บทที่ 54 : ฝีมือการแสดงของขวงล่างเซิง
"มีเรื่องอะไรหรือ?"
อวี๋โย่วโย่วถามกลับ ทว่านางยังคงจดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังวิญญาณเพื่อสกัดสมุนไพรในเตาหลอมโอสถอย่างเต็มที่จนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"เจ้าคิดว่าฝีมือการแสดงของข้าเมื่อครู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง"
ขวงล่างเซิงตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้ากร้านแดดสีทองแดงของเขาปรากฏริ้วรอยแดงเรื่อขึ้นมาจางๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นหรือกำลังรู้สึกผิดอยู่ในใจกันแน่
อวี๋โย่วโย่วเลือกที่จะนิ่งเงียบ นางไม่ได้ปริปากตอบกลับประโยคเจื้อยแจ้วนั้นแม้แต่ครึ่งคำ
"เจ้าดูสิ สหายเจียงคนที่ชอบทำตัวหยิ่งยโสผู้นั้น ตอนนี้ยอมฟังคำแนะนำของพวกเจ้า ออกไปเดินลาดตระเวนอยู่แถวนี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเขาถูกความสามารถของผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถอย่างพวกเจ้าซื้อใจไปแล้ว"
"เรื่องทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของข้า ที่แกล้งทำเป็นถูกสัตว์อสูรโจมตีจนปางตาย ถึงได้หลอกพวกนั้นได้เนียนสนิท แถมยังตบตาพวกผู้อาวุโสที่คอยจับตาดูพวกเราอยู่ได้ด้วยซ้ำไป"
ชายหนุ่มพูดพลางลอบชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่าเขากำลังหมายถึงเรือเมฆาที่ลอยอยู่ด้านบน
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังคงเอาแต่สนใจเตาหลอม ขวงล่างเซิงก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน
"เพราะอย่างงั้น...เจ้าช่วยลดหนี้ให้ข้าสักพันหนึ่งได้หรือไม่"
"ที่แท้เมื่อครู่นี้ก็เป็นฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของสหายขวงนี่เอง"
ในที่สุดอวี๋โย่วโย่วก็ยอมเปิดปากพูดออกมา น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ฟังดูไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด
"แบบนี้ข้าก็วางใจ เมื่อครู่ข้ายังแอบกังวลอยู่เลยว่าพิษในตัวเจ้าจะยังถอนออกไม่หมด ก็เลยกะว่าจะหลอมโอสถถอนพิษให้สักเม็ด แต่ในเมื่อเจ้าแค่แกล้งทำ ข้าก็คงไม่ต้องหลอมแล้ว"
"..."
ใบหน้าของขวงล่างเซิงซีดเผือดลงทันตาเห็น
"เจ้าพูดความจริงมาเถอะ ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่"
อวี๋โย่วโย่วไม่ได้ปรายตามองเขาแม้แต่น้อย นางยังคงจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถในเตาต่อไป
"ความจริงข้าก็ตั้งใจจะแกล้งทำนั่นแหละ พอเห็นแมงมุมตัวหนึ่งที่ดูคล้ายกับตัวที่เจ้าสับจนเละไปแล้ว ข้าก็เลยคลายพลังวิญญาณคุ้มกันออก แล้วตั้งใจไปนั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้าเพื่อรอให้มันกัดข้าสักคำ"
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสารภาพความจริงออกมาจนหมดเปลือก
แผนการของขวงล่างเซิงนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความคิดของเขาคนเดียวเท่านั้น ด้วยความที่เป็นคนชอบรนหาที่ตายจนมีประสบการณ์โชกโชน เขาไม่มีทางลืมหรอกว่าการอยู่ในป่าหมื่นบรรพกาลจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณเพื่อคุ้มกันร่างกายเอาไว้ตลอดเวลา ทว่าในตอนนั้นเขาจงใจรั้งพลังวิญญาณกลับคืนมาเพื่อรอให้ถูกกัดโดยเฉพาะ
เมื่อวานนี้ซูอี้จื้อได้เก็บเมือกแมงมุมเอาไว้แล้ว ดังนั้นต่อให้เขาถูกกัดก็ย่อมได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว การทำเช่นนี้ยังสามารถช่วยพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้อีกว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถนั้นมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศเพียงใด แผนการนี้ช่างเป็นแผนการที่รอบคอบและรัดกุมเสียจริง!
เขาเชื่อมั่นว่าถ้าตัวเองยอมให้ความร่วมมือถึงขั้นนี้ อวี๋โย่วโย่วจะต้องยอมลดหนี้จำนวนหนึ่งพันหินวิญญาณให้เขาอย่างแน่นอน
แต่เรื่องที่คาดไม่ถึงก็คือ แมงมุมขายาวหน้าผากขาวตัวนั้นไม่ได้พุ่งเข้ามากัดเขา ทว่ากลับกลายเป็นมดขวงล่างที่โผล่มาเสียอย่างนั้น!
หลังจากสารภาพความจริงจนหมดสิ้น เขาก็ได้ยินเสียงอวี๋โย่วโย่วถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นนางก็จัดการนำโอสถวิญญาณที่เพิ่งหลอมเสร็จหมาดๆ ออกมาจากเตา แล้วโยนให้เขารับไปหนึ่งเม็ด
"กินเสียสิ"
ขวงล่างเซิงชะงักไปเล็กน้อย นี่คือโอสถถอนพิษอย่างนั้นหรือ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อครู่ตัวเองเพิ่งจะพยายามหาข้ออ้างเพื่อชักดาบหนี้สินจำนวนหนึ่งพันหินวิญญาณไปหมาดๆ แต่ศิษย์น้องอวี๋ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจหลอมโอสถมาให้เขาอีก ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถล้วนเป็นคนดีมีเมตตากันทุกคนจริงๆ!
ชายหนุ่มรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เขาไม่รอช้ารีบโยนโอสถเม็ดนั้นเข้าปากแล้วกลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว ทว่าหลังจากที่ได้ลิ้มลองรสชาติไปแล้ว เขากลับรู้สึกว่ารสสัมผัสอันคุ้นเคยนี้มันช่างคล้ายคลึงกับโอสถอิ่มทิพย์เสียเหลือเกิน
"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้านี่มันไม่ค่อยเหมือนโอสถถอนพิษเลย"
เขาเอ่ยถามออกมาด้วยความลังเลใจ
"อืม นี่คือโอสถอิ่มทิพย์"
สีหน้าของอวี๋โย่วโย่วยังคงสงบนิ่งเยือกเย็น
"แล้วโอสถถอนพิษของข้าเล่า เจ้าเพิ่งบอกเองไม่ใช่หรือว่าพิษในตัวข้ายังถอนออกไม่หมด..."
ขวงล่างเซิงถึงกับหน้าเหวอไปในทันที
"ข้าหลอกเจ้า"
แม่พระผู้ใจบุญเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น
ท่ามกลางสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของขวงล่างเซิง อวี๋โย่วโย่วก็ล้วงเอาหนังสือสัญญาหยิบยืมหินวิญญาณแผ่นคุ้นตาออกมาอีกครั้ง จากนั้นนางก็จัดการขีดฆ่าตัวเลขเก้าพันทิ้งไปต่อหน้าต่อตาเขาที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ลมหายใจของขวงล่างเซิงก็สะดุดกึกไปจังหวะหนึ่ง ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวที่แล่นผ่านเข้ามา
ศิษย์น้องอวี๋คือเทพธิดาจำแลงมาโปรดชัดๆ!
แม้นางจะรู้ความจริงทั้งหมด แต่นางก็ยังยอมให้อภัยในคำโกหกของเขา ทั้งยังเข้าใจในความหวังดี และเห็นใจที่เขาต้องมาแบกรับภาระหนี้สินก้อนโตเช่นนี้ นางกำลังจะแก้ตัวเลขหนี้ให้เหลือแค่แปดพันแล้ว! ไม่สิ จิตใจดีงามถึงเพียงนี้ นางอาจจะลดให้เหลือแค่เจ็ดพันเลยก็ได้!
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของชายหนุ่มพลันอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินศิษย์น้องเล่าให้ฟังว่า ท่าทางของศิษย์น้องอวี๋ตอนควักหินวิญญาณออกมาจ่ายเงินนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนแทบจะทำให้คนมองสติหลุดได้เลยทีเดียว ตอนนั้นเขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของประโยคนั้นสักเท่าไร ทว่าพอได้มาเห็นท่าทางตอนที่นางกำลังนั่งแก้ตัวเลขในใบแจ้งหนี้ด้วยตาตัวเอง ในที่สุดเขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกได้อย่างลึกซึ้ง!
"ศิษย์น้องอวี๋...ไม่สิ ศิษย์น้องโย่วโย่ว..."
ขวงล่างเซิงเอ่ยเรียกชื่อของเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนิทสนมและซาบซึ้งใจเป็นล้นพ้น
อวี๋โย่วโย่วตวัดสายตามองเขาคล้ายกับกำลังมองคนสติไม่ดี ก่อนจะยื่นใบแจ้งหนี้ที่แก้ไขตัวเลขเสร็จเรียบร้อยแล้วส่งไปให้
"แก้เสร็จแล้ว เจ้าประทับรอยนิ้วมือลงไปใหม่ด้วย"
ขวงล่างเซิงขานรับด้วยความเบิกบานใจ เขาเอื้อมมือไปรับใบแจ้งหนี้มาเตรียมจะประทับรอยนิ้วมือลงไป ทว่าในวินาทีถัดมา การเคลื่อนไหวของเขากลับต้องหยุดชะงักลงกลางอากาศ
ดวงตาของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปที่ตัวเลขบนกระดาษอย่างเหม่อลอย เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จู่ๆ น้ำเสียงก็แหบพร่าขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ศิษย์น้องโย่วโย่ว...ไม่ใช่สิ สหายอวี๋ ทำไมหนี้ของข้าถึงกลายเป็นหนึ่งหมื่นหินวิญญาณไปได้เล่า"
"ก็เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งจะช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ สำนักตานติ่งของเรามักจะคิดค่ารักษาคนที่ถูกสัตว์อสูรกัดในราคาหนึ่งหมื่นหินวิญญาณเสมอ แต่เห็นแก่ที่การทดสอบในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานประลองสี่ดินแดน พวกเราก็ถือว่าเป็นสหายร่วมรบกัน ข้าก็เลยคิดราคาแค่เศษๆ หนึ่งพันหินวิญญาณก็พอแล้ว"
"อ้อ อีกอย่าง คนที่เพิ่งถูกสัตว์อสูรกัดมาร่างกายย่อมอ่อนแอลงเป็นธรรมดา ถ้าเจ้ายังต้องการโอสถบำรุงร่างกายล่ะก็ เดี๋ยวอีกสองวันกลับไปแล้วข้าจะหลอมให้เป็นกรณีพิเศษ ข้าจะคิดราคาแบบมิตรภาพให้เลย ครบชุดหนึ่งพันหินวิญญาณ"
น้ำเสียงของอวี๋โย่วโย่วยังคงราบเรียบ ทว่าเมื่อได้ยินเข้าหูของขวงล่างเซิงแล้ว มันกลับฟังดูคล้ายกับเสียงกระซิบของปีศาจร้ายก็ไม่ปาน
"ถ้าสหายขวงต้องการ ข้าจะได้บวกเพิ่มไปในสัญญาอีกหนึ่งพันเสียตอนนี้เลย"
น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาของชายหนุ่ม เขาประทับรอยนิ้วมือลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"พอแล้วๆ ข้าไม่มีปัญญาซื้อกินแล้ว!"
เมื่อมีตัวอย่างอันแสนเจ็บปวดของขวงล่างเซิงให้เห็นเป็นประจักษ์สายตา ในการทดสอบช่วงสองวันที่เหลือ ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต่างก็เพิ่มความระมัดระวังตัวกันมากขึ้น พวกเขาคอยควบคุมพลังวิญญาณเพื่อคุ้มกันร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังแบ่งกำลังคนออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อคอยลาดตระเวนดูความเรียบร้อยรอบๆ บริเวณอีกด้วย
ทางด้านของพวกอวี๋โย่วโย่ว นอกจากการหลอมโอสถอิ่มทิพย์แล้ว พวกเขาทั้งสามคนยังถือโอกาสหลอมยาสำหรับขับไล่แมลงอสูรชนิดต่างๆ เตรียมเอาไว้ใช้งานอีกด้วย
การกระทำดังกล่าวส่งผลให้พวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่มักจะคอยหาเรื่องพูดจาถากถางพวกเขาอยู่เป็นประจำถึงกับต้องหุบปากฉับไปตามๆ กัน คงเป็นเพราะรับของของคนอื่นมาแล้วก็เลยไม่กล้าพูดอะไรมาก พวกเขาก็เลยเริ่มหันมาทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันให้แก่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถอย่างจริงจัง
เวลาที่พวกอวี๋โย่วโย่วออกไปเก็บสมุนไพร ก็มักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่สามถึงสี่คนคอยเดินตามหลังเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้เสมอ
แม้ว่าการต้องคอยระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้จะทำให้สูญเสียพลังวิญญาณไปไม่น้อย ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีกเลย
เมื่อเวลาสามวันผ่านพ้นไป กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวก็ได้เดินทางย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม และในที่สุดพวกเขาก็สามารถรอดพ้นออกมาจากป่าหมื่นบรรพกาลได้สำเร็จ
เหล่าผู้อาวุโสของสำนักต่างก็มายืนรอรับพวกเขาอยู่ด้านนอกป่าก่อนแล้ว เมื่อได้เห็นสภาพอันแสนทุลักทุเลของบรรดาคนหนุ่มสาว พวกเขาก็ลอบสบตากันด้วยประกายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ
[จบบท]