ยามเฝ้าประตูมองชายหญิงที่เดินเคียงกันออกจากโรงงาน ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด เขาถอนหายใจเบา ๆ
“ช่างเป็นคู่ที่เหมาะกันจริง ๆ”
เจียงซวงไม่ใช่คนแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
หลังทำงานทั้งวัน แถมยังนวดแป้งต่ออีกหลายชั่วโมง มือของเธอทั้งล้าและปวดจนแทบหมดแรง
แต่ทันทีที่เห็นเซียวซุ่ยเฉิง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็เหมือนถูกสายลมพัดหายไป
“คุณมาทำไมคะ”
ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามถนน เว้นระยะห่างอย่างพอเหมาะ
เจียงซวงเดินด้านใน ส่วนเซียวซุ่ยเฉิงเดินด้านนอก เขาชะลอฝีเท้าให้พอดีกับจังหวะของเธอ
“ผมคิดถึงคุณ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น ดวงตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ
ใบหน้าขาวผ่องของเจียงซวงแดงระเรื่อทันที
“อย่าพูดแบบนี้กลางถนนสิคะ”
เธอคลายมือที่กำแน่น ปล่อยให้ลมเย็นพัดผ่านฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ
เพียงเดินเคียงข้างเขา หัวใจของเธอก็เต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ยามเย็นของเมืองเล็กเงียบสงบ ผู้คนบนถนนค่อย ๆ บางตา มีเพียงจักรยานไม่กี่คันแล่นผ่านเป็นครั้งคราว
ความเงียบทำให้เสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น
ไม่นาน ทั้งสองก็เดินเข้าสู่ตรอกที่มีร่มเงาของต้นไม้ปกคลุม แสงโดยรอบเริ่มมืดสลัว
ทันใดนั้น เซียวซุ่ยเฉิงก็ก้าวเข้ามา ดึงเธอเข้าสู่อ้อมแขน
กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากตัวเขาลอยมาแตะจมูก ผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ ความอบอุ่นจากแผ่นอกส่งตรงถึงตัวเธอ
ขาของเจียงซวงอ่อนยวบ ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น
เธอรีบมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง กลัวว่าจะมีคนผ่านมาเห็น
เซียวซุ่ยเฉิงกอดร่างอ่อนนุ่มไว้แน่น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง
“ซวงเอ๋อร์...”
เสียงของเขาแหบพร่า
“ผมคิดถึงคุณมากจริง ๆ”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ขอกอดแบบนี้สักครู่...ได้ไหม”
เดิมทีเจียงซวงตั้งใจจะผลักเขาออก
แต่สุดท้าย มือทั้งสองกลับยกขึ้นโอบแผ่นหลังของเขาแทน
“...อืม”
ดวงตาของเซียวซุ่ยเฉิงอ่อนโยนลง
เขารู้ดี...ซวงเอ๋อร์ของเขาอ่อนโยนเสมอ
หญิงสาวที่เขาคิดถึงทั้งวันทั้งคืน หวานและอบอุ่นยิ่งกว่าที่เคยจินตนาการไว้
“ช่วงนี้ผมฝันถึงคุณบ่อยมาก”
คำพูดนั้นทำให้เจียงซวงชะงัก
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในความทรงจำ
ภาพสุดท้ายบนเตียงโรงพยาบาลก่อนเธอจากโลกนี้ไป
แม้มองไม่เห็นใบหน้าของเซียวซุ่ยเฉิงชัดเจน แต่เธอจำเสียงของเขาได้
เต็มไปด้วยความเสียใจ ความรู้สึกผิด และความเจ็บปวดราวกับหัวใจแตกสลาย
ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา
ทั้งเธอและเขาต่างคิดถึงกัน
ไม่มีใครแต่งงาน
ความลังเลที่เคยพันธนาการหัวใจของเธอ พลันสลายหายไปในชั่วพริบตา
เจียงซวงเงยหน้าขึ้น ก่อนแตะริมฝีปากลงที่มุมปากของเขาเบา ๆ
สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้ร่างของเซียวซุ่ยเฉิงแข็งค้าง
วินาทีต่อมา เขายกมือประคองศีรษะของเธอ ก่อนโน้มลงจูบตอบอย่างลึกซึ้ง
อ้อมกอดยิ่งกระชับ ราวกับอยากหลอมเธอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
จูบนั้นยาวนานเสียจนทั้งสองแทบลืมเวลา
เมื่อผละออก เจียงซวงหอบหายใจ ใบหน้าแดงจัด
“ดึกแล้ว...ฉันต้องกลับบ้านค่ะ”
เซียวซุ่ยเฉิงจับข้อมือเรียวของเธอไว้
สัมผัสเย็นของโลหะทำให้เจียงซวงก้มลงมอง
บนข้อมือของเธอมีนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งสวมอยู่โดยไม่รู้ตัว
เซียวซุ่ยเฉิงก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ
“อย่าไปทำงานสายนะ”
“ต่อไปก็มีนาฬิกาไว้ดูเวลาแล้ว”
จากนั้นเขาจับมือเธอ เดินไปส่งจนถึงหน้าบ้าน
เมื่อมาถึงประตู เจียงซวงหันกลับไปมอง
ในตรอกอันมืดสลัว ชายหนุ่มยังยืนอยู่ที่เดิม
“คุณเข้าไปก่อนเถอะ แล้วผมค่อยกลับ”
เจียงซวงมองเขาไม่วางตา
“ตอนกลับก็ระวังตัวด้วยนะคะ...”
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยรอยยิ้มบาง
“ถ้าฉันเรียนทำขนมเก่งแล้ว จะทำให้คุณกิน”
พูดจบก็รีบผลักประตูเข้าไปในบ้าน
เซียวซุ่ยเฉิงยังคงยืนอยู่หน้าประตู เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เมื่อไหร่กัน...ผมถึงจะได้มีฐานะที่ถูกต้องเสียที”
เจียงซวงกลับถึงบ้านเกือบสองทุ่ม
ครอบครัวเจียงประหยัดมาโดยตลอด กลางคืนจึงมักปิดไฟทั้งหมด
มีเพียงเจียงจุนที่อ่านหนังสือสอบเท่านั้นจึงได้รับอนุญาตให้ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด
แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วว่าจะได้งานแน่นอน จึงไม่ได้อ่านหนังสือ
ทั้งบ้านจึงมืดสนิท
ขณะที่เจียงซวงกำลังจะเข้าประตู หลิวชุนฮัวก็เปิดประตูออกมาพอดี
“ทำไมกลับดึกขนาดนี้”
เจียงซวงยื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลให้
“วันนี้มีแป้งขนมปังหมักพลาดไปชุดหนึ่งค่ะ”
“รองหัวหน้าทีมเลยแบ่งให้เอากลับมากิน”
เธอยิ้มบาง ๆ
“แม่ประหยัดมาตลอด ไม่ค่อยได้กินของดี ๆ ฉันเลยเอามาให้แม่”
แม้ในบ้านจะมีหลายคน แต่คำพูดนั้นกลับแสดงชัดว่า เธอตั้งใจนำของมาให้หลิวชุนฮัวโดยเฉพาะ
หลิวชุนฮัวดิ้นรนมาตลอดชีวิต เป็นคนฉลาด เจ้าเล่ห์ และช่างคำนวณ
แต่ลึก ๆ แล้ว เธอก็ยังชอบการได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ
ยิ่งวันนี้อารมณ์ของเธอกำลังขุ่นมัวอยู่ด้วย
หลังจากนอนหลับเพียงคืนเดียว เจียงซิงก็เหมือนคิดอะไรได้
แทนที่จะหาเรื่องน้องสาว เธอกลับหันมาเรียกร้องเรื่องสินสอดแทน
เช้าวันนี้ หลังอาหาร เจียงซิงร้องไห้โวยวาย ถามว่าทำไมแม่ถึงอยากบีบให้เธอตาย
หลิวชุนฮัวย้อนถามทันที
“ใครจะฆ่าเธอ”
เจียงซิงผลักโต๊ะจนล้ม ก่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น
เธอบอกว่าแม่ไม่ยอมให้สินสอดเต็มจำนวน ทำให้เธอต้องถูกกดขี่ในบ้านสามี
ถึงขั้นประกาศว่าไม่แต่งงานแล้ว จะอยู่เป็นสาวแก่ไปตลอดชีวิต
แน่นอนว่าหลิวชุนฮัวไม่อยากยกสินสอดให้มาก แต่ก็ไม่อาจไม่ให้เลย
แผนของเธอวางไว้เรียบร้อยแล้ว
ปล่อยให้ลูกสาวโวยวายไปก่อน
พอใกล้วันแต่งงาน ค่อยซื้อของใช้จำเป็น เช่น กระติกน้ำร้อน ผ้าห่มผืนใหญ่ รองเท้าฤดูร้อนสองคู่ และรองเท้าฝ้ายอีกสองคู่
ของมีไม่มาก แต่ก็พอให้ดูดี
เมื่อถึงวันแต่งงาน ลูกสาวเห็นของเหล่านั้นก็จะดีใจ และลืมความไม่พอใจก่อนหน้านี้ไปเอง
พอเวลาผ่านไป ก็จะไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองเสียเปรียบ
หลิวชุนฮัวคิดไว้แล้ว
ใช้วิธีนี้กับลูกสาวคนโตได้ ก็ใช้กับลูกสาวคนเล็กได้เช่นกัน
หากครอบครัวเซียวไม่พอใจ เธอก็จะอ้างว่าปฏิบัติต่อลูกสาวทั้งสองอย่างเท่าเทียม ไม่มีใครได้รับการลำเอียง
ด้วยวิธีนี้ เธอจะได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
ลูกชายทั้งสองจะมีโอกาสแต่งงานกับครอบครัวดี ๆ ได้ทั้งงาน ได้ทั้งสินสอด
ส่วนลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าบ้าน ก็ต้องเชื่อฟังและเคารพเธอ
ตราบใดที่ควบคุมลูกสะใภ้ได้ ชีวิตบั้นปลายของเธอก็จะสุขสบาย
แผนการของหลิวชุนฮัวแนบเนียนยิ่งนัก
ลูกสาวคนโตยังเชื่อสนิท
แต่เธอไม่รู้เลยว่า...ความจริงกำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่นาน.