บทที่ 28 : โอสถอิ่มทิพย์รสเมาเสวี่ยวั่ง
อวี๋โย่วโย่วหลับตาลง ทบทวนวิธีการหลอมโอสถที่บันทึกไว้ในหยกเคล็ดวิชาอย่างละเอียด ก่อนจะค่อยๆ โคจรพลังวิญญาณอันน้อยนิดของตนเองเพื่อสกัดตัวยาอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วครึ่งจิบชา ร่างเล็กก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น พลังวิญญาณในร่างถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง ทว่าข้างมือของนางกลับมีโอสถอิ่มทิพย์เม็ดหนึ่งกลิ้งหลุนๆ อยู่ แม้ว่าหน้าตาของมันจะอัปลักษณ์จนเกินเยียวยาก็ตาม
เด็กสาวจ้องมองผลงานของตัวเองแล้วลอบถอนหายใจ รูปร่างหน้าตาของมันชวนให้รู้สึกกระเดือกไม่ลงจริงๆ
นางตัดสินใจใช้ศอกกระทุ้งแขนฉี่หนานเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ
"ลองชิมยาที่ข้าหลอมดูไหม"
"ไม่เอา"
ฉี่หนานเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ซูอี้จื้อที่อยู่ถัดไปกลับชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความสนใจ แววตาของเขาฉายประกายประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
"สำเร็จด้วยหรือเนี่ย ถึงจะดูขี้เหร่กว่าของข้าไปสักหน่อยก็เถอะ"
อวี๋โย่วโย่วเลือกที่จะเมินประโยคหลังทิ้งไป นางฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับพูดจาหว่านล้อม
"งั้นเจ้าลองชิมดูสิ จะได้ช่วยชี้แนะข้าได้ ยังไงซะวิชาหลอมโอสถของเจ้าก็เก่งที่สุดในพวกเราแล้ว"
ใบหน้าของซูอี้จื้อขึ้นสีระเรื่อ คำชมของอวี๋โย่วโย่วทำให้เขารู้สึกพองโตในอกจนลืมความอัปลักษณ์ของเม็ดยาไปเสียสนิท เขาหยิบมันโยนเข้าปากทันที
ชั่วอึดใจต่อมา...
"แหวะ!"
ซูอี้จื้อหน้าดำหน้าแดง โซเซวิ่งพรวดพราดออกไปนอกห้อง ทิ้งไว้เพียงเสียงอาเจียนโอ้กอ้ากที่ดังแว่วมาเป็นระลอก
ฉี่หนานเฟิงหันขวับไปมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความงุนงง
"เขาเป็นอะไรไป ปกติก็ชินกับรสชาติโอสถอิ่มทิพย์แล้วไม่ใช่หรือ"
"ของข้าไม่ใช่รสแมลงสาบนี่"
อวี๋โย่วโย่วหันกลับมาขีดเขียนสูตรยาลงบนกระดาษต่ออย่างไม่หยี่ระ ท่าทางเหมือนกำลังคำนวณสัดส่วนสมุนไพรเสียใหม่
"ข้าปรับปรุงสูตรนิดหน่อย ทำเป็นโอสถอิ่มทิพย์รสเมาเสวี่ยวั่งน่ะ"
นางชะโงกหน้าออกไปมองนอกประตู ซูอี้จื้อยังคงโก่งคออาเจียนไม่หยุด
"ดูท่าซูอี้จื้อคงจะทำใจรับไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเกลียดเมาเสวี่ยวั่งมากกว่าแมลงสาบก็ได้นะ"
เด็กสาวหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้ฉี่หนานเฟิง
"เหมือนเจ้าจะชอบเมาเสวี่ยวั่งนะ ลองชิมเม็ดต่อไปให้ข้าหน่อยไหม"
น่าเสียดายที่ฉี่หนานเฟิงใจแข็งดั่งหินผา เขาปฏิเสธอย่างเลือดเย็นจนนางต้องล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น อวี๋โย่วโย่วและสหายร่วมสำนักแทบจะกินนอนกันอยู่ในห้องหลอมโอสถ แม้ว่าเสื้อผ้าและเนื้อตัวจะเหม็นหืนไปด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นยาไหม้ ทว่าบรรยากาศการฝึกฝนกลับเต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครงอย่างประหลาด
ในทางกลับกัน บรรดาผู้อาวุโสสายนอกกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
พรุ่งนี้คือวันทดสอบอย่างเป็นทางการ วันนี้พวกเขาจึงต้องสุ่มตรวจผลงานโอสถที่เหล่าศิษย์หลอมขึ้นมา
เมื่อมองดูเศษซากยาที่ล้มเหลวกว่าครึ่งบนโต๊ะ พวกเขาต่างก็นึกภาพออกเลยว่าต้องโดนผู้อาวุโสจากยอดเขาสายในชี้หน้าด่าว่าไร้ความสามารถในการสั่งสอนศิษย์อย่างแน่นอน
ศิษย์ที่เข้ามาเรียนก่อนหน้าสักสองปีถือว่าทำผลงานได้ไม่เลว แต่บรรดาศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามานี่สิ ของที่ส่งมาให้ตรวจมีแต่สิ่งของประหลาดๆ ทั้งนั้น
"ซูอี้จื้อถือว่าทำได้ดีมาก วิชาหลอมโอสถโดดเด่นทีเดียว อายุแค่นี้ก็บรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นกลางแล้ว"
"ฉี่หนานเฟิงก็ใช้ได้ ถึงยาเม็ดแรกๆ จะดูไม่ได้ไปหน่อย แต่ตอนนี้ก็หลอมออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ได้ยินว่าเขาฝึกฝนได้เร็วมาก ตอนนี้ทะลวงเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้นแล้ว"
ในที่สุดสายตาของทุกคนก็ไปหยุดอยู่ที่โอสถเม็ดหนึ่งที่หน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดในกอง
ถึงผิวสัมผัสของมันจะขรุขระ บิดเบี้ยว และไม่มีความกลมเกลี้ยงเลยแม้แต่น้อย ทว่าพลังวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ภายในกลับรุนแรงจนน่าตกใจ ดีเสียยิ่งกว่ายาที่ซูอี้จื้อหลอมออกมาเสียอีก
แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ชวนสยองขวัญ จึงไม่มีผู้อาวุโสคนไหนกล้าหยิบขึ้นมาลองชิม
"อวี๋โย่วโย่วหรือ มิน่าล่ะ"
ผู้อาวุโสวั่นเหลือบมองชื่อบนกล่องไม้ น้ำเสียงเจือความเสียดายลึกๆ
"เดาว่าคงใช้ค่ายกลช่วยหลอมยา หน้าตาถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ดูออกนะว่านางพยายามเต็มที่แล้ว"
เรื่องที่อวี๋โย่วโย่วตรวจไม่พบเส้นชีพจรวิญญาณไม่ใช่ความลับในหมู่ศิษย์สายนอกอีกต่อไป ในสายตาของผู้อาวุโสสายนอก นางคือศิษย์อัจฉริยะที่ไม่มีวันถูกยอดเขาสายในแย่งชิงตัวไปอย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเริ่มเสนอความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น
"เด็กคนนี้ปลูกสมุนไพรวิญญาณเก่งทีเดียว ถึงตอนนั้นข้าจะให้นางไปเป็นผู้ดูแลแปลงสมุนไพรวิญญาณก็แล้วกัน"
"ไม่ได้" ผู้อาวุโสอีกคนค้านขึ้นมาทันที "ข้าดูแล้วนางแม่นยำเรื่องสมุนไพรกับสูตรยามาก ให้นางมาเป็นผู้ดูแลหอตำราของข้าสิถึงจะเหมาะ"
"นางกินจุจะตาย ข้าว่ามาเป็นผู้ดูแลหอรับประทานอาหารของข้าดีกว่า"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน ชวีชิงเมี่ยวที่นำโอสถมาส่งและยืนเงียบอยู่นานก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
"คงจะไม่ได้เจ้าค่ะ"
หญิงสาวกวาดสายตามองผู้อาวุโสทุกท่าน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
"นางต้องเข้าไปอยู่ในยอดเขาสายใน"
ผู้อาวุโสทั้งหลายชะงักงันไปชั่วขณะ แต่ด้วยประสบการณ์ที่อาศัยอยู่บนโลกมานับร้อยปี ผู้อาวุโสวั่นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทัน เขาผุดลุกขึ้นยืนตบโต๊ะเสียงดัง
"เจ้าหมายความว่า... ยาหน้าตาอัปลักษณ์เม็ดนี้นางใช้พลังวิญญาณของตัวเองหลอมขึ้นมาหรือ"
ชวีชิงเมี่ยวพยักหน้ารับช้าๆ
"ข้าเพิ่งรู้เมื่อครึ่งเดือนก่อนว่าอวี๋โย่วโย่วฝึกพลังวิญญาณได้แล้วเจ้าค่ะ"
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบลงทันตาเห็น ก่อนที่ทุกคนจะโพล่งคำถามเดียวกันออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
"แต่เส้นชีพจรวิญญาณของนางแหลกสลายไปแล้วไม่ใช่หรือ"
อันที่จริงตอนที่ชวีชิงเมี่ยวรับรู้เรื่องนี้ นางเองก็ตกใจแทบสิ้นสติเช่นกัน
แต่ไม่ว่านางจะพยายามขบคิดหาเหตุผลสักกี่ตลบ ก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเป็นเพราะอวี๋โย่วโย่วแอบรักษาร่างกายที่พังทลายของตนเองอย่างลับๆ
ท้ายที่สุดนางจึงสรุปเอาเองว่า เมื่อร่างกายของอวี๋โย่วโย่วกลับมาแข็งแรง เส้นชีพจรวิญญาณก็คงฟื้นฟูตามไปด้วย
ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้อง ชวีชิงเมี่ยวก็หยุดชะงักและหันไปหาผู้อาวุโสที่ดูแลหอรับประทานอาหาร
"ผู้อาวุโสหลี่ รบกวนเปลี่ยนอาหารหลักทั้งสามมื้อของหอรับประทานอาหารเป็นหมั่นโถวด้วยนะเจ้าคะ"
ผู้อาวุโสหลี่ทำหน้าเหลอหลา
"ศิษย์พากันบ่นว่ามื้อเช้ามีแต่หมั่นโถว ร้องจะกินพายเนื้อกับซาลาเปากันอยู่เลย..."
"อะแฮ่ม"
ชวีชิงเมี่ยวยกมือขึ้นทัดปอยผมแก้เก้อ ซ่อนแววตาลุกลี้ลุกลนเอาไว้มิดชิด
"ช่วงก่อนหน้านี้เบิกหินวิญญาณมาให้พวกศิษย์ใช้ฝึกหลอมโอสถไปเยอะ สิ้นเปลืองงบประมาณสำนักไปมากเจ้าค่ะ"
ผู้อาวุโสหลี่อ้าปากจะเถียง เพราะหินวิญญาณระดับกลางแค่ก้อนเดียวก็มากพอจะซื้อพายเนื้อให้ศิษย์กินได้ทั้งเดือนแล้ว
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าชวีชิงเมี่ยวคือศิษย์สายตรงคนโปรดของเจ้าสำนัก ทั้งยังกุมอำนาจดูแลจัดการเรื่องราวในยอดเขาสายนอก และในอนาคตก็อาจจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนของสำนักตานติ่ง เขาจึงจำใจต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป
ถึงกระนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"พายเนื้อกรอบของพวกเราขายดีกว่าแท้ๆ นอกจากอวี๋โย่วโย่วแล้ว จะมีใครชอบกินหมั่นโถวกัน..."
...
อวี๋โย่วโย่วที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาจามติดกันหลายครั้ง
นางยกมือขึ้นขยี้จมูกปอยๆ ระหว่างนั้นฉี่หนานเฟิงก็ยื่นชามกระเบื้องที่ส่งกลิ่นหอมฉุยมาให้ราวกับเล่นกล
"เกี๊ยวกุ้งไข่ปลาของหอหวงเฮ่อ กินไหม ที่บ้านข้าเพิ่งส่งมาให้น่ะ"
อวี๋โย่วโย่วไม่คิดจะเกรงใจ นางรับชามมาถือไว้ ตักเกี๊ยวลูกโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ขณะเดินย่ำเท้าขึ้นบันไดหินเพื่อมุ่งหน้าไปยังยอดเขาสายในอันเป็นสถานที่ทดสอบ
ไม่ได้กินมื้อเช้าหรูหราแบบนี้มาตั้งนาน อร่อยเป็นบ้าเลย!
เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของสหาย นางจึงล้วงเอาโอสถหน้าตาบิดเบี้ยวเม็ดหนึ่งออกมายื่นให้
"โอสถอิ่มทิพย์รสทุเรียน เพิ่งทำเสร็จเมื่อวาน กินไหม"
ฉี่หนานเฟิงผู้ไม่เคยสัมผัสความหอมหวานของทุเรียนทำหน้าเหยเกราวกับเห็นของแสลง
"ถ้าวันหลังเจ้ายังอยากกินเกี๊ยวอีก ก็รีบเอาของพรรค์นี้เก็บไปเลยนะ"
อวี๋โย่วโย่วลดมือลงอย่างเสียดาย
จนถึงตอนนี้ นอกจากซูอี้จื้อที่หลวมตัวกินโอสถอิ่มทิพย์รสเมาเสวี่ยวั่งเข้าไป ก็ยังไม่มีใครกล้าแตะต้องโอสถรสชาติแปลกใหม่ที่นางคิดค้นขึ้นมาอีกเลย
ก็แค่หน้าตาขี้เหร่ไปนิดเดียวเองไม่ใช่หรือไง
แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้นี่นา พลังวิญญาณของนางมีจำกัด หากต้องการรีดเค้นสรรพคุณของตัวยาให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ก็ต้องยอมสละเรื่องความสวยงามทิ้งไป
เมื่อเกี๊ยวลูกสุดท้ายตกถึงท้อง พวกเขาก็เดินมาถึงลานกว้างบนยอดเขาพอดี
การทดสอบเข้าสู่ยอดเขาสายในกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
[จบบท]