บทที่ 18 : ตลาดมืดเมืองถงฮวา
ความเจ็บปวดจากการฉีกกระชากข้ามมิติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่คิด อวี๋โย่วโย่วเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อย พอทรงตัวยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง บรรยากาศรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ที่นี่ดูคล้ายกับเป็นดินแดนปิดตายสักแห่ง ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้ซึ่งแสงตะวันสาดส่อง ทว่ารอบบริเวณกลับเต็มไปด้วยบ้านต้นไม้ขนาดมหึมาปลูกสร้างเรียงราย แสงไฟเจิดจ้าจากบ้านแต่ละหลังสาดส่องลงมาจนทำให้พื้นที่แห่งนี้ดูสว่างราวกับเป็นเวลากลางวัน
"ที่นี่คือตลาดมืดของเมืองถงฮวา มีของขายทุกอย่างเชียว"
เสียงของฉี่หนานเฟิงดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงให้เบาลงเพื่ออธิบายให้สหายฟัง
"ได้ยินมาว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรชอบมาซื้อขายแลกเปลี่ยนของกันที่นี่ มีของทุกชนิดเลย แต่แน่นอนว่าของหลายอย่างก็มีที่มาไม่ค่อยโปร่งใสนัก"
ยกตัวอย่างเช่นของวิเศษที่ปล้นชิงมาจากการฆ่าฟัน เมื่อไม่สะดวกนำไปขายแบบเปิดเผย พวกเขาก็จะนำมาปล่อยในสถานที่แบบนี้ หรือถ้าหากต้องการของหายากที่หาไม่ได้จากข้างนอก ก็สามารถมาจ้างวานคนในนี้ให้ไปหามาให้ได้เช่นกัน
อันที่จริงเด็กหนุ่มยังได้ยินมาอีกว่าสถานที่แห่งนี้รับจ้างแม้กระทั่งการลอบสังหาร แต่เพราะเห็นว่าเรื่องพวกนั้นมันดูโหดร้ายทารุณเกินไป เขาจึงเลือกที่จะเก็บเงียบไว้ไม่ได้เล่าให้อวี๋โย่วโย่วฟัง
ผู้คนที่เดินสวนไปมาล้วนสวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทและปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากสีดำเหมือนกันกับพวกเขาทั้งสองคน มองดูเผินๆ แล้วช่างคล้ายกับกลุ่มหมอกควันสีดำที่ล่องลอยไปมาอยู่ท่ามกลางตลาดมืดแห่งนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่อวี๋โย่วโย่วและฉี่หนานเฟิงได้ก้าวเข้ามาในสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ประกอบกับทั้งคู่ยังเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งระดับพลังบำเพ็ญเพียร จึงไม่อยากเดินเพ่นพ่านให้เกิดเรื่องราว
พวกเขาตระเวนหาซื้อสมุนไพรวิญญาณที่ต้องการอย่างรวดเร็วแล้วรีบเดินทางกลับสำนักทันที ซึ่งราคาของสมุนไพรในตลาดมืดแห่งนี้ก็ถูกกว่าที่บรรดาศิษย์พี่ในสำนักนำมาขายมากทีเดียว
"ข้าซื้อสมุนไพรมาตั้งห้าชุด คืนนี้จะลองฝึกหลอมยาดูหลายๆ รอบ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพรุ่งนี้จะหลอมโอสถอิ่มทิพย์ไม่ได้ ว่าแต่เจ้าซื้อมาเท่าไหร่หรือ"
เด็กสาวไม่มีถุงมิติสำหรับเก็บของเหมือนคนอื่น นางจึงปลดห่อผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังออกแล้วเปิดให้สหายดู
"อยู่นี่ มีแค่นี้แหละ"
ทันทีที่ฉี่หนานเฟิงก้มลงมองใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีไปทันที
"ทำไมเจ้าถึงไม่ซื้อสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถอิ่มทิพย์มาเล่า"
ภายในห่อผ้าใบนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณหลากหลายชนิดปะปนกันจนดูวุ่นวายไปหมด กระทั่งเมล็ดพันธุ์ก็ยังมี ทว่ากลับไร้เงาของสมุนไพรที่ต้องใช้หลอมโอสถสำหรับการทดสอบในวันพรุ่งนี้
อวี๋โย่วโย่วยกมือขึ้นเกาหัวเบาๆ
"ตอนทดสอบพรุ่งนี้เขาจะแจกให้คนละชุดไม่ใช่หรือ"
สมุนไพรชุดที่แจกให้พรุ่งนี้มันคือข้อสอบสำหรับลงสนามจริง แต่ปัญหาคือตอนนี้ทุกคนเขากำลังหาซื้อสมุนไพรไปฝึกซ้อมก่อนสอบกันทั้งนั้น
เด็กหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เขารู้สึกหงุดหงิดที่สหายดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจเอาเสียเลย
"ถ้าสอบไม่ผ่านติดกันสามครั้งจะต้องถูกไล่ออกจากสำนักสายนอกเชียวนะ ช่างเถอะ ข้าแบ่งสมุนไพรให้เจ้าสองชุด คืนนี้ก็รีบกลับไปฝึกหลอมดู"
"ไม่ต้องหรอก"
อวี๋โย่วโย่วยื่นมือไปดันห่อสมุนไพรวิญญาณที่อีกฝ่ายพยายามยัดเยียดให้กลับคืนไป แล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาจริงจัง
"วางใจเถอะ ข้าทำได้อยู่แล้ว"
"จริงหรือ"
เขายังคงมองสหายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจ
"จริง"
หลังจากแยกย้ายกับฉี่หนานเฟิงแล้ว อวี๋โย่วโย่วก็กลับมาที่ห้องพัก นางนำสมุนไพรวิญญาณที่ซื้อมาเมื่อครู่ทยอยเอาออกมาวางเรียงกันไว้บนโต๊ะ
เด็กสาวนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปที่ลานบ้านเพื่อถอนหญ้ารอยเงินระดับหนึ่งที่เคยนำมาปลูกไว้
นางแอบนึกขอบคุณน้องชายฝาแฝดที่เคยเตือนให้ขุดขึ้นมาทั้งรากพร้อมกับดิน โชคดีที่ทำตามคำแนะนำนั้น ไม่เช่นนั้นตอนนี้นางคงไม่ได้สมุนไพรที่ยังคงความสดใหม่และมีสภาพสมบูรณ์พร้อมถึงเพียงนี้
อีกไม่นานช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์ทรมานจากการตีกลับของสายเลือดก็จะเวียนมาถึงอีกครั้ง ยาระงับปวดที่เคยทำไว้คราวก่อนก็หมดเกลี้ยงไปแล้ว ครั้งนี้นางจึงตั้งใจจะใช้หญ้ารอยเงินมาสกัดเป็นยาระงับปวดสูตรเข้มข้นเพื่อเตรียมรับมือ
ด้วยความคุ้นเคยจากการลงมือทำในครั้งก่อน ขั้นตอนการสกัดยาในครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าเดิมมาก ใช้เวลาเพียงชั่วจิบชา ยาระงับปวดสูตรใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์
บนโต๊ะยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดวางเรียงรายอยู่ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสมุนไพรวิญญาณที่แฝงไปด้วยพลังอันล้ำค่า
ใบหน้าของอวี๋โย่วโย่วดูเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อจ้องมองสมุนไพรเหล่านั้น
สายเลือดของสองเผ่าพันธุ์ในร่างกายราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ห้ำหั่นกันเป็นประจำทุกเดือน ผลกระทบจากการปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายของนางบอบช้ำจนแทบจะแหลกสลาย เส้นชีพจรวิญญาณทั่วร่างแตกหักเสียหายจนไม่อาจเริ่มฝึกฝนพลังบำเพ็ญเพียรได้
การพึ่งพาเพียงยาสมุนไพรบำรุงร่างกายแบบคนทั่วไปนั้นไม่สามารถเยียวยาอาการบาดเจ็บสาหัสนี้ได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวของนางคือต้องใช้พลังจากสมุนไพรวิญญาณเข้ามาช่วยรักษา
สมุนไพรวิญญาณที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่นางคัดสรรมาเป็นอย่างดี หลังจากใช้เวลาพลิกตำราสมุนไพรวิญญาณเพื่อศึกษาค้นคว้าอยู่นานนับครั้งไม่ถ้วน
ในยุควันสิ้นโลกมียาสำหรับเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายอยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์รุนแรงเกินไป คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้ากินเข้าไปโดยตรง พวกเขามักจะเลือกใช้วิธีแช่น้ำสมุนไพรเพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซับตัวยาผ่านทางผิวหนังแทน แม้ผลลัพธ์จะแสดงออกมาได้ช้ากว่าการกินยาโดยตรง แต่มันก็เป็นวิธีที่อ่อนโยนและปลอดภัยกว่ามาก
อวี๋โย่วโย่วในตอนนี้ก็ตัดสินใจที่จะใช้วิธีนั้นเช่นเดียวกัน
นางจัดการเตรียมถังไม้อาบน้ำขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำเย็นจัดจนเต็มเปี่ยมเอาไว้ในห้อง หลังจากปิดประตูและหน้าต่างทุกบานจนแน่นหนาแล้ว เด็กสาวก็ค่อยๆ ก้าวเท้าลงไปในถังน้ำอย่างเชื่องช้า
น้ำเย็นเฉียบจนขนตามเรียวขาค่อยๆ ลุกชันขึ้นมา
นางไม่ได้เติมน้ำร้อนลงไปเพื่อปรับอุณหภูมิแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับค่อยๆ ทิ้งตัวจมลงไปในน้ำจนถึงระดับคอ จากนั้นก็เริ่มหยิบสมุนไพรวิญญาณโยนตามลงไปในถัง
พลังอานุภาพของสมุนไพรวิญญาณนั้นเหนือชั้นกว่าสมุนไพรธรรมดาทั่วไปมากนัก ทันทีที่ตัวยาสัมผัสกับน้ำ น้ำที่เคยเย็นเยียบก็เกิดปฏิกิริยาเดือดปุดๆ ขึ้นมาจนร้อนระอุ ผิวพรรณของเด็กสาวที่เคยขาวซีดราวกับหิมะก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำจากการถูกความร้อนแผดเผาในทันที
สำหรับคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดเจียนตายจากการถูกสายเลือดตีกลับมาแล้ว ขีดจำกัดในการอดทนต่อความเจ็บปวดจึงสูงลิ่วจนน่ากลัว
อวี๋โย่วโย่วมีสีหน้าเรียบเฉย นางยังคงหยิบสมุนไพรวิญญาณโยนลงไปในน้ำอย่างต่อเนื่อง น้ำในถังอาบน้ำเปลี่ยนอุณหภูมิสลับไปมาระหว่างร้อนจัดและเย็นจัดอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ มันมีความรู้สึกเผ็ดร้อนแสบซ่านผสมอยู่ด้วย
ท่ามกลางสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนราง เด็กสาวถึงกับแอบคิดไปว่า หรือตอนนี้ตัวเองกำลังกลายสภาพเป็นวัตถุดิบที่ถูกต้มอยู่ในหม้อไฟไปเสียแล้ว
ภายใต้การกระตุ้นจากฤทธิ์ของสมุนไพรวิญญาณ สายเลือดของสองเผ่าพันธุ์ในร่างกายก็เริ่มปะทุเดือดและต่อต้านกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง
อวี๋โย่วโย่วกัดฟันแน่นจนริมฝีปากสั่นระริก ร่างกายของนางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน กระทั่งหางปุกปุยที่ซ่อนอยู่ก็ยังเกร็งแข็งค้างไปด้วยความทรมาน
ถึงกระนั้นนางก็ยังตัดใจกินยาระงับปวดที่เพิ่งทำเสร็จไม่ได้ ยาพวกนั้นต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินตอนที่สายเลือดตีกลับเท่านั้น หินวิญญาณที่เหลืออยู่ก็ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงไปแล้ว หากนางยอมแพ้กลางคัน เดือนนี้นางก็ไม่มีเงินเหลือพอที่จะไปซื้อสมุนไพรวิญญาณชุดที่สองมาทำยาได้อีก
ความเจ็บปวดทรมานนั้นคงอยู่เนิ่นนานจนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำคืนอันดึกดื่น
น้ำสมุนไพรในถังที่เคยขุ่นมัวจากการผสมตัวยา ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง เมื่อแสงตะวันยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของประตูและหน้าต่างเข้ามา อวี๋โย่วโย่วที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หลับตาพักผ่อนก็เริ่มได้สติกลับคืนมา
นางพยุงร่างกายที่อ่อนล้าปีนขึ้นมาจากถังไม้อย่างยากลำบาก จัดการสวมเสื้อผ้าและซ่อนหางของตัวเองให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินหาวหวอดมุ่งหน้าขึ้นไปยอดเขาเพื่อเตรียมตัวเข้าทดสอบ
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในโถงตำหนักและกำลังจะเดินมุ่งหน้าไปนั่งหลบมุมอยู่ที่ประจำของตัวเอง ก็มีใครบางคนยกแขนขึ้นมาขวางทางนางเอาไว้เสียก่อน
"ขอโทษที ตรงนี้มีคนนั่งแล้ว"
อวี๋โย่วโย่วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ที่ตรงนี้มันเป็นที่นั่งประจำของนางไม่ใช่หรือไง และสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมก็คือ คนที่ยืนขวางทางนางอยู่ดันเป็นสหายคนสนิทอย่างฉี่หนานเฟิงเสียนี่
"นี่เจ้ามีสหายคนใหม่แล้วหรือ"
"เปล่า นี่เป็นที่ของอวี๋... บ้าเอ๊ย เจ้าคืออวี๋โย่วโย่วรึ!"
พอได้ยินเสียงอันคุ้นเคย ฉี่หนานเฟิงก็สะดุ้งสุดตัวและดึงสติกลับมาได้ เขาเบิกตากว้างจ้องมองใบหน้าของเด็กสาวเขม็ง ก่อนจะร้องอุทานออกมาเสียงหลงด้วยความตกตะลึง
[จบบท]