บทที่ 68 : การเดิมพันก่อนเริ่มงานประลองสี่ดินแดน
เจียงยวนเงยหน้าขึ้นมอง ทว่ากลับต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอวี๋โย่วโย่วไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไปเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแทะเมล็ดแตงโมดังกร้วมๆ สายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือ 'สารานุกรมสัตว์อสูรแห่งป่าหมื่นบรรพกาล' ในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย
ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ คนปกติโดนด่าว่าเป็นเด็กกำพร้าก็ต้องเสียใจไม่ใช่หรือ ทำไมแม่นางคนนี้ถึงได้ดูอารมณ์ดีนัก
ส่วนทางด้านอวี๋โย่วโย่วนั้นกำลังคิดในใจ ข้าก็เป็นเด็กกำพร้าจริงๆ พ่อแม่ตายหมดแล้วไงล่ะ พูดได้ดีนี่ พูดอีกสิ พรุ่งนี้อาจารย์ของเจ้าจะได้ตายตามไปอีกคน
เสียงฟันกระทบเปลือกเมล็ดแตงโมดังประสานกันเป็นจังหวะ บรรยากาศโศกเศร้าที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่ถูกทำลายลงจนไม่เหลือซาก
ทุกคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องของผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮว่าเสินที่จะมาคุ้มกันพวกตนแทน
"แดนเหนือคือเจินเหรินซู แดนตะวันตกน่าจะเป็นฝอจื่ออู๋เฉิน แดนใต้คือเจินเหรินกู้ ส่วนแดนตะวันออก..."
เจียงยวนประสานมือคารวะไปทางทิศตะวันออกอย่างนอบน้อม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คือเทพกระบี่ปู้เมี่ย ท่านอาจารย์ของข้าเอง"
เสียงแทะเมล็ดแตงโมชะงักกึกทันที เด็กสาวหันขวับไปจ้องหน้าเจียงยวนเขม็ง
"พนันกันไหม"
"พนันอะไร"
เด็กสาวโยนเนื้อเมล็ดแตงโมเม็ดสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วพูดเสียงเรียบ
"พนันว่าคนที่มาจะไม่ใช่อาจารย์ของเจ้า ใครแพ้ต้องยอมฟังคำสั่งอีกฝ่ายตอนอยู่ในงานประลองสี่ดินแดน"
ชายหนุ่มสายกระบี่ขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงมาท้าพนันเรื่องนี้ ในเมื่อทางสำนักประกาศชัดเจนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเทพกระบี่ปู้เมี่ยจะเป็นคนนำทีม
เขาจ้องมองเด็กสาวที่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาประเมิน ทว่าชั่วอึดใจต่อมาก็พยักหน้ารับคำ
"ตกลง ข้าจะพนันกับเจ้า"
เจียงยวนแอบคิดในใจว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถนั้นดื้อด้านแค่ไหน หากชนะพนันแล้วบีบให้พวกนี้นอมทำตามคำสั่งได้ ปัญหาในงานประลองคงลดลงไปเยอะ
ช่างบังเอิญเสียจริงที่อวี๋โย่วโย่วก็คิดแบบเดียวกัน พวกสายกระบี่ดื้อรั้นหัวชนฝาเหมือนลาโง่ เข้าไปในงานประลองเมื่อไหร่ต้องหาเรื่องปวดหัวมาให้แน่ๆ
เด็กสาวมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะชนะพนันครั้งนี้ เพราะในเนื้อเรื่องต้นฉบับไม่ได้เขียนไว้สักตัวอักษรว่าอวี๋ปู้เมี่ยโผล่มาในงานประลองสี่ดินแดน
ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้ตาแก่นั่นคงกำลังหลงระเริงอยู่กับสหายหญิงรู้ใจคนที่สิบเก้า ปลอมตัวเป็นอาจารย์สอนหนังสือในโลกมนุษย์ เพื่อเล่นสนุกกับคุณหนูตระกูลผู้ดีอยู่เป็นแน่
เดี๋ยวพอตระกูลของคุณหนูคนนั้นโดนขุนนางกังฉินใส่ร้ายป้ายสี จนฮ่องเต้ทรราชสั่งเนรเทศทั้งตระกูล ทหารเลวที่คุมตัวไปก็จะลวนลามนาง
แล้วบัณฑิตหนุ่มท่าทางอ่อนแอก็จะชักกระบี่ออกมาฟาดฟัน ปล่อยปราณกระบี่ปกป้องหญิงงาม ทำเอาทั้งขุนนางชั่วและฮ่องเต้ตกใจกลัวจนหัวหด ต้องคุกเข่าโขกศีรษะเรียกขานว่าท่านเซียน
ส่วนพ่อแม่ของคุณหนูที่เคยดูถูกเขาก็จะร้องไห้น้ำตาอาบหน้า สารภาพผิดว่าพวกตนมีตาหามีแววไม่
จากนั้นคุณหนูคนงามก็จะทำหน้าไม่อยากเชื่อ ปนเปื้อนไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ซบลงบนอกของพระเอกแบบฉบับหลงอ้าวเทียนด้วยใบหน้าแดงซ่าน พอตกดึกก็สวมชุดเจ้าสาวเข้าหอ เริ่มต้นฉากรักเร่าร้อนที่เขียนบรรยายในนิยายไม่ได้
อวี๋โย่วโย่วอ่านฉากฮาเร็มพรรค์นี้มาสิบแปดรอบจนท่องจำบทได้ขึ้นใจแล้ว
ทว่ามุมมองในการเล่าเรื่องของต้นฉบับนั้นผูกติดอยู่กับตัวเอก นางจึงหมดปัญญาจะรู้ได้ว่าท้ายที่สุดแล้วยอดฝีมือคนใดจะมาเป็นผู้นำทีมของแดนตะวันออกกันแน่
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงเจ็ดวันให้หลัง ศิษย์รุ่นเยาว์จากทั้งสี่ดินแดนก็มารวมตัวกันที่นอกเมืองจี๋ซี
สถานที่แห่งนี้คือทางเข้าฝั่งตะวันตกของป่าหมื่นบรรพกาล และเป็นลานจัดงานประลองสี่ดินแดนในครั้งนี้
เมื่อนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ในป่าหมื่นบรรพกาลที่อาจจะต้องอดมื้อกินมื้อ ผู้อาวุโสหม่าจึงออกคำสั่งเด็ดขาดให้ศิษย์แดนตะวันออกทุกคนยัดอาหารลงท้องให้เต็มคราบก่อนออกเดินทาง
ทีแรกพวกศิษย์สายกระบี่พากันอิดออด มองว่าการกินอาหารจนพุงกางมันทำลายภาพลักษณ์อันสง่างามของพวกตน ทว่าพอนึกถึงรสชาติสุดจะทนของโอสถอิ่มทิพย์ขึ้นมาได้ พอไปถึงภัตตาคารก็พากันสวาปามล้างผลาญเสียยิ่งกว่าพวกสายโอสถ
ตอนที่ตัวแทนจากแดนตะวันออกเดินทางมาถึง ผู้บำเพ็ญเพียรจากอีกสามดินแดนก็มายืนรอจับจองพื้นที่กันนานแล้ว
แน่นอนว่าพอศิษย์แดนเหนือเห็นหน้าพวกเขาก็แค่นเสียงขึ้นจมูกใส่ทันที ผู้อาวุโสหม่าเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยขั้นสุด
"สหายจากแดนเหนือเป็นอะไรไป ทำไมถึงเอาแต่ส่งเสียงฟืดฟาดในคอ หรือว่าติดโรคระบาดหมูเข้าไป ให้พวกสายโอสถของพวกเราช่วยตรวจดูอาการให้เอาไหม"
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรจากแดนใต้และแดนตะวันตกนั้นมีมารยาทกว่ามาก พวกเขาเพียงแค่พยักหน้าทักทายอย่างเป็นมิตร
รอเพียงไม่นาน ตัวแทนผู้อาวุโสจากสามสำนักใหญ่แห่งแดนตะวันตกซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานในปีนี้ก็ก้าวออกมาข้างหน้า พวกเขาพยักหน้าให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน ก่อนจะทะยานร่างขึ้นไปลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
ผู้อาวุโสหญิงผู้มีรูปโฉมงดงามกวาดสายตามองทุกคนพลางคลี่ยิ้มบาง
"ข้าคือผู้อาวุโสเหมยแห่งสำนักเหอฮวน พวกเจ้าส่วนใหญ่เพิ่งเคยเข้าร่วมงานประลองสี่ดินแดนเป็นครั้งแรก ข้าจะขอทบทวนกฎกติกาให้ฟังอีกรอบก็แล้วกัน"
"เมื่อก้าวเข้าไปในป่าหมื่นบรรพกาล ค่ายกลจะสุ่มส่งพวกเจ้าไปตามจุดต่างๆ ในเขตแดนชั้นนอกสุด พวกเจ้าจะเลือกตั้งค่ายพักแรมอยู่กับที่ให้ครบสามสิบวัน หรือจะเสี่ยงบุกเข้าไปในส่วนลึกของป่าก็ย่อมได้ แต่จงจำไว้ว่าต้องประเมินกำลังของตัวเองให้ดี เพราะผู้อาวุโสระดับฮว่าเสินจะยื่นมือเข้าช่วยก็ต่อเมื่อมีสัตว์อสูรระดับหยวนอิงขึ้นไปปรากฏตัวเท่านั้น"
"ส่วนเรื่องการจัดอันดับ จะวัดจากจำนวนสัตว์อสูรที่พวกเจ้าสังหารได้และระดับความแข็งแกร่งของมัน หากใครค้นพบสัตว์อสูรสายพันธุ์ใหม่ก็จะได้รับรางวัลพิเศษเพิ่ม ทรัพยากรทุกอย่างที่พวกเจ้าหามาได้จากป่าหมื่นบรรพกาล พวกเจ้าสามารถแบ่งปันกันเองได้ตามสมควร"
ผู้อาวุโสเหมยมองหน้าทุกคน ยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
"นอกจากนี้ ตามธรรมเนียมของงานประลอง นอกเหนือจากศิลาวิญญาณและทรัพยากรต่างๆ แล้ว ผู้อาวุโสจะมอบของวิเศษให้กับผู้ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ข้าขอบอกพวกเจ้าล่วงหน้าไว้เลยว่า ของรางวัลในครั้งนี้คือกระบี่วิญญาณระดับเซียนหนึ่งคู่ ซึ่งท่านเทพกระบี่ปู้เมี่ยแห่งแดนตะวันออกเป็นผู้มอบให้ มันคือของวิเศษที่ท่านได้มาเมื่อครั้งออกเดินทางท่องเที่ยวยังแดนปีศาจในอดีต"
ทันทีที่สิ้นประโยค แววตาของศิษย์รุ่นเยาว์เบื้องล่างก็ลุกวาวด้วยความโลภ ทอประกายร้อนแรงจนแทบจะแผดเผากันเอง แม้แต่พวกผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่ได้ใช้กระบี่เป็นอาวุธก็ยังตาวาวไม่แพ้กัน
ก็แน่ล่ะ นั่นมันของวิเศษระดับเซียนเชียวนะ!
อวี๋โย่วโย่วทอดสายตามองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าสองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับสอดประสานและกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ฉี่หนานเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นท่าทีแปลกไปของเด็กสาว เขาพอนึกออกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงแอบใช้ศอกกระทุ้งไหล่นางเบาๆ หวังจะชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
"เสี่ยวอวี๋ เจ้าดูสิ ผู้อาวุโสระดับฮว่าเสินของสามดินแดนนั่นลอยอยู่บนหัวพวกเขากันหมดแล้ว ทำไมบนหัวพวกเราถึงยังไม่มีใครมาอีกล่ะ"
คำพูดนั้นดึงความสนใจของอวี๋โย่วโย่วได้ชะงัก เด็กสาวหรี่ตาลงแล้วแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
จริงอย่างที่เขาพูด แม้บรรดายอดฝีมือระดับฮว่าเสินจะไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นชัดๆ แต่เหนือศีรษะของศิษย์จากสามดินแดนกลับมีแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนชวนให้รู้สึกครั่นคร้าม ท้องฟ้าบริเวณนั้นยังมีแสงเรืองรองของพลังวิญญาณสว่างวาบแทรกตัวอยู่ตามหมู่เมฆ
ทว่าน่านฟ้าฝั่งแดนตะวันออกกลับว่างเปล่า ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอกแม้แต่ก้อนเดียว
ซูอี้จื้อเป็นพวกกลัวตายขึ้นสมอง พอเห็นแบบนั้นก็เริ่มลุกลี้ลุกลน หันไปถามเจียงยวนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเสียงหลง
"เจียงยวน ไหนเจ้าบอกว่าอาจารย์ของเจ้าจะมาไง หรือว่าท่านจำเวลาผิด"
ทายาทสายกระบี่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ไม่ยอมหันกลับมามองหน้า และไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ซูอี้จื้อเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติของเจียงยวนในวันนี้ ปกติหมอนี่ชอบทำตัวกร่าง คอยชี้นิ้วสั่งพวกสายโอสถสารพัด แต่วันนี้กลับเงียบกริบตั้งแต่เริ่มเดินทาง แถมยังพยายามหลบสายตาพวกเขาทุกครั้งที่หันไปมองอีกต่างหาก
[จบบท]