บทที่ 6 : บาดแผลที่แทบจะสมานเองได้
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนถนนฝั่งตะวันตก ฉี่หนานเฟิงเคยได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าอวี๋โย่วโย่วเป็นลูกครึ่งเผ่าปีศาจ ด้วยความที่เขาเป็นเด็กกว้างขวาง แถมที่บ้านก็ยังเคยคบค้าสมาคมกับคนเผ่าปีศาจอยู่บ้าง เรื่องแค่นี้จึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกตกใจอะไร
ทว่ายามนี้เด็กหนุ่มกลับกระโดดโหยงถอยกรูดออกมาด้วยความลนลาน ใจหนึ่งก็อยากจะเลิกชายกระโปรงของเด็กสาวขึ้นเพื่อตรวจดูบาดแผลที่หาง แต่อีกใจก็ไม่กล้าพอ
ถึงยังไงเขาก็เป็นแค่เด็กผู้ชายวัยสิบสองสิบสามปี พอเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ละล่ำละลักถามหน้าตาตื่น
"ข้าได้ยินมาว่า... จุดตายของเผ่าปีศาจบางคนอยู่ที่หาง นี่ข้าเหยียบโดนจุดตายเจ้าเข้าแล้วใช่ไหม"
พอเขาก้มหน้าลงไปมองให้ชัดๆ ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าตามผิวหนังของอวี๋โย่วโย่วมีเลือดสีแดงสดซึมทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง
"แย่แล้ว! ทำไมเลือดออกเยอะขนาดนี้ ข้าต้องเหยียบเจ้าจนบาดเจ็บหนักแน่ๆ"
อวี๋โย่วโย่วไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะอ้าปากตอบโต้ ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของนางอ่อนปวกเปียกไปหมด อย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แค่จะบิดจุกขวดโอสถก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ใครจะไปคิดว่าอาการสายเลือดตีกลับของเดือนนี้จะกำเริบเร็วกว่าปกติถึงสองวัน!
เดิมทีนางตั้งใจจะอ้าปากขอให้ฉี่หนานเฟิงช่วยเปิดขวดยาให้ แต่ไอ้เด็กนี่กลับไม่ฟังอะไรทั้งนั้น จู่ๆ ก็ก้มลงมาแบกร่างของนางขึ้นพาดบ่าแล้วออกตัววิ่งหน้าตั้งไปข้างหน้าทันที
ตลอดเส้นทางบนเขาจึงมีแต่เสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือของเขาดังก้องไปทั่ว
"ช่วยด้วย! แม่นางชวีช่วยนางด้วย!"
เด็กหนุ่มพยายามละมือข้างหนึ่งขึ้นมาปาดน้ำตา แต่พอเช็ดปุ๊บก็เห็นแต่สีแดงฉานเต็มหน้า พอสะกดกลั้นความกลัวแล้วก้มลงมองถึงได้รู้ว่าเลือดของอวี๋โย่วโย่วไหลทะลักลงมาจนเปียกชุ่มมือของเขาไปหมดแล้ว
นั่นยิ่งทำให้ฉี่หนานเฟิงแหกปากร้องไห้หนักกว่าเดิม
"ช่วยด้วย! ข้าไม่อยากเป็นฆาตกรนะ!"
ชวีชิงเมี่ยวหันขวับกลับมามองภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้น
นางขมวดคิ้วมุ่น กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปตรวจดูอาการ แต่จู่ๆ เหนือศีรษะกลับมีแสงกระบี่สว่างวาบพาดผ่าน ก่อนที่ประกายแสงหลายสายนั้นจะพุ่งทะยานตรงดิ่งลงมายังจุดที่พวกนางยืนอยู่อย่างรวดเร็ว
สำนักตานติ่งไม่มีใครใช้กระบี่เป็นอาวุธ นี่แสดงว่าต้องมีคนนอกฉวยโอกาสตอนที่ค่ายกลพิทักษ์ขุนเขาเปิดออก ลักลอบบุกรุกเข้ามาแน่!
หญิงสาวรีบกางม่านพลังวิญญาณออกไปเบื้องหน้า เพื่อปกป้องเหล่าเด็กน้อยที่ยังไม่มีตบะบำเพ็ญเพียรซึ่งยืนอยู่ด้านหลังในทันที
เมื่อแสงกระบี่จางลง ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดสีชิงหลายคนทิ้งตัวลงมายืนบนพื้น สภาพของแต่ละคนดูสะบักสะบอมไม่น้อย
ชวีชิงเมี่ยวตวัดสายตามอง ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ฉวยโอกาสตอนค่ายกลเปิด บังคับกระบี่บุกรุกเข้ามาแบบนี้ ไม่เห็นสำนักตานติ่งของเราอยู่ในสายตาเลยหรือ"
"โชคดีจริง ที่แท้ก็สหายชิงเมี่ยวนี่เอง"
ชายหนุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่คนหนึ่งรีบก้าวเท้าออกมาข้างหน้าพร้อมกับประสานมือคารวะ สีหน้าของเขาดูดีใจอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าคือเจียงยวน ศิษย์สำนักกระบี่อวิ๋นฮวา พาพวกศิษย์น้องมาหาประสบการณ์ที่เมืองถงฮวา แต่บังเอิญบาดเจ็บ ก็เลยไม่มีทางเลือกต้องบุกรุกเข้ามาขอความช่วยเหลือจากสำนักของพวกท่าน"
สิ้นคำพูดนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พากันส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆ
"เจียงยวนงั้นหรือ! ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่อวิ๋นฮวานี่นา"
"เขาคือลูกศิษย์ของเทพกระบี่อวี๋ปู้เมี่ยใช่ไหม"
สำนักกระบี่อวิ๋นฮวาถือเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตะวันออก นับตั้งแต่ที่อวี๋ปู้เมี่ยบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงระดับฮว่าเสินเมื่อสิบปีก่อน ตำแหน่งนี้ก็ยิ่งมั่นคงแข็งแกร่งจนยากจะหาใครมาสั่นคลอน ส่วนตัวเขาเองก็ได้รับการยกย่องและขนานนามให้เป็นถึงเทพกระบี่
ในฐานะศิษย์เอกของเทพกระบี่ เจียงยวนย่อมไม่ธรรมดา อายุยังไม่ทันพ้นยี่สิบปีก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับจู้จีได้แล้ว นับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์เลยทีเดียว
ด้วยความที่ทั้งสองสำนักต่างก็เป็นขั้วอำนาจใหญ่ในดินแดนตะวันออก จึงมีการไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับพวกเขาก็แค่ร่อนลงจอดบริเวณเรือนรับรอง ยังไม่ได้บุกรุกเข้าไปถึงยอดเขาหลัก ชวีชิงเมี่ยวจึงยอมลดละ ไม่ได้ลงมือจู่โจม
นางหันไปสั่งการผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถที่อยู่ด้านหลัง
"ศิษย์น้องโจว เจ้าไปช่วยดูอาการพวกเขาที"
พูดจบ นางก็หมุนตัวเตรียมจะเดินไปหาฉี่หนานเฟิงที่กำลังยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวฝั่งนั้นบาดเจ็บสาหัสกว่ามาก
ทว่าเจียงยวนกลับยกกระบี่ขึ้นขวางทางเอาไว้
"สหายชิงเมี่ยวเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักตานติ่ง ข้าเชื่อฝีมือการรักษาของท่านเท่านั้น"
เจียงยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของหญิงสาวเริ่มมืดครึ้มลง เขาก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"ศิษย์น้องของข้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่านอาจารย์ และเป็นของล้ำค่าของสำนักกระบี่อวิ๋นฮวา หวังว่าท่านจะช่วยเมตตา รักษานางด้วยตัวเอง"
คนที่บาดเจ็บคือลูกสาวของอวี๋ปู้เมี่ยงั้นหรือ
พอได้ยินประโยคนี้ ต่อให้เป็นชวีชิงเมี่ยวก็ยังต้องชะงักฝีเท้า ไม่ต้องพูดถึงผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถคนอื่นๆ เลย
ชื่อเสียงของฝาแฝดทายาทอวี๋ปู้เมี่ยคู่นี้โด่งดังไปทั่วทั้งโลกผู้บำเพ็ญเพียร อายุยังไม่ทันถึงสิบขวบก็สามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับเลี่ยนชี่ได้แล้ว ต้องรู้ก่อนว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันนี้ยังทำได้แค่คลำหาวิธีชักนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายอยู่เลย!
ที่สำคัญที่สุดคืออวี๋ปู้เมี่ยเป็นพวกหวงลูกแบบเข้าขั้นวิกฤต ว่ากันว่าเคยมีคนเผลอทำกระบี่บาดมือลูกสาวเขาจนเป็นแผลเล็กๆ หลังจากนั้นเขาก็บุกไปถึงตระกูลของคนผู้นั้น แล้วจัดการบั่นมือของคนในตระกูลนั้นทิ้งไปนับหลายสิบชีวิต
เมื่อเจียงยวนเบี่ยงตัวหลบ ผู้คนถึงได้เห็นฝาแฝดที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง
คนน้องอย่างอวี๋ฉางอันมีใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ท่าทางสง่างาม ส่วนคนพี่อย่างอวี๋เนี่ยนโหรวก็ดูน่ารักน่าทะนุถนอม แม้ทั้งคู่จะอายุยังน้อย แต่กลับแผ่กลิ่นอายความหยิ่งผยองและสูงส่งจนผู้คนแทบไม่กล้าสบตา
โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ถูกบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ยืนล้อมหน้าล้อมหลังปกป้องเอาไว้อย่างแน่นหนาตรงกลาง แม้อายุจะเพิ่งสิบกว่าขวบ แต่ตั้งแต่หัวจรดเท้ากลับประดับประดาไปด้วยของวิเศษล้ำค่า ส่องประกายระยิบระยับบาดตา เกรงว่าสมบัติทั้งหมดของเจ้าสำนักขนาดเล็กและขนาดกลางรวมกัน ยังเทียบไม่ได้กับของที่นางสวมใส่อยู่บนตัวเลยด้วยซ้ำ
ทว่าใบหน้าของอวี๋เนี่ยนโหรวกลับถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าบางเบา เผยให้เห็นเพียงดวงตากลมโตที่บวมแดงเล็กน้อยจากการร้องไห้
เจียงยวนค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ชวีชิงเมี่ยวได้เห็นรอยแผล
"แผลอยู่บนหน้า สำหรับผู้หญิงแล้วเรื่องหน้าตาสำคัญที่สุด ศิษย์น้องของข้าร้องไห้เสียใจมาตลอดทางเลย"
อวี๋ฉางอันก็รีบก้าวออกมาย้ำอีกคน
"พี่ข้ากลัวเจ็บที่สุด หวังว่าสหายชิงเมี่ยวจะรีบช่วยรักษาให้ด้วย"
ชวีชิงเมี่ยวก้มลงมองรอยขีดข่วนเล็กๆ บนแก้มของเด็กสาวด้วยสีหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยว
ถ้าเอาไปเทียบกับเด็กผู้หญิงที่ซุกอยู่บนหลังของฉี่หนานเฟิง แผลแค่นี้มันนับเป็นตัวอะไรได้!
โชคดีนะที่พวกเขารีบเหาะมา
เพราะถ้าขืนมาช้ากว่านี้อีกนิด รอยขีดข่วนนี่ก็คงจะสมานตัวหายสนิทไปเองแล้ว!
ทางฝั่งของฉี่หนานเฟิง ตอนนี้เขาอยากจะสบถด่าออกมาดังๆ
ถึงเขาจะมองไม่เห็นแผ่นหลังของตัวเอง แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่ากลิ่นคาวเลือดมันโชยคละคลุ้งหนักขึ้นเรื่อยๆ แถมร่างของอวี๋โย่วโย่วก็เริ่มไหลรูดตกลงไปกองกับพื้นทีละนิด
นางกำลังจะตายแล้ว
ฉี่หนานเฟิงเคยเห็นคนตายมาก็เยอะ แต่เขาไม่เคยต้องมายืนทนดูคนเป็นๆ ค่อยๆ ขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน
พอเห็นว่าชวีชิงเมี่ยวถูกขวางเอาไว้ เขาก็ลนลานหันไปขอความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถคนอื่นๆ แทน
แต่ใครจะไปคิดว่าคนพวกนั้นก็ได้แต่ยืนหน้าเจื่อน หมดปัญญาจะช่วยเช่นกัน
"พวกเราเป็นแค่ศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้าสำนัก ตบะบำเพ็ญเพียรก็ยังไม่เท่าไหร่ จะเอาไปเทียบกับศิษย์พี่ชวีได้ยังไง"
"ส่วนพวกศิษย์พี่สายในคนอื่นๆ ตอนนี้ก็กำลังเก็บตัวหลอมโอสถกันอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้าไปกวนหรอก แถมเขตของศิษย์สายในก็อยู่ห่างออกไปตั้งไกล กว่าจะไปถึงก็คงต้องใช้เวลาสักหนึ่งก้านธูป ขืนรอถึงตอนนั้น เด็กคนนี้คงทนไม่ไหวแล้วล่ะ"
"โรคประหลาดของนางกำเริบเร็วแถมยังน่ากลัวมาก ข้าว่า... ตอนนี้นางน่าจะสิ้นใจไปแล้วมั้ง"
สิ้นใจแล้วงั้นหรือ
ฉี่หนานเฟิงนั่งเหม่อลอย เขาค่อยๆ ประคองร่างของอวี๋โย่วโย่วที่ร่วงลงไปกองกับพื้นให้ลุกขึ้นมานั่งพิง ก่อนจะยื่นมืออันสั่นเทาไปอังใต้จมูกของนาง แต่เพราะมือมันสั่นหนักมาก เขาเลยสัมผัสไม่ได้ถึงลมหายใจอะไรทั้งนั้น
เด็กหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำมูก ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ
"ข้าทำเจ้าตายแล้ว ข้าไม่สอบมันแล้ว ข้าจะกลับไปเตรียมโลงศพให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ..."
"จริงสิ เจ้าคงยังไม่รู้ว่าบ้านข้าเปิดร้านขายโลงศพ ร้านข้ามีโลงศพเยอะที่สุดในดินแดนตะวันออกเลยนะ ข้าสัญญาว่าจะเลือกใบที่สวยที่สุด ดีที่สุดให้เจ้า เจ้าตายไปแล้วก็อย่ามาหลอกหลอนข้าเลยนะ..."
ในขณะที่เขากำลังฟูมฟายสารภาพบาปอยู่นั้น พอก้มหน้าลงไป เขากลับเห็นว่าปากของอวี๋โย่วโย่วกำลังขยับเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่ช้าๆ
พอทบทวนดูดีๆ ถึงภาพห่อผ้าที่เต็มไปด้วยหมั่นโถวบนหลังของนาง ผสมกับภาพชามบะหมี่ที่ท่านป้าฮวาเคยให้ตอนอยู่ตีนเขา ฉี่หนานเฟิงก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที เขาเข้าใจความรู้สึกของนางแล้ว!
"ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าอดอยากมาทั้งชีวิต คงไม่อยากตายไปเป็นผีหิวโหยใช่ไหม เจ้าคงอยากจะกินให้อิ่มท้องก่อนไป"
เขาล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าของอวี๋โย่วโย่ว หยิบหมั่นโถวออกมาลูกหนึ่ง แม้ว่ามันจะชุ่มโชกไปด้วยเลือด แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เพราะยังไงคนที่กินก็ไม่ใช่เขานี่นา
ฉี่หนานเฟิงรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ยัดหมั่นโถวลูกโตเข้าไปในปากของอวี๋โย่วโย่วอย่างสุดแรงเกิด
น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลพรากอาบสองแก้ม
"กินซะ กินเข้าไปเยอะๆ! ลูกเดียวพอไหม ถ้าไม่พอเดี๋ยวข้าหยิบให้อีก!"
ส่วนอวี๋โย่วโย่วที่เพิ่งจะรีดเค้นพละกำลังเฮือกสุดท้ายกลืนโอสถแก้ปวดลงคอไปได้ และเพิ่งจะได้สติกลับมาหมาดๆ...
"อื้อ!"
ช่วยด้วยเถอะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป นางได้ตายจริงๆ แน่!
[จบบท]