บทที่ 1 : สามสิบเหวิน ขายหรือไม่?
ช่วงเทศกาลเช็งเม้งมักจะมีฝนตกชุก ท้องฟ้าเหนือเมืองถงฮวาจึงถูกเมฆครึ้มปกคลุมติดต่อกันนานถึงครึ่งค่อนเดือน เสื้อผ้าที่ซักตากไว้ไม่ยอมแห้งเสียที กระทั่งขนของพวกหมาแมวตามข้างถนนก็ยังชื้นแฉะไปด้วย
อวี๋โย่วโย่วใช้เศษผ้าเก่าๆ ขาดๆ เช็ดถูหางของตัวเองอย่างลวกๆ
ใช่แล้ว... นางมีหาง
นับตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ก็ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว แต่อวี๋โย่วโย่วก็ยังไม่ชินกับการมีส่วนเกินนี้งอกออกมาเสียที ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนก็มักจะทับจนเจ็บอยู่บ่อยๆ เวลาปลดทุกข์ก็เลอะเทอะได้ง่าย ที่เลวร้ายที่สุดคือมันร่วงเต็มไปหมด
ถึงอย่างนั้น การได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งก็ถือเป็นเรื่องดี การมีหางงอกเพิ่มมาสักเส้นก็ไม่ได้แย่จนรับไม่ไหว
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนนั้นหิมะที่ทับถมในเมืองถงฮวายังไม่ทันละลาย อวี๋โย่วโย่ว ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และเภสัชกรรมที่อายุน้อยที่สุดในยุควันสิ้นโลก ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บ ก่อนจะพบว่าตัวเองกลายมาเป็นเด็กน้อยลูกครึ่งเผ่าปีศาจวัยสิบสามปี
หลังจากพยายามทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางก็พบความจริงอันน่าเหลือเชื่อว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในนิยายแนวตัวเอกชายผู้ยิ่งใหญ่ทะลุฟ้า และบังเอิญมีชื่อแซ่เดียวกับตัวละครสมทบในเรื่องพอดี
ตัวเอกชายผู้เก่งกาจคนนั้นก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของนางเอง แต่น่าเสียดายที่มารดาของนางไม่ใช่ตัวเอกหญิง ทว่าเป็นถึงตัวร้ายหญิงแห่งเผ่าปีศาจต่างหาก
ชายผู้นั้นมีนามว่าอวี๋ปู้เมี่ย เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ในอดีตเขาเคยพลัดหลงเข้าไปติดอยู่ในแดนปีศาจ แต่ด้วยบุคลิกที่ดูธรรมดา ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด ทำให้องค์หญิงเผ่าปีศาจเกิดความหลงใหลและมอบความไว้วางใจให้ จนถึงขั้นตกลงปลงใจเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันในที่สุด
เวลาผ่านไปหลายปี เมื่อเขาบำเพ็ญเพียรจนวิชาแก่กล้า ชายผู้นี้ก็ฉวยโอกาสตอนที่องค์หญิงกำลังคลอดบุตรลงมือสังหารนางอย่างเลือดเย็น หนำซ้ำยังกวาดล้างเผ่าพันธุ์ของนางจนสิ้นซาก ก่อนจะจับทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกมาเป็นตัวประกันเพื่อหลบหนีออกมา
สำหรับตัวเอกชายผู้ยิ่งใหญ่ การกระทำเช่นนี้ไม่ได้เรียกว่าโหดเหี้ยมอำมหิต แต่คนพวกนี้มักจะยกย่องตนเองว่าเป็นผู้มีความกล้าหาญ มีสติปัญญา และเด็ดขาดต่างหาก
น่าสงสารก็แต่เด็กทารกที่ถูกพาตัวกลับมายังแดนมนุษย์ด้วยเท่านั้น
มนุษย์กับมนุษย์ให้กำเนิดบุตรย่อมเรียกว่ามนุษย์ ปีศาจกับปีศาจให้กำเนิดบุตรย่อมเรียกว่าปีศาจ ทว่าเมื่อมนุษย์กับปีศาจให้กำเนิดบุตรร่วมกัน...
ไม่ได้เรียกว่าสวรรค์สร้าง แต่นางคือลูกครึ่งเผ่าปีศาจต่างหาก
การมีสายเลือดของสองเผ่าพันธุ์ไหลเวียนอยู่ในกาย ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับพรสวรรค์ที่โดดเด่นของทั้งสองเผ่าพันธุ์มาครอง ในทางกลับกัน มันกลับนำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานจากการตีกลับของสายเลือดที่กำเริบขึ้นทุกๆ เดือน
หากทนความเจ็บปวดจนผ่านพ้นไปได้ก็รอดชีวิต แต่ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องขาดใจตายอย่างน่าอนาถ
อันที่จริง หากได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เด็กคนนี้ก็สามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแรง และถ้าโชคดีได้สมุนไพรวิญญาณมาช่วยรักษา นางก็อาจจะกลับมาเป็นปกติได้เช่นกัน
ทว่าความโชคดีเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สำหรับอวี๋ปู้เมี่ยแล้ว การมีตัวตนอยู่ของลูกครึ่งเผ่าปีศาจสายเลือดผสมเช่นนางถือเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิต ทุกครั้งที่เห็นหน้าเด็กคนนี้ เขาจะนึกถึงอดีตอันน่าอดสูตอนที่ต้องติดอยู่ในแดนปีศาจ และต้องทนฝืนใจประจบประแจงสตรีผู้นั้น
เขาเพียงแค่คว้าตัวบุตรสาวติดมือมาด้วยความมักง่าย แท้จริงแล้วเขารังเกียจองค์หญิงเผ่าปีศาจผู้นั้นเข้ากระดูกดำและมองนางเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น เมื่อต้องมาเห็นหน้าบุตรสาวที่มีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นปีศาจ เขาก็รู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจนำเด็กคนนี้มาทิ้งไว้ที่เมืองถงฮวา แล้วโยนภาระให้หญิงรับใช้คนหนึ่งคอยเลี้ยงดู
ในช่วงแรก ยายเฒ่าจางผู้รับหน้าที่ดูแลเด็กน้อยยังมีท่าทีหวาดหวั่นและคอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า อย่าว่าแต่ผู้เป็นบิดาจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนเลย กระทั่งจดหมายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบสักฉบับก็ไม่มีส่งมาให้เห็น
นานวันเข้า ยายเฒ่าจางก็เริ่มละเลยหน้าที่ ทั้งยังรู้สึกโกรธแค้นที่เด็กคนนี้เป็นภาระถ่วงความเจริญของตน หนักเข้าก็เริ่มทุบตีและด่าทอราวกับสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง
จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน เจ้าของร่างเดิมก็ทนรับความเจ็บปวดจากการตีกลับของสายเลือดไม่ไหวและสิ้นใจตายอย่างน่าเวทนา ยายเฒ่าจางเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวจนลานลาน รีบเก็บข้าวของมีค่าหลบหนีไปในคืนนั้นทันที
ข่าวการตายของเด็กน้อยใช้เวลาอยู่นานกว่าจะส่งไปถึงหูของอวี๋ปู้เมี่ย ในตอนนั้นเขาเพิ่งจะให้กำเนิดบุตรฝาแฝดชายหญิงกับคู่บำเพ็ญเพียรคนใหม่ ถือเป็นฉากจบที่สมบูรณ์แบบตามแบบฉบับนิยาย ฮูหยินคนใหม่ของเขายิ้มพร้อมกับพูดแสดงความยินดี
"มารหัวขนตายไปก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปนี้ชีวิตของท่านจะได้ไม่มีรอยด่างพร้อยอีก"
ชีวิตของเด็กน้อยลูกครึ่งเผ่าปีศาจผู้น่าสงสาร ถูกเล่าขานไว้ในนิยายเรื่องนั้นด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่สิบคำก่อนจะจบลงเพียงเท่านี้
หลังจากที่อวี๋โย่วโย่ว ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ทะลุมิติเข้ามา สิ่งเดียวที่รอต้อนรับนางคือเรือนซอมซ่ออันว่างเปล่า ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อแม้แต่เม็ดเดียว เหลือเพียงข้าวของชิ้นใหญ่ที่หนักอึ้งจนขนย้ายไม่ได้เท่านั้น
ในเมื่อไม่มีโฉนดที่ดิน นางก็ไม่อาจนำเรือนหลังนี้ไปขายได้ หลายวันมานี้นางจึงต้องวิ่งวุ่นนำโต๊ะตู้ตั่งเตียงไปเร่ขาย จนในที่สุดวันนี้ก็รวบรวมเงินมาได้ถึงสองตำลึง
นางต้องเตรียมตัวรับมือกับการตีกลับของสายเลือดที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้า เงินจำนวนนี้จึงถูกเตรียมไว้สำหรับซื้อยาสมุนไพรโดยเฉพาะ
แม้ว่าตอนนี้อวี๋โย่วโย่วจะยังหาทางรักษาอาการประหลาดนี้ให้หายขาดไม่ได้ แต่ก็นับว่าสวรรค์ยังเมตตา เพราะสมุนไพรในโลกนี้ส่วนใหญ่นางล้วนรู้จักเป็นอย่างดี การจะปรุงยาบำรุงร่างกายขึ้นมาสักขนานจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ติดอยู่เพียงปัญหาเดียวคือ ยาบำรุงพวกนั้นล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว ซึ่งคนขัดสนเช่นนางย่อมไม่มีปัญญาซื้อหา ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงเจียดเงินไปซื้อสมุนไพรมาปรุงยาแก้อาการปวดระงับอาการไปพลางๆ ก่อนเท่านั้น
อวี๋โย่วโย่วก้มลงเก็บใบต้นถงฮวาที่ร่วงหล่นอยู่หน้าประตูเรือนขึ้นมาบังฝนแทนร่ม ก่อนจะพกเงินก้อนสุดท้ายที่มีติดตัวออกเดินทาง
ทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยสายฝนโปรยปราย ต้นถงฮวากำลังออกดอกบานสะพรั่งอวดโฉมอย่างงดงาม บนถนนปูด้วยแผ่นหินสีเขียวที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำก็มีกลีบดอกไม้ร่วงหล่นอยู่ประปราย สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาความหนาวเย็นและกลีบดอกไม้สีขาวสะอาดตาให้ปลิวว่อนไปทั่วทั้งเมือง
แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า สิ่งที่ปลิวว่อนเป็นสีขาวไม่ได้มีแค่กลีบดอกไม้เท่านั้น แต่ยังมีกระดาษเงินกระดาษทองปะปนอยู่ด้วย
ชาวบ้านในเมืองถงฮวาที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานล้วนชินชาและไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นลางร้ายอะไร
แถมยังมีพ่อค้าหัวใสหลายคนรีบวิ่งเข้ามาหา แกล้งทำทียกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อแสดงความเสียใจ ก่อนจะถามไถ่ด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจว่าต้องการซื้อโลงศพเนื้อดีหรือจองที่ดินทำสุสานหรือไม่
ธุรกิจจัดงานศพของเมืองถงฮวานั้นโด่งดังไปทั่วทั้งดินแดนฝั่งตะวันออก
ที่นี่มีสภาพอากาศอบอุ่นและชื้น เป็นสถานที่พักฟื้นชั้นยอด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสำนักตานติ่งตั้งอยู่ จึงดึงดูดผู้คนที่ต้องการฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาแพทย์ให้หลั่งไหลเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญเพียร หากมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะเดินทางมารักษาตัวที่นี่
เมื่อมีคนไข้มารวมตัวกันมาก จำนวนคนตายก็ย่อมมากตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
ดังนั้น การที่ถนนฝั่งตะวันออกมีร้านขายโลงศพและธูปเทียนตั้งเรียงราย ส่วนถนนฝั่งตะวันตกก็เต็มไปด้วยร้านขายยาสมุนไพร จึงถือเป็นความกลมกลืนที่ลงตัวอย่างประหลาด
อวี๋โย่วโย่วต้องลากสังขารที่อ่อนระโหยโรยแรงเดินจากถนนฝั่งตะวันออกไปยังถนนฝั่งตะวันตกจนขาสั่นพั่บๆ
ช่วยไม่ได้ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ แค่เดินไกลนิดหน่อยก็หอบจนแทบหายใจไม่ทันแล้ว
แต่นางก็ยังถือว่าดวงดีอยู่บ้าง เพราะพอเดินมาถึงหัวมุมถนนฝั่งตะวันตก นางก็เจอสมุนไพรที่ต้องการทันที
มันคือดอกจุ้ยซิน ซึ่งในยุควันสิ้นโลก สมุนไพรชนิดนี้ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงยาระงับปวดขนานเอก
อวี๋โย่วโย่วบีบถุงเงินในมือแน่นก่อนจะย่อตัวลงนั่ง แสร้งทำเป็นคุ้ยเขี่ยดูสมุนไพรราคาถูกชนิดอื่นไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะหยิบดอกจุ้ยซินที่ดูเหี่ยวเฉาขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ต้นนี้ราคาเท่าไหร่"
พ่อค้าจ้องหน้านางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น เขามองเลยไปด้านหลังของนางตามสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นปลายหางโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาจริงๆ ชายหนุ่มสะบัดมือไล่อย่างรังเกียจทันที
"ไม่ขาย รีบไสหัวไปให้พ้นเลย"
พูดจบเขาก็แย่งดอกจุ้ยซินกลับคืนมา แล้วโยนใส่ตะกร้าสมุนไพรตามเดิม
อวี๋โย่วโย่วจำใจต้องลุกขึ้นเดินไปหาพ่อค้าอีกร้านที่อยู่ไม่ไกล แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถาม ชายเจ้าของร้านก็ถลึงตาใส่เสียก่อน
"ข้าไม่ขายของให้พวกเผ่าปีศาจ ไปให้พ้นหน้าข้าเลย!"
นางไม่ได้ท้อถอยแต่อย่างใด เพียงแค่หันหลังเดินข้ามไปยังร้านขายยาอีกฝั่ง พ่อค้าแถวนี้ล้วนมีใบหน้าเต็มไปด้วยขน ไม่ก็มีหูโผล่ออกมาเหมือนสัตว์ ดูหมดย่อมรู้ว่าเป็นคนของเผ่าปีศาจ
แต่พวกเขากลับไม่ได้ต้อนรับอวี๋โย่วโย่วเลยแม้แต่น้อย ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก พ่อค้าพวกนั้นก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
"อยากซื้อสมุนไพรรึ? เอาสิ จ่ายมาหนึ่งร้อยหยกวิญญาณ ไม่ก็ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึง"
อวี๋โย่วโย่วอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกไป
"หน้าเลือดขนาดนี้ ทำไมไม่ไปปล้นเอาเลยล่ะ!"
[จบบท]