บทที่ 4 : มุ่งหน้าสู่สำนักตานติ่ง
แม้ก่อนหน้านี้จะให้คนช่วยตรวจดูสูตรโอสถจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉี่หนานเฟิงลงมือหลอมโอสถด้วยตัวเอง ชายหนุ่มจึงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งได้เตาหลอมมาใหม่ ด้วยความตื่นเต้นบวกกับความคึกคะนอง จึงหอบเตาหลอมตรงดิ่งไปซื้อสมุนไพรที่ถนนฝั่งตะวันตกเพื่อแสดงฝีมือให้ชาวบ้านดูเป็นขวัญตา หวังเพียงจะโอ้อวดบารมีสักหน่อย ใครจะไปคิดว่าพอมีคนใจกล้าซื้อไปกินจริงๆ เขากลับต้องมาเดินตามต้อยๆ เพื่อรอดูว่าคนซื้อจะชักตาตั้งตายไปเสียก่อนหรือไม่
แต่จะให้เขาพูดออกไปตรงๆ ว่าตัวเองกลัวยาจะมีพิษ ก็เลยแอบสะกดรอยตามมาดูว่านางรอดหรือเปล่า มันก็ดูจะเสียฟอร์มไปสักหน่อย
ขืนพูดไปแบบนั้น ตัวเขาก็ดูเป็นหมอเถื่อนที่ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย!
ฉี่หนานเฟิงกระแอมไอเบาๆ ก่อนจะแสร้งเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติ
"เจ้าพักอยู่ที่นี่หรือ คนในครอบครัวไปไหนหมดเล่า"
"ตายหมดแล้ว"
อวี๋โย่วโย่วตอบกลับหน้าตาย เสียงของนางราบเรียบปราศจากความโศกเศร้า ราวกับกำลังพูดเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ฉี่หนานเฟิงถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของเด็กสาวคนนี้ช่างฟังดูเบาสบายเหลือเกิน
ในหัวของเขาเริ่มจินตนาการไปไกล หรือว่าเด็กคนนี้ครอบครัวตายหมดแล้วก็เลยไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ยิ่งเห็นสภาพร่างกายที่ดูเหมือนคนป่วยหนัก แถมก่อนหน้านี้ยังบอกอีกว่าเงินสามสิบเหวินนั่นคือสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิต หรือว่านางจงใจซื้อยามั่วซั่วมากินเพื่อฆ่าตัวตายกันแน่!
เมื่อคิดเป็นตุเป็นตะไปเอง ฉี่หนานเฟิงก็รีบปรับสีหน้าให้จริงจัง ก่อนจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
"เจ้ายังเด็กอยู่แท้ๆ อนาคตยังมีเรื่องดีๆ รออยู่อีกมาก"
อวี๋โย่วโย่วขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางจ้องหน้าเขาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าจู่ๆ ชายประหลาดคนนี้จะมาสั่งสอนอะไรนาง
ฉี่หนานเฟิงแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เขาทอดถอนใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ในเมืองถงฮวามีหมอเก่งๆ ตั้งเยอะแยะ อาการป่วยของเจ้าต้องรักษาหายแน่"
"ถ้าหมอทั่วไปรักษาไม่ได้ เจ้าก็ยังไปขอความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถที่สำนักตานติ่งได้นี่"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ อวี๋โย่วโย่วก็เริ่มหูผึ่ง นางเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจมาพักใหญ่แล้ว จึงถือโอกาสเอ่ยถามออกไป
"ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถคืออะไร แล้วสำนักตานติ่งคืออะไรหรือ"
บิดาเฮงซวยของอวี๋โย่วโย่วเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ ดังนั้นในนิยายต้นฉบับจึงแทบไม่เคยกล่าวถึงรายละเอียดของผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถเลยแม้แต่น้อย
เท่าที่นางจำได้ก็มีแค่ฉากที่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสายโอสถรูปโฉมงดงามนางหนึ่ง ยอมกรีดเลือดจากหัวใจตัวเองมาหลอมเป็นโอสถเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้บิดาของนาง เนื้อหาในหนังสือนั้นไม่ได้ลงลึกถึงขั้นตอนการหลอมยาแต่อย่างใด เพราะนักเขียนมัวแต่ไปเน้นบรรยายฉากที่บิดาเฮงซวยกับหญิงงามผู้นั้นกอดร่ายมนต์บำเพ็ญคู่กันเสียมากกว่า
ในยุควันสิ้นโลกนั้นช่างแสนน่าเบื่อและขาดแคลนความบันเทิง อวี๋โย่วโย่วมีนิยายเรื่องนี้ตกถึงมือเพียงเล่มเดียว นางจึงอ่านฉากเข้าพระเข้านางที่ว่านั่นวนไปวนมาถึงเจ็ดรอบเต็มๆ
ฉี่หนานเฟิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับความไม่รู้ประสีประสาของอวี๋โย่วโย่วเลยสักนิด เด็กสาวตรงหน้าดูอายุน้อยนัก แถมชาวบ้านธรรมดาทั่วไปก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องราวลึกซึ้งของผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถอยู่แล้ว
"ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถก็คือผู้บำเพ็ญเพียรประเภทหนึ่ง แบ่งระดับตั้งแต่ขั้นหนึ่งไปจนถึงขั้นเจ็ด ถ้าได้เจอผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถระดับสูงล่ะก็ ไม่มีโรคร้ายไหนที่ยาเม็ดเดียวจะรักษาไม่ได้ ถ้าเม็ดเดียวไม่หายก็กินไปเลยสองเม็ด"
"เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้น่ะมีน้อยมาก แถมการเลื่อนระดับก็แสนจะยากลำบาก ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถถึงได้เป็นที่เคารพยกย่องไปทั่วทิศยังไงเล่า"
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ฉี่หนานเฟิงก็ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ เขาแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นป้องปากไอเบาๆ
"พูดมากไปหน่อย คอแห้งเลย"
อวี๋โย่วโย่วรู้หน้าที่ นางรีบรินน้ำชาจอกที่สองส่งให้เขาทันที
ฉี่หนานเฟิงรับชาไปจิบด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเริ่มอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้นางฟังต่อ
"ส่วนสำนักตานติ่งนั่นน่ะ เป็นสำนักโอสถเพียงแห่งเดียวในแดนตะวันออก เชิดหน้าชูตาและมีอิทธิพลมาก คนที่จะเข้าไปเป็นศิษย์ได้ต้องเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเท่านั้น"
อวี๋โย่วโย่วพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามคำถามแทงใจดำออกไป
"แล้วเจ้าเป็นศิษย์สำนักตานติ่งหรือเปล่า"
ฉี่หนานเฟิงถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับเสียงอ้อมแอ้ม
"ข้า... ข้ายังไม่ได้เป็น"
"แต่อีกสิบวันสำนักตานติ่งจะเปิดรับสมัครศิษย์ ข้ากำลังจะได้เป็นศิษย์สายนอกของที่นั่นแล้ว!"
เมื่อเห็นว่าอวี๋โย่วโย่วยังคงมีสีหน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วยหนัก ฉี่หนานเฟิงจึงตัดสินใจบอกข่าวสารสำคัญให้นางรู้
"ทุกปีตอนที่มีการทดสอบรับศิษย์ สำนักตานติ่งจะเปิดประตูหน้าเขาต้อนรับคนนอก จะมีชาวบ้านที่ป่วยไข้พากันไปคุกเข่าขอความเมตตาให้พวกเขาประทานยาให้ เจ้าลองไปดูสิ"
อวี๋โย่วโย่วพยักหน้าเงียบๆ แววตาของนางเริ่มทอประกายความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้ายังมีลมหายใจและไม่ได้โดนยาของเขาฆ่าตาย ฉี่หนานเฟิงก็เบาใจ เขาขยับตัวลุกขึ้นเตรียมจะกลับเสียที
แต่พอเหลือบไปเห็นเจ้าสุนัขตัวโตที่หมอบอยู่หน้าประตูบ้าน เขาก็เกิดอาการขวัญหนีดีฝ่อขึ้นมาทันที
"ข้าจำทางออกไม่ได้ เจ้าเดินไปส่งหน่อย"
อวี๋โย่วโย่วใจดีกว่าที่คิด นางเดินนำทางไปส่งเขายันหน้าประตูรั้วบ้าน
ทว่าในจังหวะที่ฉี่หนานเฟิงกำลังจะก้าวเท้าพ้นเขตประตู ร่างเล็กๆ ของเด็กสาวก็ขยับมาขวางหน้าเขาเอาไว้
"ค่าน้ำชาสองตำลึง"
นี่นางล้อเขาเล่นหรือเปล่า น้ำชาจืดๆ แค่สองจอกกล้าเรียกเก็บเงินตั้งสองตำลึง!
ฉี่หนานเฟิงชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที ถึงเขาจะเป็นคุณชายกระเป๋าหนัก แต่เขาก็ไม่ได้โง่ให้ใครมาหลอกฟันเงินง่ายๆ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะถลกแขนเสื้อขึ้นมาโวยวาย ร่างกายของชายหนุ่มก็พลันแข็งทื่อไปเสียก่อน
เจ้าโก่วต้าน สุนัขตัวโตสีเหลืองที่หมอบอยู่แทบเท้าของอวี๋โย่วโย่วกำลังจ้องเขม็งมาทางฉี่หนานเฟิง มันแยกเขี้ยวขาววับพร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามในลำคออย่างเอาเรื่อง
"..."
ภายใต้การข่มขู่ของสุนัขเฝ้าบ้านจอมดุร้าย ฉี่หนานเฟิงจำใจต้องควักเงินสองตำลึงจ่ายค่าน้ำชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาก้าวเท้ายาวๆ หนีออกจากซอยไปด้วยความหวาดระแวงว่าเจ้าสุนัขตัวนั้นจะกระโจนเข้ามากัดก้น พร้อมกับสบถด่าในใจไปตลอดทาง
แต่พอวิ่งไปได้สักพัก ฉี่หนานเฟิงก็ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงด้วยความประหลาดใจ
"เอ๊ะ ทำไมขาข้าถึงไม่ปวดแล้ว"
อาการปวดบวมที่ขามลายหายไปจนสิ้น ซ้ำร้ายตอนนี้เขายังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวมีแรงเต็มเปี่ยมราวกับเพิ่งกินยาโด๊ปชั้นเลิศเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น!
ฉี่หนานเฟิงยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมาด้วยความหลงตัวเอง
"ข้านี่มันมีพรสวรรค์ล้ำเลิศจริงๆ เกิดมาเพื่อเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแท้ๆ"
...
ช่วงเวลาหลายวันหลังจากนั้น อวี๋โย่วโย่วเอาแต่วุ่นวายอยู่กับงานตรงหน้า
สวรรค์ช่างเป็นใจ หลังจากที่เมืองถงฮวาอึมครึมมานานครึ่งเดือน ในที่สุดแสงแดดอันอบอุ่นก็สาดส่องลงมาอีกครั้ง เด็กสาวจัดการนำสมุนไพรทั้งหมดไปตากจนแห้งสนิทแล้วนำมาบดเป็นผง ก่อนจะเร่งมือปั้นมันเป็นยาเม็ดกลมๆ ขนาดเล็กได้สิบกว่าเม็ดพอดีในวันที่สิบ
ผลกระทบจากการตีกลับของสายเลือดลูกครึ่งเผ่าปีศาจนับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดที่นางจะต้องเผชิญในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเสียอีก
หากนางไม่รีบปรุงยาแก้ปวดขนานเอกออกมาให้ทันเวลา มีหวังนางคงต้องตายซ้ำสองเป็นแน่
ทว่าตอนนี้เป้าหมายของนางชัดเจนแล้ว หากอยากมีชีวิตรอดต่อไป นางมีเพียงหนทางเดียวคือต้องมุ่งหน้าไปที่สำนักตานติ่งเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่อุทิศชีวิตให้กับการวิจัยยามาตลอดทั้งชีวิตอย่างนาง อาชีพผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถก็นับเป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เด็กสาวจัดแจงซ่อนยาแก้ปวดเอาไว้แนบอก ก่อนจะสะพายห่อผ้าเตรียมตัวออกเดินทาง
ท้องฟ้าเบื้องนอกยังไม่ทันสางดี เจ้าโก่วต้านนอนขดตัวหลับสนิทอยู่หน้าประตู นับตั้งแต่วันที่ฉี่หนานเฟิงปีนกำแพงเข้ามา ท่านป้าฮวาก็สั่งให้มันมานอนเฝ้าหน้าบ้านอวี๋โย่วโย่วทุกคืน
ชาวบ้านในตรอกซอมซ่อแห่งนี้ล้วนหาเช้ากินค่ำ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ลำบากยากเข็ญไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็ยังมีน้ำใจคอยช่วยเหลือเกื้อกูลนางอยู่เสมอ
อวี๋โย่วโย่วย่อตัวลงลูบหัวเจ้าโก่วต้านเบาๆ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งออกมาจากห่อผ้าแล้ววางไว้ให้มัน
ขณะที่เดินผ่านบ่อน้ำสาธารณะตรงปากซอย เด็กสาวก็หยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย นางหยิบโอสถบำรุงกำลังเม็ดสุดท้ายที่เหลืออยู่โยนลงไปในบ่อน้ำนั้น หวังเพียงว่าสรรพคุณของมันจะช่วยบำรุงร่างกายให้เพื่อนบ้านผู้ยากไร้ได้บ้าง
นางก้าวเดินฝ่าสายหมอกจางๆ ในยามเช้าตรู่ มุ่งหน้าไปยังภูเขาสูงตระหง่านนอกเมืองด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ
อวี๋โย่วโย่วที่บัดนี้เหนื่อยหอบจนหน้ามืดตาลาย กำลังใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างของตัวเองเอาไว้ พร้อมกับยกมือขึ้นสกัดรถลากเทียมวัวคันหนึ่งที่แล่นผ่านมา
"ท่านลุง ห้าสิบเหวิน ช่วยไปส่งข้าหน่อยได้หรือไม่"
[จบบท]