หวังเหยียนแทบไม่เหลือความหวังเรื่องการมีลูกแล้ว เธอฝืนยิ้มให้เจียงซวง
“ขอบคุณนะน้องสาว ถ้าวันหนึ่งฉันมีลูกจริง ๆ ฉันจะให้ซองแดงเธอแน่นอน”
เจียงซวงหัวเราะเบา ๆ พลางโบกเงินในมือ
“ฉันได้เงินแล้ว ไปก่อนนะคะ”
หวังเหยียนพยักหน้า เช็ดน้ำตา ก่อนกลับไปทำงานต่อ
เย็นวันนั้น เธอหอบเนื้อรมควันกับไส้กรอกกลับบ้าน พอเข้าประตูมาก็พูดกับแม่สามีอย่างระมัดระวัง
“แม่คะ มีคนรู้ว่าแม่ชอบเนื้อรมควันกับไส้กรอก เลยฝากซื้อมาให้ค่ะ”
“เดี๋ยวฉันนึ่งไส้กรอกให้แม่ลองชิมนะคะ”
คุณนายจ้าวซึ่งเดิมอารมณ์ไม่ค่อยดี พอเห็นของทั้งสองอย่าง สีหน้าก็อ่อนลงทันที
เธอเป็นคนใต้ แม้จะย้ายมาอยู่ภาคเหนือหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงรสชาติบ้านเกิดเสมอ เมื่อได้กลิ่นควันหอม ๆ จากเนื้อรมควัน ดวงตาก็แดงขึ้นเล็กน้อย
“โอ้...ของแบบนี้หากินยากจริง ๆ”
เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนหันมองลูกสะใภ้
“ไม่ต้องกังวลเรื่องลูกมากนักหรอก”
“พรุ่งนี้เธอกับเทียนจูไปหาหมออีกสักครั้ง ถ้ายังไม่มี ก็รออีกสองปี”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เหมือนช่วยต่ออายุความหวังของหวังเหยียนออกไปอีกสองปี
เย็นวันเดียวกัน จ้าวเทียนจูกลับถึงบ้าน เห็นแม่กับภรรยานั่งคุยกันอย่างสงบก็อดแปลกใจไม่ได้
เมื่อถามจึงรู้ว่าเป็นเพราะไส้กรอก
หลังอาหารเย็น เขาปิดประตูห้องแล้วถามภรรยาเสียงเบา
“ไส้กรอกพวกนี้เอามาจากไหน”
หวังเหยียนอาจปิดบังคนอื่นได้ แต่ไม่เคยปิดบังสามี
“เจียงซวงขายให้ฉัน หมดนี่แค่สิบหยวนเอง”
จ้าวเทียนจูพยักหน้า
“โรงงานอาหารกำลังรับคน วันนี้ฉันเห็นเธอไปสอบด้วย”
“ถ้าเธอสอบได้ ฉันจะช่วยดูแลเธอเอง”
หวังเหยียนพยักหน้าเห็นด้วย
หลังดับไฟ สองสามีภรรยาก็ยังคงพยายามเรื่องการมีลูกต่อไป
ขณะเดียวกัน เจียงซวงก็ตั้งใจไว้ว่า จะหาโอกาสสนิทกับจ้าวเทียนจูให้มากขึ้น
เขารับผิดชอบงานขนส่งของโรงงานอาหาร ต้องเดินทางไปหลายเมือง หากรู้จักเขาไว้ วันหน้าจะสะดวกทั้งเรื่องซื้อของและขายของ
คืนนั้น เจียงซวงนั่งอยู่บนเตียงใต้แสงจันทร์
พรุ่งนี้เจียงซิง พี่สาวคนโต จะกลับบ้านแล้ว
เธอหยิบผ้าผืนหนึ่งมาเย็บเป็นผ้าคาดเอวแบบเดียวกับของหวังเหยียน ก่อนซ่อนธนบัตรสิบหยวนไว้ด้านใน
เมื่อผูกผ้าคาดเอวเข้าที่เรียบร้อย เธอก็รัดไว้รอบเอว
ทันทีที่ล้มตัวลงนอน เสียงทะเลาะจากนอกห้องก็ดังขึ้น
“ทำไมจักรเย็บผ้าของพี่ใหญ่ถึงจะตกเป็นของพี่รอง”
“แล้วของฉันล่ะ”
เสียงนั้นเป็นของเจียงจุน
หลังเลิกเรียน เขามักหาเรื่องโวยวายอยู่เสมอ
แม้กำลังเรียนมัธยมปลาย แต่เขาก็รู้ดีว่าโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแทบไม่มี หลังเรียนจบก็ต้องหางานและแต่งงาน
หากทรัพย์สินของบ้านทั้งหมดตกเป็นของเจียงหมิง แล้วเขาจะเหลืออะไร
เจียงหมิงยังคงนิ่งเงียบ ไม่พูดแม้แต่คำเดียว
หลิวชุนฮัวแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมา
“จะโวยวายอะไรนักหนา”
“น้องสาวคนที่สามยังไม่แต่งงาน ถ้าเธอแต่งเข้าตระกูลเซียว สินสอดก็ยังเป็นของครอบครัวเรา”
“พอพี่สาวคนโตกับน้องสาวคนที่สามแต่งออกไป ทั้งห้อง ทั้งสินสอดก็เป็นของแก”
“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“บ้านอื่นมีลูกตั้งเจ็ดแปดคน ยังหาภรรยาให้ลูกชายไม่ได้เลย”
“ฉันมีลูกชายแค่สองคน ลูกสาวสองคน พวกแกควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำ”
“พอแล้ว รีบไปนอนได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงของแม่ เจียงจุนก็เงียบลงทันที
ในห้อง เจียงซวงหลับตา มือกำผ้าคาดเอวแน่น
ชาตินี้ จะไม่มีใครเอาเงินจากเธอไปได้แม้แต่เฟินเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น
เจียงซวงตื่นก่อนทุกคน สวมเสื้อผ้า ตักน้ำใส่อ่าง ล้างหน้า แล้วลงมือทำอาหารเช้า
น้ำในโอ่งใกล้หมด เธอจึงหาบน้ำมาเติมหลายถัง ก่อนก่อไฟที่เตา
ครอบครัวเจียงมีสมาชิกหกคน แม้เจียงต้าซานกับเจียงหมิงจะมีงานทำ แต่ในบ้านก็แทบไม่เคยมีเงินเหลือ
ญาติในชนบทส่งเงินมาให้บ้างเป็นครั้งคราว ส่วนสวัสดิการจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มสายชู ซอสถั่วเหลือง หรือถุงมือ ก็มีเพียงเล็กน้อย
ยิ่งในอนาคตยังต้องจัดงานแต่งให้ลูกชายอีกสองคน ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน
หลิวชุนฮัวจึงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด
อาหารในบ้านส่วนใหญ่เป็นผัก ข้าวขาวต้องหุงผสมข้าวฟ่าง ส่วนเส้นบะหมี่ก็ผสมแป้งบัควีต
หลักการของเธอมีเพียงข้อเดียว
ประหยัดให้ได้มากที่สุด
เจียงซวงต้มโจ๊กแป้งข้าวโพดกับผักดอง หุงข้าวผสมอีกหม้อ แล้วตุ๋นมันฝรั่งกับกะหล่ำปลีดองไว้เป็นอาหารกลางวัน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอเช็ดมือแล้วตะโกนเข้าไปในบ้าน
“แม่คะ อาหารเช้าเสร็จแล้ว”
“อาหารกลางวันอยู่ในหม้อ แค่ใส่เส้นมันเทศลงไปต้มอีกหน่อยก็ได้กินแล้ว”
หลิวชุนฮัวเดินออกมา
“แล้ววันนี้แกจะไปไหนอีก”
“ฉันจะไปเดินเล่นกับเหยียนฉิวค่ะ”
“คงไม่กลับมากินข้าวเที่ยง เธอบอกว่าจะเลี้ยงบะหมี่ฉัน”
หลิวชุนฮัวพยักหน้า
“ไปเถอะ”
“กลับมาทำอาหารเย็นก็พอ”
“ค่ะ”
เจียงซวงตอบรับ ก่อนเดินออกจากบ้าน
เธอไปรอใต้ต้นหลิวหน้าซอยได้ไม่นาน ประตูบ้านหลังหนึ่งก็เปิดออก
เด็กสาวรูปร่างท้วม ถักเปียสองข้าง สวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มเดินออกมา
เธอคือเถาเหยียนฉิว
ทันทีที่เห็นเจียงซวง เหยียนฉิวก็โบกมืออย่างร่าเริง
“ซวงเอ๋อร์!”
“ฉันกำลังจะไปหาเธอพอดี”
ในยุคที่ทุกครอบครัวต้องประหยัดแทบทุกอย่าง การที่เหยียนฉิวเติบโตมาอวบอ้วนแข็งแรง ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเธอได้รับการทะนุถนอมมากเพียงใด
เธอกับเจียงซวงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แบ่งอาหารกันกิน ลอกการบ้านกัน ทำตัวราวกับพี่น้องแท้ ๆ
ตอนนี้พี่ชายของเหยียนฉิวช่วยหาตำแหน่งเสมียนในโรงงานเหล็กให้เธอ และยังตั้งใจพาเจียงซวงไปสอบด้วย
ในชาติที่แล้ว เจียงซวงสอบผ่าน แต่เหยียนฉิวสอบไม่ผ่าน
สุดท้ายตำแหน่งนั้นกลับตกไปอยู่ในมือคนรู้จักของเจียงหมิง
เมื่อมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเพื่อน ดวงตาของเจียงซวงก็แดงขึ้นเล็กน้อย
ชาติที่แล้ว หลังจากเธอกลับจากชนบท เหยียนฉิวแต่งงานแล้ว แต่ชีวิตคู่กลับไม่มีความสุข
สามีนอกใจ เมียน้อยพยายามแย่งทรัพย์สิน
ถึงอย่างนั้น เหยียนฉิวก็ยังแอบช่วยเหลือเธอ ส่งเงินมาให้เสมอ
ชาตินี้ เจียงซวงไม่อยากให้เพื่อนต้องเดินซ้ำรอยเดิม
เหยียนฉิวจับมือเธอ พลางกระซิบอย่างตื่นเต้น
“โรงงานเหล็กกำลังรับเสมียน”
“พี่ชายฉันให้ฉันไปสอบ เธอไปกับฉันนะ”
“ฉันคงสอบไม่ผ่านหรอก แต่เธอเรียนเก่ง เธอต้องได้งานแน่”
เจียงซวงยิ้ม
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วกระซิบตอบ
“ฉันไปสอบที่โรงงานอื่นแล้ว”
“อย่าบอกใครนะ ฉันยังไม่อยากให้ที่บ้านรู้”
เหยียนฉิวพยักหน้าแรง ๆ
“ยินดีด้วย!”
เจียงซวงหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“แต่ฉันจะไปสอบกับเธอด้วย”
“ถ้าฉันได้งานนั้น...”
เธอมองเพื่อนตรง ๆ แล้วพูดช้า ๆ
“ฉันจะยกงานนั้นให้เธอ”