บทที่ 27 : โอสถอิ่มทิพย์รสทุเรียน
ลมยามเช้าในช่วงปลายฤดูร้อนพัดพาเอาความอบอ้าวมาเยือน อาณาบริเวณหน้าประตูภูเขาของสำนักเต็มไปด้วยฝูงยุงที่บินวนเวียนส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ข้างหู ไล่เท่าไรก็ไม่ยอมไป
ตั้งแต่ย่างเข้าฤดูร้อน อวี๋โย่วโย่วก็เปลี่ยนมานอนคว่ำหน้าตลอดคืน เพื่อให้หางของตัวเองแกว่งไกวไปมาคอยปัดเป่ายุงร้ายได้อย่างถนัด
ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดสนิท แต่เด็กสาวกลับตาค้างไร้วี่แววของความง่วงงุน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียง
ทว่าเพิ่งจะผลักประตูเรือนเดินออกมา เธอกลับต้องชะงักเมื่อเห็นว่าฉี่หนานเฟิงที่อยู่เรือนติดกันก็ตื่นแล้วเหมือนกัน
"ทำไมตื่นกันเช้าแต่หัววัน"
ทั้งสองคนถามขึ้นมาพร้อมกันด้วยความแปลกใจ
ฉี่หนานเฟิงยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
"เดือนหน้าจะมีการทดสอบ ข้าก็เลยกะว่าจะไปฝึกหลอมโอสถเตรียมไว้ก่อน"
อวี๋โย่วโย่วเดินนำหน้าเขาไปก่อน
"รีบไปกันเถอะ"
ฉี่หนานเฟิงรีบสาวเท้าวิ่งเหยาะๆ ตามมาขนาบข้าง
"เจ้าจะแวะไปเอาหมั่นโถวที่โรงอาหารก่อนหรือเปล่า"
นับตั้งแต่อวี๋โย่วโย่วมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ความอยากอาหารของเธอก็เพิ่มขึ้นตามส่วนสูงที่พุ่งพรวด จนฉี่หนานเฟิงติดนิสัยต้องคอยพกหมั่นโถวหลายสิบลูกยัดใส่ถุงมิติเผื่อไว้ให้เธอเสมอ
ปกติต่อให้เป็นเรื่องอะไรอวี๋โย่วโย่วก็ไม่เคยกระตือรือร้นเท่าเรื่องกิน แต่เช้าวันนี้เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่เอาแล้ว ข้าเพิ่งกินโอสถอิ่มทิพย์ไปเม็ดหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่หิว"
สีหน้าของฉี่หนานเฟิงดูซับซ้อนขึ้นมาทันที
"เจ้ายอมกินยารสชาติเหมือนแมลงสาบนั่นแทนหมั่นโถวหรือ"
"มันก็ใช่อยู่หรอก... แต่พอเจ้าพูดออกมาแบบนี้ มันทำดูเหมือนข้าเป็นพวกวิปริตยังไงก็ไม่รู้"
อวี๋โย่วโย่วสลัดกลิ่นเหม็นคาวเลือดที่ลอยมาจากฝั่งยอดเขาสายในเมื่อวานนี้ออกไปจากหัวไม่ได้ กลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้นลอยคละคลุ้งจนคนที่กินโอสถอิ่มทิพย์ได้หน้าตาเฉยอย่างเธอยังแทบจะอาเจียนออกมา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกลืนหมั่นโถวลงท้องเลย
กลิ่นคาวเลือดนั่นรุนแรงมากเสียจนเธอแอบสงสัยว่า หลงอ้าวเทียนบุกมาล้างบางสำนักตานติ่งเพื่อแก้แค้นให้ลูกสาวที่โดนฉีกหน้าหรือเปล่า
การฆ่าล้างสำนักเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับคนจำพวกหลงอ้าวเทียน
แต่พอดูจากท่าทีของคนในสำนักแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น ชวีชิงเมี่ยวเองก็ปิดปากเงียบไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้ ทำเพียงกำชับให้พวกเธอรีบใช้เวลาหนึ่งเดือนที่เหลือนี้ฝึกฝนวิชาพื้นฐานการหลอมโอสถให้เชี่ยวชาญก็พอ
พอเดินมาถึงห้องหลอมโอสถ ภาพตรงหน้าก็ทำเอาทั้งคู่ต้องเบิกตากว้าง เพราะเห็นได้ชัดเลยว่ามีคนอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าอยู่เยอะมาก
แม้ฟ้าจะยังไม่สาง แต่ภายในห้องหลอมโอสถกลับมีศิษย์สายนอกนั่งจับจองพื้นที่ไปแล้วกว่าครึ่ง ทุกคนล้วนมีขอบตาดำคล้ำ นั่งวุ่นวายอยู่หน้าเตาหลอมของตัวเอง
'ทำไมถึงพากันตื่นเช้าขนาดนี้'
อวี๋โย่วโย่วนึกสงสัยอยู่ในใจ หรือว่าทุกคนจะโดนยุงหามจนนอนไม่หลับเหมือนเธอ
"ก็เพราะการทดสอบมันเลื่อนขึ้นมาเป็นเดือนหน้าแล้ว"
ศิษย์ร่วมสำนักคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมามองเธอแล้วถอนหายใจยาว
"ถ้าสอบปีหน้า พวกเราก็ยังมีเวลาให้ค่อยเป็นค่อยไปอีกตั้งหนึ่งปี แต่นี่เพิ่งจะเข้าสำนักมาได้แค่ครึ่งปี ใครมันจะไปทำสำเร็จ"
"ดูทรงแล้วคงต้องรอสอบรอบหน้าอีกสามปีแน่"
"ตอนนี้คนที่สัมผัสถึงพลังวิญญาณได้ก็มีแค่พวกหัวกะทิไม่กี่คน ส่วนคนที่บังคับพลังวิญญาณได้นี่คงไม่มีเลย แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปสู้กับศิษย์พี่ที่เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว"
บรรดาศิษย์สายนอกต่างพากันบ่นระงม ชวีชิงเมี่ยวที่บังเอิญได้ยินเข้าพอดีมีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที หว่างคิ้วของเธอฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
"เคล็ดวิชาพื้นฐานการหลอมโอสถก็ถ่ายทอดให้พวกเจ้าไปหมดแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่ต้องไปฝึกฝนเอาเอง"
น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
"ส่วนศิษย์ที่ยังบังคับพลังวิญญาณไม่ได้ ทางสำนักจะแจกจ่ายหินวิญญาณให้ทุกวัน เพื่อให้พวกเจ้าได้ทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนการหลอมโอสถวิญญาณ แต่จำไว้ให้ดีว่าอย่าพึ่งพาหินวิญญาณมากเกินไป เพราะในการทดสอบรอบสุดท้าย พวกเจ้าต้องใช้พลังวิญญาณของตัวเองในการหลอมโอสถเท่านั้น"
พอได้ยินประโยคนั้น ศิษย์สายนอกที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เมื่อครู่ก็พากันยิ้มออกทันที
ฉี่หนานเฟิงเดาะลิ้นเบาๆ
"สำนักเราก็ใจป้ำเหมือนกันนี่ แล้วทำไมศิษย์พี่ถึงบอกว่าไม่มีเงิน"
อวี๋โย่วโย่วรับหินวิญญาณส่วนของตัวเองมา ทว่าพอนั่งลงตรงที่ประจำ เธอก็รู้สึกได้ถึงสายตาเร่าร้อนที่จ้องเขม็งมายังมือของเธอ
"ซูรอง... เจ้ามองข้าทำไม"
เธอหันไปถามด้วยความแปลกใจ
ปกติแล้วซูอี้จื้อจะต้องกุมเข่าตัวเองด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า 'รอง' แต่คราวนี้เขากลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หินวิญญาณในมือของเธอ
"หินวิญญาณของเจ้าสีสวยดีนี่"
หินวิญญาณในมือของอวี๋โย่วโย่วใสแจ๋วราวกับก้อนน้ำแข็ง บริเวณผิวนอกยังมีประกายของพลังวิญญาณเรืองรองจางๆ ให้เห็น
ฉี่หนานเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ อาสาอธิบายให้ฟัง
"การหลอมโอสถต้องใช้พลังวิญญาณที่เสถียรและต่อเนื่อง เขาเลยให้ใช้หินวิญญาณระดับกลาง มันก็เลยดูสวยแบบนี้แหละ"
ซูอี้จื้อมองก้อนหินประกายใสในมือของทุกคนด้วยสายตาละห้อย ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปต่อแถวรับหินวิญญาณกับเขาด้วย
พอถึงคิวของซูอี้จื้อ ชวีชิงเมี่ยวก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
"เจ้าก็จะเอาด้วยหรือ"
เธอรู้ซึ้งถึงระดับพลังการฝึกตนของซูอี้จื้อดี และรู้ด้วยว่าเขาสามารถบังคับพลังวิญญาณของตัวเองเพื่อหลอมโอสถได้อย่างเชี่ยวชาญ การที่เด็กหนุ่มตรงหน้าเดินมาขอรับหินวิญญาณสำหรับคนที่ยังไม่มีพลังวิญญาณจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก
ใบหน้ากลมๆ ของซูอี้จื้อแดงเถือกขึ้นมาทันที เขาเม้มริมฝีปากด้วยความประหม่า ทว่าสองขากลับยืนหยัดไม่ยอมถอย
"ช่วงนี้... ช่วงนี้ร่างกายข้าไม่ค่อยแข็งแรง พลังวิญญาณติดขัด ก็เลยต้องใช้หินวิญญาณช่วยขอรับ"
ชวีชิงเมี่ยวได้แต่มองหน้าเขาอย่างเอือมระอา
'มาโกหกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถว่าตัวเองป่วย ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย'
ถึงอย่างนั้น ชวีชิงเมี่ยวก็ไม่ได้พูดจาถากถางหรือทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า ยอมปล่อยเบลอแล้วยื่นหินวิญญาณให้ไปแต่โดยดี
ซูอี้จื้อรับหินวิญญาณมาประคองไว้ในมือราวกับของล้ำค่า เขาลูบคลำมันด้วยความทะนุถนอมอยู่นานสองนาน ก่อนจะบรรจงเก็บใส่ถุงมิติที่ห้อยอยู่ข้างเอวอย่างระมัดระวัง
อวี๋โย่วโย่วเห็นท่าทางแบบนั้นก็อดคิ้วกระตุกไม่ได้ เธอชะโงกหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ
"ซื้อถุงมิติมาแล้วหรือ"
"อืม ของมือสอง จ่ายไปแค่ร้อยห้าสิบก้อนเอง"
ซูอี้จื้อตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี ใบหน้ากลมแป้นฉายแววภาคภูมิใจ
"ก็คนมันมีหินวิญญาณเยอะ พกติดตัวลำบาก"
อวี๋โย่วโย่วได้แต่ทำหน้าเซ็ง
'หินวิญญาณพวกนั้นก็ล้วงไปจากห่อผ้าของข้าทั้งนั้นแหละ'
เธอหันกลับมาจัดเตรียมสมุนไพรและสูตรโอสถอย่างตั้งใจ ในขณะที่ฉี่หนานเฟิงซึ่งเป็นพวกลงมือทำไวกว่าความคิดจัดการหลอมโอสถเตาแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว
กลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยลอยคลุ้งไปทั่วห้องหลอมโอสถ ศิษย์คนอื่นพากันก่นด่าและพยายามมองหาต้นตอของกลิ่น มีเพียงอวี๋โย่วโย่วคนเดียวที่แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าสหายของเธอเพิ่งจะสร้างของประหลาดอะไรขึ้นมาอีก
แสงประกายสว่างไสวบนหินวิญญาณสองก้อนของฉี่หนานเฟิงค่อยๆ หม่นแสงลง
หลังจากกลิ่นเหม็นไหม้ลอยโชยมาปะทะจมูกจนคนทั้งห้องปวดหัวติดต่อกันถึงสามครั้ง พลังวิญญาณในหินของฉี่หนานเฟิงก็ถูกสูบไปจนเกลี้ยง กลายสภาพเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาๆ ที่ไร้ค่า
จังหวะที่อวี๋โย่วโย่วคิดว่าการโจมตีด้วยกลิ่นไหม้นี้คงจบลงเสียที เธอกลับเห็นฉี่หนานเฟิงล้วงมือเข้าไปในถุงมิติ แล้วหยิบหินวิญญาณก้อนใหม่ออกมาเป็นกำอย่างหน้าตาเฉย
แสงสว่างวาบจากหินวิญญาณในมือเขาทำเอาคนทั้งห้องหลอมโอสถหันมามองเป็นตาเดียว
และในเวลาเพียงไม่นาน กลิ่นเหม็นไหม้ที่ทุกคนจำได้ขึ้นใจก็ลอยกลับมาเตะจมูกอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีใครมีอารมณ์จะด่าทออีกต่อไป ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกันผุดขึ้นมาในหัว
'มีเงินนี่มันดีจริงๆ'
อวี๋โย่วโย่วที่ยากจนข้นแค้นกำหินวิญญาณสองก้อนในมือแน่น ทำใจใช้มันไม่ลงจริงๆ
เธอจนมากเกินไป กลุ่มผีพนันของป้าเตาก็ไม่ได้โดนตัดขาจนต้องมาต่อกระดูกกันทุกวัน พวกเขาไม่มีทางซื้อโอสถระงับปวดราคาเม็ดละหนึ่งร้อยก้อนมากินแทนข้าวได้หรอก รายได้ของเธอเลยไม่มั่นคงเอาเสียเลย
หินวิญญาณระดับกลางสองก้อนนี้ ถ้าเอาไปจ่ายค่าแช่น้ำสมุนไพรวิญญาณก็คงได้ตั้งหนึ่งครั้ง
ความยากจนบีบบังคับให้คนเราต้องดิ้นรน อวี๋โย่วโย่วจึงตัดสินใจลองเสี่ยงใช้พลังวิญญาณของตัวเองในการหลอมโอสถดูสักตั้ง
เส้นชีพจรวิญญาณที่เคยตีบตันเริ่มขยายใหญ่และแข็งแรงขึ้นมากแล้ว แม้จะยังดูอ่อนแอราวกับพร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อก็ตาม
ลึกลงไปภายในเส้นชีพจรนั้น มีสายธารพลังวิญญาณสายเล็กๆ ไหลเวียนอยู่ มันเปล่งประกายสีแดงสดใสสะดุดตา
[จบบท]