บทที่ 57 : เพราะเราไม่สนิทกัน
แต่เสี่ยวอวี๋เนี่ยนะ?
น่าขยะแขยงสิ้นดี!
ฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อกระโดดพรวดพราดออกมาขวางหน้าทันที
"มาเรียกสนิทสนมอะไรขนาดนั้น!"
ปฏิกิริยาแรกของพวกเขากลับไม่ใช่การระแวงว่าอวี๋ฉางอันจะมาช่วยพี่สาวรังแกอวี๋โย่วโย่ว แต่กลับเป็นการรังเกียจที่หมอนี่กล้ามาเรียกชื่อเล่นของนางต่างหาก
อวี๋ฉางอันประสานมือคารวะ ท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องมองมา เขากลับมีท่าทีสงบนิ่งและเปิดเผย
"ก่อนหน้านี้ได้รับความช่วยเหลือจากศิษย์น้อง ข้าตั้งใจมาขอบคุณ"
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความจริงใจ
"รบกวนศิษย์น้องไปคุยกันตรงโน้นสักหน่อยเถิด"
อวี๋โย่วโย่วยังเคี้ยวเนื้อย่างตุ้ยๆ เต็มปาก นางไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่โบกไม้เสียบเนื้อในมือไปมา
ซูอี้จื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบทำตัวเป็นลูกสมุนตัวร้าย ช่วยแปลความหมายให้เสร็จสรรพ
"ศิษย์พี่เสี่ยวอวี๋ของพวกเราบอกว่าไม่ว่าง ไม่ไป!"
พวกศิษย์สายโล่กับศิษย์สายกระบี่รอบด้านต่างทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น สายตาของพวกเขาลอบมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว
กระทั่งผู้อาวุโสทั้งสามยังอดพึมพำไม่ได้ ว่าสองคนนี้ไปมีเรื่องลับลมคมในอะไรกันมาตอนไหน
"ไม่ใช่"
ในที่สุดอวี๋โย่วโย่วก็กลืนเนื้อย่างลงคอแล้วเปิดปากพูด นางหันไปมองอวี๋ฉางอัน พลางเป่าลมรดเนื้อย่างไม้ใหม่ที่เพิ่งสุก
"เจ้ารอก่อน ข้ายังกินไม้นี้ไม่หมดเลย"
พวกศิษย์สายโล่กับศิษย์สายกระบี่ถึงกับอึ้งกิมกี่
ทว่ายังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งสติได้ อวี๋โย่วโย่วก็ทิ้งท้ายไว้อีกประโยค
"ก็ดีเหมือนกัน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าพอดี"
พวกผู้อาวุโสตาโตด้วยความอยากรู้
อวี๋ฉางอันกับอวี๋โย่วโย่วเดินมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ด้านนอกเรือนรับรอง
แม้ยามนี้จะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทว่าต้นไผ่วิญญาณบนยอดเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะเหี่ยวเฉาเลยสักนิด ใบไผ่ยังคงซ้อนทับกันเป็นสีเขียวชอุ่ม ยามสายลมพัดผ่านช่องว่างระหว่างใบก็เกิดเสียงดังสวบสาบเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว
อวี๋ฉางอันยืนเผชิญหน้ากับเด็กสาวที่ตัวเตี้ยกว่าเขาครึ่งศีรษะ ก่อนจะประสานมือค้อมกายลงคำนับอย่างลึกซึ้ง
"ก่อนหน้านี้ข้าโง่เขลานัก ถึงขั้นลืมมาขอบคุณศิษย์น้องด้วยตัวเอง"
เขายืดตัวขึ้น พลางหยิบชุดกระโปรงอวิ๋นฉางออกมา
รอยยับย่นบนเนื้อผ้าถูกรีดจนเรียบกริบ เงาของใบไผ่ที่ร่วงหล่นทาบทับลงบนกระโปรงสีเขียวอ่อน ดูพลิ้วไหวราวกับจะโบยบินไปพร้อมกับเหล่าผีเสื้อบนลวดลายผ้า
"รบกวนศิษย์น้องรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ด้วยเถิด"
"ซี๊ด..."
หลังกอไผ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ซูอี้จื้อสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหลุดปากอุทานออกมาจากใจจริง
"รวยจริงเว้ย"
ฉี่หนานเฟิงยังงุนงงไม่เข้าใจ
"ก็แค่กระโปรงตัวเดียวไม่ใช่หรือ ร้านบ้านข้าก็มีขายคล้ายๆ แบบนี้ ใช้เงินแค่หนึ่งตำลึงเอง"
ลูกเศรษฐีใหม่ยังไงก็สู้ทายาทตระกูลใหญ่ไม่ได้ ซูอี้จื้อผู้กว้างขวางกว่าจึงกระทืบเท้าฉี่หนานเฟิงไปหนึ่งที พลางทำหน้าเอือมระอา
"ที่บ้านเจ้านั่นมันชุดคนตาย! นี่มันชุดกระโปรงอวิ๋นฉางคอลเลกชันใหม่ล่าสุดของหอเจินเป่าเลยนะเว้ย ตัวหนึ่งตั้งเป็นหมื่นหินวิญญาณ แถมยังมีค่ายกลป้องกันระดับสูงซ่อนอยู่ รับการโจมตีเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงได้สบายๆ"
"ซี๊ด..."
พอได้ยินประโยคสุดท้าย ขวงล่างเซิงที่แอบมาเบียดส่องดูด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถึงกับตาร้อนผ่าว
"ข้าก็อยากได้บ้างจัง"
ส่วนฉี่หนานเฟิงกลับมีสีหน้ากลัดกลุ้ม
"เสี่ยวอวี๋ยิ่งงกๆ ชอบหินวิญญาณอยู่ด้วย พอเห็นกระโปรงตัวนี้ นางจะไม่ใจอ่อนยอมเป็นพี่น้องกับไอ้หน้าขาวนี่ แล้วทิ้งพวกเราไปหรือ?"
"ไม่มีทาง"
ซูอี้จื้อส่ายหน้าหัวสั่นหัวคลอน
"นางแก่กว่าข้าไม่กี่วัน ก็นับว่าเป็นพี่สาว ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีพี่สาวคนไหนไม่อยากเล่นกับข้าเลยนะ มีแต่คนชมว่าข้าหน้าตาดี"
เขาปรายตามองฉี่หนานเฟิง
"แต่เจ้าน่ะไม่แน่"
ฉี่หนานเฟิงสวนกลับอย่างไร้เยื่อใย
"ศิษย์พี่ชวีก็ไม่อยากเล่นกับเจ้านี่"
"นางก็ไม่อยากเล่นกับเจ้าเหมือนกันนั่นแหละ!"
เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วไปเข้าหูอวี๋โย่วโย่วอย่างรวดเร็ว
นางหันขวับไปถลึงตาใส่ก๊วนคนหลังกอไผ่ ทุกเสียงพลันเงียบกริบทันที
"กระโปรงไม่ต้อง ขอบคุณก็ไม่ต้อง"
น้ำเสียงของอวี๋โย่วโย่วเนิบนาบ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอวี๋ฉางอัน นางก็พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"แต่หินวิญญาณยังไงก็ต้องคืน"
อวี๋ฉางอันที่ประคองชุดกระโปรงอยู่ถึงกับหน้าเหวอ อ้าปากค้างพูดไม่ออกไปพักใหญ่
อวี๋โย่วโย่วจึงล้วงเอาหนังสือสัญญาหนี้ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา สีหน้าไร้อารมณ์
"ตอนแรกข้ากะจะไปทวงหนี้ถึงที่ในอีกสองสามวัน แต่ในเมื่อเจ้ามาหาเองแล้ว ก็รีบเซ็นชื่อซะ"
อวี๋ฉางอันก้มมองกระดาษในมือ เห็นข้อความเขียนเอาไว้ว่า...
'ข้าพเจ้า อวี๋ฉางอัน ศิษย์สำนักกระบี่อวิ๋นฮวา เมื่อวันที่สิบเดือนสิบ ปีปฏิทินบำเพ็ญเพียรสองพันยี่สิบเอ็ด ได้ติดค้างหินวิญญาณระดับสูงจำนวนหนึ่งหมื่นก้อน ต่ออวี๋โย่วโย่ว ศิษย์สำนักตานติ่ง...'
"ที่แท้เจ้าก็แซ่อวี๋เหมือนกันหรือ?"
อวี๋โย่วโย่วคร้านจะเสวนาด้วย นางแซ่อวี๋ก็จริง แต่เป็นอวี๋โย่วโย่ว ไม่ใช่อวี๋ปู้เมี่ยสักหน่อย
ทำมาเป็นทักทาย ทำอย่างกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นแหละ
"รีบเซ็นซะ" นางเร่งรัด
"ทำไมถึงเป็นหนึ่งหมื่นหินวิญญาณเล่า?"
อวี๋ฉางอันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่เข้าใจ
อวี๋โย่วโย่วยืนหยัดด้วยท่าทีเปี่ยมคุณธรรม
"ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถรักษาคนไม่ได้หวังรวยหินวิญญาณ แต่เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกหล้า พวกเราไม่เคยขูดรีดใคร ราคาตลาดสำหรับรักษาคนที่ถูกสัตว์อสูรกัดก็คือหนึ่งหมื่น ข้าไม่ได้เขียนเกินไปแม้แต่เฟินเดียว"
"แต่ว่า..." อวี๋ฉางอันขมวดคิ้ว "ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินว่าเจ้ารักษาศิษย์พี่ขวง คิดเงินแค่หนึ่งพันหินวิญญาณเองนี่"
ตอนนั้นเขาก็อยู่ในสนามทดสอบด้วย นับว่าเป็นเพื่อนร่วมทีมเหมือนกัน ทำไมการปฏิบัติถึงได้แตกต่างจากขวงล่างเซิงขนาดนี้เล่า?
อวี๋โย่วโย่วไม่มีความคิดที่จะแก้ตัวเลขบนสัญญาหนี้เลยสักนิด นางตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย
"เพราะเราไม่สนิทกัน"
ถ้าอย่างนั้น...หมายความว่าสนิทกับขวงล่างเซิงงั้นหรือ?
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพร้อมใจกันนึกอยากจะถามประโยคนี้ออกมา
ส่วนขวงล่างเซิงที่หลบอยู่หลังป่าไผ่ พอได้ยินประโยคนี้ก็น้ำตาคลอเบ้าทันที
ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองพิเศษขนาดไหน พอเอาไปเทียบกับหนี้หนึ่งหมื่นหินวิญญาณของอวี๋ฉางอันแล้ว หนี้หนึ่งพันบนสัญญาของเขานี่มันนับว่าเป็นสวัสดิการชัดๆ!
ศิษย์น้องอวี๋เป็นคนดีจริงๆ! เป็นสหายที่ฝากผีฝากไข้ได้เลยทีเดียว!
นางจริงใจกับเขาถึงเพียงนี้ แต่เขากลับมัวแต่คิดหาวิธีเบี้ยวหนี้ ช่างน่าละอายใจนัก!
พอเจอคำว่า 'ไม่สนิทกัน' เข้าไป อวี๋ฉางอันก็เถียงไม่ออกอีกจริงๆ
ทว่าเขากลับไม่ได้ยื่นมือไปรับหนังสือสัญญาหนี้ แต่กลับล้วงเอาถุงใส่หินวิญญาณออกมาจากถุงมิติแล้วยื่นส่งให้แทน
"ในนี้มีหนึ่งหมื่นหินวิญญาณ"
ก่อนหน้านี้เพิ่งจะซื้อชุดกระโปรงอวิ๋นฉางราคาแพงหูฉี่ไปหมาดๆ ตอนนี้ยังมีหินวิญญาณอีกหนึ่งหมื่นก้อนควักออกมาจ่ายให้หน้าตาเฉย
ต่อให้เป็นฉี่หนานเฟิงที่บ้านร่ำรวย หรือซูอี้จื้อที่มาจากตระกูลใหญ่ระดับท็อป ก็ยังไม่สามารถควักเงินจ่ายมือเติบได้ขนาดนี้เลย กระทั่งขวงล่างเซิงที่มีพ่อเป็นถึงผู้อาวุโสระดับหยวนอิงแท้ๆ ก็ยังต้องแบกหนี้สินติดตัวอยู่อีกตั้งหนึ่งหมื่น
เมื่อมองย้อนกลับไปที่อวี๋โย่วโย่วเมื่อหนึ่งปีก่อน...
เพียงเพื่อหาเงินสองตำลึงมาเป็นค่ายาต่อชีวิต นางถึงกับต้องยอมขายทรัพย์สินในบ้านจนหมดเกลี้ยง
เจ้าของร่างเดิมต้องทนหิวโหยมานานนับสิบปี กระทั่งลมหายใจสุดท้าย ก็ยังไม่เคยได้กินข้าวอิ่มท้องเลยสักมื้อเดียว
[จบบท]