางหยูเซียง พวกเธอสองคนมาชั่งน้ำหนัก”
หญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ สองคนเดินออกมาจากฝูงชน
หลิวกาเหมยรับหน้าที่ชั่งน้ำหนัก ส่วนฟางหยูเซียงคอยจดบันทึกผล
หลิวกาเหมยเริ่มจากแป้งของหวังเหมยหลี่
“เจ็ดสิบห้า... เจ็ดสิบสาม... เจ็ดสิบเจ็ด... แปดสิบห้า... แปดสิบเอ็ด... เจ็ดสิบสาม... แปดสิบ... แปดสิบสอง... แปดสิบสาม... แปดสิบห้า”
ฟางหยูเซียงพยักหน้า
“ต่อไป แป้งของเจียงซวง”
หลิวกาเหมยวางก้อนแรกลงบนตาชั่ง
“แปดสิบ”
ก้อนที่สอง
“แปดสิบ”
ก้อนที่สาม
“แปดสิบ”
จนกระทั่งครบสิบก้อน ทุกก้อนมีน้ำหนักแปดสิบกรัมพอดี
ฉางซานซีถึงกับอึ้ง
แม้เตรียมใจไว้แล้ว แต่ความแม่นยำระดับนี้ก็ยังเกินกว่าที่เธอคาดคิด
เธอเผลอปรบมือออกมา
“เจียงซวง สุดยอดจริง ๆ!”
“ปั้นแป้งสิบก้อนเท่ากันหมดภายในสองนาที แบบนี้มีแต่อาจารย์ซุนเท่านั้นที่ทำได้!”
เสียงปรบมือดังขึ้นจากมุมหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกลามไปทั่วทั้งโรงงาน
“เก่งจริง!”
“น่าทึ่งมาก!”
“หวังเหมยหลี่ รีบขอโทษเถอะ!”
“ใช่ ขอโทษอาจารย์ซุน หัวหน้าจาง แล้วก็เจียงซวง!”
ไม่นาน เสียงตะโกนก็ดังประสานกัน
“ขอโทษ!”
“ขอโทษ!”
แผนกทำขนมที่ปกติมีเพียงเสียงเครื่องจักรและเสียงนวดแป้ง วันนี้กลับคึกคักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
หัวหน้าแผนกอื่นที่ได้ยินเสียงต่างพากันเข้ามามุงดู
ไม่นาน ข่าวการเดิมพันระหว่างเจียงซวงกับหวังเหมยหลี่ก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงงาน
ข่าวที่ว่าพนักงานใหม่สามารถปั้นแป้งหนักแปดสิบกรัมได้สิบก้อนเท่ากันภายในเวลาเพียงสองนาที ยิ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
สิบกว่านาทีต่อมา ข่าวก็มาถึงหูหัวหน้าแผนกจาง
เวลานั้น จางจี้เซิงกำลังถือแก้วเคลือบลายคำว่า "รับใช้โรงงาน" พลางจิบชาดอกเบญจมาศ
เมื่อได้ยินรายงาน เขาก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
“อะไรนะ? เจียงซวงปั้นแป้งสิบก้อนเท่ากันหมดภายในสองนาที?”
ผู้มารายงานรีบพยักหน้า
“ใช่ครับ ทุกคนเห็นกับตา”
“ก่อนแข่ง เธอยังเดิมพันไว้ด้วยว่าถ้าชนะ หวังเหมยหลี่ต้องขอโทษคุณกับอาจารย์ซุน”
“ส่วนน้ำหนักแปดสิบกรัมก็เป็นหัวหน้าทีมฉิน ป้าของหวังเหมยหลี่ ที่เป็นคนกำหนดเอง”
“แต่เจียงซวงก็ยังชนะครับ”
ตลอดสองวันที่ผ่านมา จางจี้เซิงกังวลเรื่องข่าวลือจนแทบนอนไม่หลับ
เช้านี้ยังต้องดื่มชาดอกเบญจมาศแก้ร้อนใน
แต่เมื่อได้ยินข่าว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ฮ่า ๆ ๆ! ดีมาก!”
“หวังเหมยหลี่คิดว่าตัวเองเก่งเพราะพ่อเป็นเชฟ สุดท้ายก็ประมาทคู่ต่อสู้”
เขาวางแก้วลงแล้วลุกขึ้นทันที
“ไป! ฉันจะไปดูด้วยตัวเอง”
การขอโทษต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ จะพลาดได้อย่างไร
เมื่อจางจี้เซิงมาถึงแผนกทำขนม
หวังเหมยหลี่ยังคงยืนจ้องก้อนแป้งของเจียงซวงอย่างเหม่อลอย
เธอพึมพำซ้ำไปมา
“เป็นไปไม่ได้...”
“เป็นไปไม่ได้...”
“เจียงซวงแทบไม่เคยกินขนมพวกนี้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงหยิบแป้งได้แม่นขนาดนี้...”
ซุนหลี่เก็นแค่นหัวเราะ
“แค่เพราะเธอไม่ใช่อัจฉริยะ ไม่ได้แปลว่าบนโลกนี้จะไม่มีอัจฉริยะ”
“เจียงซวงเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านงานฝีมือ”
เจียงซวงก้าวออกมาหนึ่งก้าว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หวังเหมยหลี่”
“ขอโทษอาจารย์ซุน หัวหน้าจาง และขอโทษฉัน”
เธอไม่เคยคิดเห็นใจคนที่สร้างข่าวลือทำลายชื่อเสียงผู้อื่น
ในเมื่อกล้าพูด ก็ต้องกล้ารับผิดชอบ
หวังเหมยหลี่จ้องกลับด้วยสีหน้าดื้อดึง
“ไม่มีทาง!”
“ฉันคือหวังเหมยหลี่ ลูกสาวของหวังซวงฉวน”
“ทำไมฉันต้องขอโทษเธอต่อหน้าคนมากมายด้วย?”
“เธอชนะแล้ว ยังจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันอีกหรือ?”
เจียงซานเองยังตกตะลึงกับฝีมือของเจียงซวง แต่ก็รีบออกมาช่วยพูด
“ใช่แล้ว เหมยหลี่ก็เสียใจมากพอแล้ว”
“ทำไมเธอต้องบีบคั้นกันขนาดนี้?”
สายตาของเจียงซวงเย็นเฉียบ
เธอเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน
“หวังเหมยหลี่ปล่อยข่าวลือว่าฉันมีความสัมพันธ์กับหัวหน้าจางและอาจารย์ซุน”
“ถ้าฉันพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ชื่อเสียงของฉันจะเสียหายแค่ไหน?”
“แล้วหัวหน้าจางกับอาจารย์ซุนล่ะ?”
“ทั้งสองทำงานให้โรงงานมาหลายปี แต่กลับถูกลากเข้าไปพัวพันกับข่าวลือสกปรกนี้”
“หากเรื่องบานปลาย พวกเขาอาจถูกไล่ออก หรือถึงขั้นทำให้ครอบครัวแตกแยก”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“แล้วถ้าข่าวลือนี้ไปถึงหูครอบครัวคู่หมั้นของฉันล่ะ?”
“การแต่งงานของฉันจะยังดำเนินต่อไปได้หรือ?”
น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบไร้อารมณ์
“ตอนที่พวกเธอทำร้ายคนอื่น... ความเห็นใจอยู่ที่ไหน?”
จากนั้นเธอหันไปมองเจียงซาน
สายตาเย็นชาจนอีกฝ่ายรู้สึกหนาวสะท้าน
“ส่วนเธอ...”
“เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน”
“ตั้งแต่เด็ก เธอเอาแต่ต่อต้านฉัน”
“เวลาใครรังแกฉัน เธอบอกว่าฉันสมควรได้รับ”
“แต่พอฉันลุกขึ้นปกป้องตัวเอง กลับกลายเป็นว่าฉันเป็นฝ่ายผิด”
เจียงซวงสบตาเธอตรง ๆ ก่อนถามช้า ๆ
“ฉันทำอะไรให้เธอเกลียดฉันมากถึงเพียงนี้?”