บทที่ 31 : กำเริบเสิบสาน ไร้ยางอาย และป่าเถื่อน
ผลการทดสอบคัดเลือกศิษย์เข้ายอดเขาสายในถูกประกาศออกมาในวันรุ่งขึ้น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด จากศิษย์สายนอกที่เข้าร่วมทดสอบกว่าห้าร้อยคน กลับมีผู้ที่ผ่านเกณฑ์เพียงแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือรุ่นของอวี๋โย่วโย่วถือว่ามีชะตากรรมที่น่าเวทนาที่สุด
เพราะในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกัน มีเพียงนาง ฉี่หนานเฟิง และซูอี้จื้อเพียงสามคนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบมาได้
การที่ซูอี้จื้อผ่านการประเมินนั้นถือเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดเดาไว้อยู่แล้ว ด้วยฝีมือและพื้นฐานของเขา ทว่าสิ่งที่ทำให้อวี๋โย่วโย่วนึกกังขาคือผลลัพธ์ของฉี่หนานเฟิง
ภาพตอนที่เด็กหนุ่มเปิดเตาหลอมโอสถแล้วล้วงเอาก้อนกลมๆ สีดำไหม้เกรียมออกมายังคงติดตา นางได้แต่คิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาว่าไอ้ก้อนประหลาดนั่นมันไปถูกตาต้องใจเหล่าผู้อาวุโสได้อย่างไรกัน
แต่ถึงอย่างนั้น การที่พวกเขาสามารถผ่านเข้าไปเป็นศิษย์สายในได้พร้อมหน้าพร้อมตากันย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี
สหายทั้งสองจึงตกลงปลงใจกันอย่างรู้หน้าที่ ว่าวันนี้จะต้องแวะไปเดินเล่นที่ตลาดมืดเพื่อเป็นการฉลอง
"ย้ายเข้าไปยอดเขาสายในก็ต้องซื้อของใหม่เยอะเลย ข้าต้องไปเหมาพวกของวิเศษกับยันต์อาคมเพิ่ม แล้วเตาหลอมโอสถก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน"
คำพูดของคนมีเงินทำเอาคนฟังอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อวี๋โย่วโย่วกระชับห่อผ้าใบเล็กบนหลังให้แน่นขึ้น
"ข้าจนจะตายอยู่แล้ว ว่าจะไปปูผ้าตั้งแผงหาหยกวิญญาณที่ตลาดมืดสักหน่อย"
ฉี่หนานเฟิงยังคงแสดงความใจป้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง
"เจ้าจะตั้งแผงขายโอสถอะไร เอามาขายให้ข้าเลยสิ เดี๋ยวปลายปีข้าเอาไปแจกเป็นโบนัสให้พวกหลงจู๊ตามเมืองต่างๆ ก็เข้าท่าดี"
ปกติแล้วโอสถวิญญาณระดับหนึ่งทั่วๆ ไปอย่างโอสถอิ่มทิพย์นั้นราคาไม่ได้แพงอะไร จ่ายแค่หยกวิญญาณก้อนเดียวก็ซื้อหามาครอบครองได้แล้ว
ทว่านางจะบอกสหายตรงหน้าอย่างไรดี ว่าโอสถของนางหนึ่งเม็ดมีราคาตั้งร้อยหยกวิญญาณ
สีหน้าของอวี๋โย่วโย่วดูซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าบนใบหน้าของฉี่หนานเฟิงจะแปะป้ายเอาไว้ชัดเจนว่า 'คนโง่เงินหนารีบมาหลอกฟัน' แต่นางก็ยังหักใจลงมือไม่ลงอยู่ดี
"ช่างเถอะ ขืนหลอกเอาเงินเจ้าข้าคงรู้สึกผิดแย่"
อวี๋โย่วโย่วยกมือขึ้นถูจมูกตัวเองเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
"ไปเรียกซูอี้จื้อมาสิ พวกเราจะได้ไปตลาดมืดด้วยกัน"
"จะไปเรียกเขามาทำไม"
ฉี่หนานเฟิงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะคุยกัน แล้วสองคนนี้ไปสนิทกันตั้งแต่ตอนไหน
"ก็เขาไปเช่าแผงขายของที่ตลาดมืดเอาไว้ ข้าว่าจะไปขออาศัยวางของขายด้วยคน"
ในท้ายที่สุด ซูอี้จื้อก็ยอมแบ่งพื้นที่แผงลอยให้อวี๋โย่วโย่ววางของขายจริงๆ แถมยังใจกว้างถึงขั้นไม่เก็บค่าเช่าที่แม้แต่แดงเดียว
ความใจดีที่ผิดแปลกไปจากปกติของซูอี้จื้อทำเอาอวี๋โย่วโย่วรู้สึกไม่คุ้นเคย ซ้ำยังทำให้ความระแวดระวังในตัวนางพุ่งสูงขึ้น
"เจ้ามีเรื่องอะไรจะให้ข้าช่วยใช่ไหม"
ใบหน้าของซูอี้จื้อขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะยอมเปิดปากบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา
"ข้าอยากจะซื้อของวิเศษสักหน่อย เจ้าไปช่วยข้าต่อราคาหน่อยสิ"
อวี๋โย่วโย่วเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
"ต่อราคาหรือ ข้าทำเรื่องพวกนั้นไม่เป็นหรอก"
ทันทีที่สิ้นคำพูด ซูอี้จื้อและฉี่หนานเฟิงก็พร้อมใจกันหันมามองหน้านางด้วยสายตาประณามหยามเหยียด
เด็กสาวเห็นดังนั้นก็ยังคงพยายามแก้ต่างให้ตัวเองต่อไป
"ที่ข้าทำไปทั้งหมดนั่นมันไม่ใช่การต่อราคาสักหน่อย ข้าแค่ใช้เหตุและผลคุยกันต่างหาก"
ทว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคนกลับไม่ยอมฟังคำแก้ตัวของนางเลยสักนิด ตลอดทางที่เดินไปตลาดมืด พวกเขายังเอาแต่ผลัดกันเล่าถึงประสบการณ์อันเลวร้ายที่เคยโดนนางขูดรีดมา
ครั้นพอเดินมาถึงตลาดมืดจริงๆ สองคนนั้นก็ดันกอดคอเดินตีคู่กันประหนึ่งว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนเสียอย่างนั้น
บริเวณสำหรับตั้งแผงลอยนั้นตั้งหลบมุมอยู่ในซอกที่ทรุดโทรมที่สุดของตลาดมืด แผงของแต่ละคนถูกวางเรียงรายกันอย่างระเกะระกะ
สินค้าที่นำมาวางขายส่วนใหญ่ล้วนเป็นสมุนไพรวิญญาณ ต่อให้เป็นแผงที่ขายโอสถวิญญาณ บนตัวยาเหล่านั้นก็ยังมีคราบเลือดสีแดงฉานติดอยู่ ดูเผินๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าเพิ่งไปปล้นชิงใครมา
ซูอี้จื้อแสดงท่าทีคุ้นเคยราวกับเห็นเรื่องพวกนี้จนชินตา เขาล้วงเอาผ้าใบอาบน้ำมันออกจากถุงมิติมาปูลงบนพื้นอย่างคล่องแคล่ว
จากนั้นจึงหยิบเอาสมุนไพรที่เพิ่งนำไปแลกเปลี่ยนมาจัดวาง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหยิบขวดยาที่บรรจุโอสถวิญญาณเอาไว้ออกมาวางเรียงไว้ด้านหน้าสุดอย่างระมัดระวัง
ส่วนคนที่เหลืออีกสองคนซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ตั้งแผงขายของมาก่อนได้แต่ชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซูอี้จื้อแอบยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ หากจะวัดกันที่ทักษะการหลอมโอสถแล้ว ในบรรดาสามคนนี้อย่างไรเสียเขาก็ยอดเยี่ยมที่สุด
หลังจากที่ถูกสองคนนี้กดข่มรัศมีมานานนับครึ่งปี ในที่สุดซูอี้จื้อก็มีโอกาสได้เชิดหน้าชูตา เขาหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาวางแผ่บนฝ่ามือด้วยท่าทีโอ้อวด
"เดือนก่อนตอนที่กำลังฝึกฝนตามสูตรโอสถ ข้าก็เลยถือโอกาสหลอมโอสถสงบจิตขึ้นมาด้วย มันช่วยเรื่องการบำเพ็ญเพียรได้ดีเชียว"
โอสถสงบจิตเม็ดนั้นมีรูปทรงกลมเกลี้ยงเกลา ผิวของมันส่องประกายเหลือบเงาของพลังวิญญาณออกมาบางๆ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของระดับสูง
ฉี่หนานเฟิงเห็นแล้วก็เดาะลิ้นเบาๆ
"เม็ดเล็กขนาดนี้ ดูไม่ค่อยสมฐานะเท่าไหร่เลย"
อวี๋โย่วโย่วกลับชมสั้นๆ ว่า "สวยดี" ก่อนจะขยับตัวมานั่งจัดแจงแผงลอยของตัวเองที่อยู่ข้างๆ กัน
นางไม่ได้ลงทุนซื้อขวดกระเบื้องเคลือบสำหรับบรรจุโอสถวิญญาณด้วยซ้ำ สิ่งที่นางใช้มีเพียงกล่องไม้ธรรมดาๆ ที่ดูไม่สะดุดตา
ถึงแม้ว่ากล่องไม้นี้จะถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้สรรพคุณของโอสถรั่วไหล แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ...
เหตุผลหลักก็คือ ของพวกนี้นางไปหยิบฉวยมาจากสำนักตานติ่งแบบไม่ต้องเสียหยกวิญญาณเลยสักก้อนต่างหาก
ต่อให้ซูอี้จื้อจะชินชากับรูปร่างหน้าตาของโอสถที่อวี๋โย่วโย่วหลอมออกมาแล้วก็ตาม แต่พอต้องมาเห็นไอ้ก้อนประหลาดพวกนี้วางเรียงกันเป็นตับ เขาก็ยังรู้สึกปวดตาขึ้นมาอยู่ดี
แต่สิ่งที่ทำร้ายสายตามากยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่อวี๋โย่วโย่วดึงเอาเศษผ้าใบผืนหนึ่งออกมาขึงไว้
บนผ้าใบผืนนั้นมีตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ถูกเขียนด้วยลายมือตวัดไปมาราวกับมังกรผงาดว่า 'เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ช่วยเหลือสรรพสัตว์!'
สองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่มองหน้ากันด้วยความคิดเดียวกันว่า ไม่นึกเลยว่าอวี๋โย่วโย่วจะหน้าหนาได้ถึงเพียงนี้
"เจ้าเปลี่ยนคำโปรยหน่อยดีหรือไม่"
ซูอี้จื้อผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการเร่ขายของชี้มือไปยังผ้าใบผืนนั้น ก่อนจะเริ่มเสนอความคิดเห็นเพื่อช่วยเหลือ
"จะให้เปลี่ยนเป็นอะไร"
"เจ้าก็เขียนไปสิว่า โละสต๊อกโอสถวิญญาณ สองหยกได้หนึ่งเม็ด ห้าหยกได้สามเม็ด ทำแบบนี้ก็น่าจะพอขายออกอยู่บ้าง"
ขืนไม่ยอมลดราคา โอสถหน้าตาอัปลักษณ์พวกนี้คงไม่มีใครกล้าควักกระเป๋าซื้อแน่
อวี๋โย่วโย่วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
"เวลาเจ้าขายก็ตั้งราคาแบบนี้เหมือนกันหรือ"
ราคาที่เขาบอกมามันแทบจะเท่ากับต้นทุนค่าสมุนไพรในการหลอมโอสถเลยด้วยซ้ำ นางมองอย่างไรซูอี้จื้อก็ไม่น่าจะใช่พวกพ่อพระที่ชอบทำทานช่วยเหลือผู้คน
คนถูกถามยืดอกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
"ข้าไม่เหมือนเจ้าหรอก โอสถของข้าขายเม็ดละสิบหยกวิญญาณ คนก็ยังแย่งกันซื้อเลย"
ยังไม่ทันขาดคำ หลังจากที่แผงลอยเพิ่งตั้งเสร็จได้เพียงชั่วจิบชา กลุ่มคนสวมหน้ากากนับสิบคนก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างมุ่งร้าย
รังสีคุกคามที่ปล่อยออกมาจากร่างของคนกลุ่มนี้รุนแรงจนน่าขนลุก ลวดลายบนหน้ากากก็ดูบิดเบี้ยวและดุดันน่ากลัว
แรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมาทำเอาคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ซูอี้จื้อได้สติขึ้นมาในทันที เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือตลาดมืด แหล่งรวมตัวของพวกเดนตายและตัวอันตรายทั้งหลาย
เพียงแค่ปรายตามองเม็ดยาเปื้อนเลือดจากแผงข้างๆ ก็พอจะเดาได้แล้วว่า การปล้นชิงโอสถวิญญาณคงเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนพวกนี้
เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างยักษ์มายืนออกันอยู่หน้าแผง ซูอี้จื้อที่ถูกเงาทะมื่นบดบังจนมิดก็แทบจะหันหลังวิ่งหนีเอาตัวรอด
ทว่า...ระดับการบำเพ็ญเพียรของฉี่หนานเฟิงและอวี๋โย่วโย่วนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งกว่าเขาเสียอีก หากเขาทิ้งเพื่อนแล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว สองคนนี้จะรับมืออย่างไรไหว
ซูอี้จื้อข่มความกลัวเอาไว้ในใจ เขาปัดความเสียดายทิ้งไป ก่อนจะรีบหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวส่งให้พวกมันอย่างลนลาน
"พวกข้าให้พวกเจ้าหมดเลย!"
"ของพรรค์นี้น่ะหรือ ใครเขาจะอยากได้กัน"
ป้าเตามองขวดยาในมือเด็กหนุ่มด้วยสายตารังเกียจ มันก็แค่โอสถวิญญาณระดับหนึ่งดาษๆ ทั่วไป เขาไม่ได้นึกสนใจมันเลยสักนิด
ซูอี้จื้อหน้าถอดสี ลนลานถามกลับไป
"ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าต้องการอะไร"
อย่าบอกนะว่าจะมาปล้นถุงมิติที่เขาเพิ่งควักเงินซื้อมาในราคาร้อยห้าสิบหยกวิญญาณ!
ป้าเตาคร้านจะสนใจเด็กหนุ่ม เขาแอบยกดาบในมือขึ้นมากะระดับความสูงอย่างเงียบๆ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าร่างเล็กๆ ที่นั่งอยู่ขวามือสุดคือคนที่เขากำลังตามหา
ท่าทีดุดันเมื่อครู่มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง ชายร่างยักษ์รีบย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้น ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"ขาของข้าหายสนิทแล้ว ต้องขอบคุณท่านปรมาจารย์มากจริงๆ"
บรรดาลูกน้องที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังต่างก็ประสานเสียงรับกันอย่างพร้อมเพรียง
"ขอบคุณท่านปรมาจารย์!"
เสียงตะโกนที่ดังกึกก้องทำเอาอวี๋โย่วโย่วรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
"พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่"
ช่วงสองครั้งที่ผ่านมานี้นางพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมเฉียดกรายไปแถวๆ ลานประลองเลยแม้แต่น้อย
เพราะทันทีที่โผล่หน้าไป ก็มักจะมีคนแอบเอาดาบหรือกระบี่มาวัดส่วนสูงของนางอยู่เสมอ พอพวกเขามั่นใจว่าเป็นนางจริงๆ ก็จะแห่กันเข้ามารุมล้อม ขอให้นางช่วยรักษาบาดแผลจากการถูกฟัน ถูกแทง ไปจนถึงอาการบาดเจ็บภายใน
นางเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถแท้ๆ แต่กลับถูกบังคับให้กลายเป็นหมอรักษาโรคกระดูกไปเสียนี่
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ บริเวณลานประลองดันมีแต่พวกชายฉกรรจ์ตัวโตเท่าหมี ต่อให้นางจะพยายามกินจนตัวสูงขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ยังถูกคนพวกนี้จำหน้าได้อยู่ดี
[จบบท]