บทที่ 73 : แววตาอันซับซ้อนของไป๋หลี่คงซาน
ความจริงแล้ว คนที่ทักว่าก้อนขนบนสร้อยข้อมือนั้นเป็นขนสุนัขก็คือฉี่หนานเฟิง ตอนนั้นอวี๋โย่วโย่วแอบเอาขึ้นมาดมดู ถึงได้รู้ว่ามันมีกลิ่นเฉพาะตัวของสุนัขแฝงอยู่จริงๆ
ทว่ามันไม่ได้มีกลิ่นเหม็นสาบเลยสักนิด กลับกันกลับมีกลิ่นหอมกรุ่นเหมือนปุยฝ้ายที่เพิ่งตากแดดจนแห้งสนิท เวลาเข้านอน หากได้กำก้อนขนนี้ไว้ในมือแล้วลูบคลำเบาๆ กลิ่นหอมจางๆ ของมันจะช่วยให้เธอหลับสนิทได้ตลอดคืน ความรู้สึกนั้นเหมือนกับมีสุนัขตัวโตขนนุ่มฟูนอนซุกตัวอยู่ข้างๆ ก็ไม่ปาน
สำหรับคนที่ในอดีตชาติต้องทนเห็นแต่สุนัขซอมบี้เนื้อตัวเน่าเฟะส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งมาตลอดอย่างอวี๋โย่วโย่ว การได้สัมผัสก้อนขนนุ่มฟูแสนสะอาดเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่เธอโปรดปรานอย่างที่สุด
ท่าทีประหลาดนั้นทำเอาไป๋หลี่คงซานได้แต่ทอดสายตามองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
ตลอดชีวิตการเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เขาพานพบผู้คนมาแล้วทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่คอยประจบสอพลอ พวกที่หวาดกลัวจนหัวหด หรือแม้กระทั่งพวกที่จ้องจะเอาชีวิต ทว่าเขายังไม่เคยเจอคนประเภทประหลาดล้นเหลือ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นของขึ้นชื่อประจำสำนักตานติ่งแบบนี้มาก่อนเลย
ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาตัดสินใจเมินเฉยต่อสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า เพียงอึดใจเดียว พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งและดุดันก็ระเบิดออกจากร่าง กวาดล้างคราบเลือดของงูยักษ์ที่สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตามตัวจนระเหยหายไปจนหมดเกลี้ยง
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจางหายไปในพริบตา กระบี่จิงหงในมือกลับมาส่องประกายงดงามราวกับสลักเกลาขึ้นจากน้ำแข็งบริสุทธิ์อีกครั้ง แม้แต่รอยยับย่นบนเสื้อคลุมสีดำสนิทก็กลับมาเรียบกริบไร้รอยตำหนิ
แม้ไป๋หลี่คงซานจะยังคงสวมอาภรณ์สีดำสนิท ทว่าเรือนผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวระบ่ากลับยิ่งขับเน้นผิวพรรณให้ดูขาวกระจ่าง ยามต้องแสงแดด ท่วงท่าของเขาดูสะอาดสะอ้านและเย็นชา ราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่โปร่งแสงและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งกลิ่นอายคาวเลือดและการฆ่าฟันเหมือนเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ความงดงามเหนือโลกีย์นี้ทำเอาบรรดาศิษย์สายกระบี่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดียังต้องแอบสูดลมหายใจลึก อวี๋โย่วโย่วลอบคิดในใจว่าเนื้อหาในนิยายต้นฉบับไม่ได้บรรยายเกินจริงเลยสักนิด
หากนำมาเทียบกันแล้ว พวกปีศาจหนุ่มรูปงามในตลาดมืดที่ว่ายั่วยวนนักหนากลายเป็นของจืดชืดไปเลย แม้แต่ผู้อาวุโสเหมยแห่งสำนักเหอฮวนที่เพิ่งเจอเมื่อครู่ก็ยังดูหมองลงไปถนัดตา
คนที่เคยรอดพ้นจากมนตร์เสน่ห์ของปีศาจหนุ่มเผ่าผีเสื้อมาได้อย่างอวี๋โย่วโย่ว คราวนี้กลับอดใจไม่ไหว เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงจิ๊ปากเบาๆ ด้วยความชื่นชม
ทว่าไป๋หลี่คงซานกลับไม่ได้ถือสาหาความ หรือบางทีเขาอาจจะไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้ามาลวนลามทางสายตากับตัวเอง ชายหนุ่มเพียงแค่วาดมือเบาๆ พลังวิญญาณสายหนึ่งก็ม้วนเอาสร้อยข้อมือก้อนขนในมือของอวี๋โย่วโย่วให้ลอยขึ้นไปตกลงบนฝ่ามือของเขาอย่างพอดิบพอดี
หลังจากนั้นเขาก็หมุนตัวกลับ พลางตวัดเท้าเตะซากงูยักษ์ให้กระเด็นไปทางอวี๋โย่วโย่ว
"ให้เจ้า"
การใช้ซากสัตว์อสูรระดับฮว่าเสินมาแลกกับสร้อยข้อมือเส้นเดียว คงไม่ถือว่าเขากำลังรังแกเด็กหรอก เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น มือข้างหนึ่งของเขากระชับกระบี่แน่น ส่วนอีกข้างกำสร้อยข้อมือเอาไว้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เพิ่งจากมา
อวี๋โย่วโย่วยืนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองสภาพของผู้คนรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่บรรดาผู้อาวุโส ทุกคนล้วนตกอยู่ในสภาพสะบักสะบอมจากการถูกงูยักษ์ลอบจู่โจมเมื่อครู่
ตามเสื้อผ้าและเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบดินโคลนและเศษหญ้า ดูสกปรกมอมแมมจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้
พอมานึกดูดีๆ มือของเธอที่เปื้อนดินก็เผลอไปจับก้อนขนสีขาวจนมันเปื้อนโคลนไปนิดหน่อยแล้วเหมือนกัน ขืนยื่นสร้อยข้อมือวงนี้ไปฝากไว้กับผู้อาวุโสหนิวในสภาพนี้ มีหวังก้อนขนสีขาวสะอาดตาได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่นแน่ๆ
จู่ๆ อวี๋โย่วโย่วก็คิดอะไรขึ้นมาได้
เธอเข้าใจแล้ว!
ในหัวของเด็กสาวตีความไปเองเสร็จสรรพว่า ผู้อาวุโสไป๋หลี่ช่างเป็นคนประเภทภายนอกดูเย็นชาแต่เนื้อแท้กลับใจดีเหลือเกิน เขารู้ดีว่าเธอไม่สามารถนำสร้อยข้อมือเส้นนี้ติดตัวเข้าไปในป่าหมื่นบรรพกาลได้ จึงอุตส่าห์ทำความสะอาดมือของตัวเองจนเกลี้ยงเกลาเพื่อมารับฝากสร้อยข้อมือให้เธอโดยเฉพาะ
เห็นไหมล่ะ คนที่ชอบของนุ่มฟูน่ะไม่มีทางเป็นคนเลวไปได้หรอก!
ส่วนเรื่องซากงูยักษ์ตัวนั้น อวี๋โย่วโย่วไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าประโยคเมื่อครู่เขาพูดกับตัวเอง เธอทึกทักเอาเองว่าไป๋หลี่คงซานคงตั้งใจจะมอบมันให้กับอวี๋ฉางอันที่ยืนอยู่ข้างๆ มากกว่า
ก็แน่ล่ะ หมอนั่นมันเป็นถึงหลงอ้าวเทียนตัวน้อยเลยนะ การที่ยอดฝีมือระดับฮว่าเสินมองเห็นความโดดเด่นแล้วเอ่ยปากชมว่าเด็กคนนี้ช่างไม่ธรรมดา ก่อนจะมอบของวิเศษให้ ถือเป็นพล็อตเรื่องที่แสนจะคุ้นเคย
แถมความเก่งกาจนี้ยังไปเตะตาจนแม้แต่ศัตรูของพ่อยอมลดทิฐิมาผูกมิตรด้วย เส้นทางชีวิตแบบนี้แหละถึงจะสมกับการเป็นหลงอ้าวเทียนตัวจริง!
ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางสายตาสับสนมึนงงของผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน อวี๋โย่วโย่วจึงตะโกนไล่หลังไป๋หลี่คงซานด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนผู้อาวุโสไป๋หลี่ช่วยเก็บรักษาไว้ให้ข้าก่อนนะเจ้าคะ หลังจบงานประลองสี่ดินแดนแล้วข้าจะไปรับคืน ขอบคุณมากเจ้าค่ะ!"
ฉี่หนานเฟิงซึ่งไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับตัวตนของไป๋หลี่คงซานพอกัน รีบกระซิบถามเสียงเบาหวิว
"เขาว่ากันว่าพวกสายกระบี่น่ะยากจนกันทั้งนั้น เจ้าไม่กลัวเขาเอาของวิเศษเจ้าหนีไปหรือไง"
อวี๋โย่วโย่วยืดอกตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง นอกจากผู้อาวุโสหม่าของสำนักเราแล้ว มันจะมีผู้อาวุโสหน้าหนาที่ไหนกล้าฮุบของวิเศษกับก้อนขนหมาของผู้น้อยกันล่ะ เจ้าดูสิ ขนาดซากงูยักษ์ระดับฮว่าเสินเขายังไม่เห็นค่าเลย คนแบบนี้ดูเหมือนพวกขัดสนของวิเศษหรือไง"
ฝีเท้าของไป๋หลี่คงซานชะงักไปจังหวะหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น เขาไม่ได้หันกลับมามอง และเลือกที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ
ผู้อาวุโสหม่าที่ถูกพาดพิงถึงกับหุบปากฉับไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่แอะเดียว ได้แต่กรีดร้องในใจว่า... อวี๋โย่วโย่ว! เจ้าจะรู้ตัวไหมว่าเมื่อกี้เจ้าเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งแล้ว!
ทางฝั่งบรรดาศิษย์สายกระบี่เองก็ใบ้กินไปตามๆ กัน พวกเขาได้แต่ลอบมองหน้ากันพร้อมกับตั้งคำถามในใจ... นี่ศิษย์อาไป๋หลี่ของพวกเรากลายเป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
ขวงล่างเซิงที่เอาแต่ปิดปากเงียบมาตลอดหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าแผ่นหลังของไป๋หลี่คงซานลับสายตาไปแล้ว เขาถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ชายหนุ่มยกนิ้วโป้งให้อวี๋โย่วโย่ว พลางเอ่ยชมจากใจจริง
"ศิษย์น้องอวี๋... เจ้านี่มันนักสู้ผู้กล้าหาญตัวจริงเลย"
ศิษย์พี่หญิงสายกระบี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยกมือขึ้นทาบอก พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
"นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นคนกล้าพูดจาฉอดๆ กับศิษย์อาเล็กไป๋หลี่เยอะขนาดนี้ เจ้าไม่กลัวเขาเลยหรือ"
ศิษย์สายกระบี่คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่เจียงยวนเองก็ยังทอดสายตามองอวี๋โย่วโย่วด้วยความชื่นชมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ท่าทีเหล่านั้นทำเอาอวี๋โย่วโย่วถึงกับงุนงงไปหมด ในนิยายต้นฉบับ บทบาทของไป๋หลี่คงซานมีไม่เยอะเท่าไหร่นัก แถมพอถึงช่วงที่เขาเริ่มมีบทบาทสำคัญ หน้ากระดาษส่วนนั้นก็ดันโดนซอมบี้กัดจนขาดวิ่นไปเสียก่อน
สิ่งเดียวที่เธอรู้ก็คือผู้ชายคนนี้มีภูมิหลังลึกลับ มักจะคอยขัดแข้งขัดขาอวี๋ปู้เมี่ยอยู่เสมอ แถมยังมีรูปโฉมงดงามแต่เย็นชาสุดๆ
แม้เธอจะเดาไม่ออกว่าในอนาคตไป๋หลี่คงซานจะถูกอวี๋ปู้เมี่ยปราบจนยอมศิโรราบหรือไม่ แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ เขาก็ยังถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของอวี๋ปู้เมี่ยอยู่ดี
กฎเหล็กมีอยู่ว่า ศัตรูของศัตรู ก็คือมิตรแท้! นี่แหละคือพ่อพระตัวจริงเสียงจริง!
เธอหันไปถามกลุ่มศิษย์สายกระบี่ด้วยความสงสัย
"เขาก็เป็นคนมีน้ำใจดีไม่ใช่หรือ หรือว่าเป็นเพราะปกติเขาเข้มงวดกับลูกศิษย์มาก พวกเจ้าก็เลยพากันกลัวเขา"
อารมณ์คงคล้ายกับเด็กนักเรียนที่หวาดกลัวครูประจำชั้นจอมเฮี้ยบนั่นแหละ
บรรดาศิษย์สายกระบี่พากันจ้องมองเธอราวกับเห็นสัตว์ประหลาด ก่อนจะโพล่งออกมาพร้อมกัน
"มีน้ำใจหรือ เจ้าไปเห็นตรงไหนกัน!"
อวี๋โย่วโย่วแอบถอนหายใจให้กับความไม่ประสีประสาของบรรดาศิษย์สายกระบี่รุ่นเยาว์ เธอหันไปสบตาเจียงยวนแล้วเอ่ยถาม
"เดิมทีคนที่ตกลงว่าจะมาคุ้มกันพวกเราคืออาจารย์ของเจ้านี่นา แต่พอเขาไม่มา ก็เลยต้องลำบากผู้อาวุโสไป๋หลี่มารับหน้าที่แทนใช่ไหม"
เจียงยวนยืนกอดกระบี่แน่น สีหน้าของเขาดูย่ำแย่ลงถนัดตา ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับ แต่ก็ยังไม่วายออกโรงปกป้องอาจารย์ของตนเอง
"ท่านอาจารย์คงกำลังบำเพ็ญเพียรถึงจุดสำคัญ..."
"ไม่ต้องมาอ้างว่ามีธุระสำคัญเลย ในเมื่อตกลงกันไว้แล้วแต่ไม่มาก็คือการผิดคำพูดนั่นแหละ เจ้าดูผู้อาวุโสไป๋หลี่สิ เขาต้องมารับหน้าที่กะทันหัน รีบเดินทางมาตั้งไกลจนถึงแดนตะวันตก"
อวี๋โย่วโย่วสวนกลับทันควัน ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปดต่อ
"ยังไม่ทันได้พักก็ต้องมาสู้ถวายหัวกับสัตว์อสูรอีก ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้พวกเรากลายเป็นอาหารงูยักษ์ไปแล้ว เป็นคนระดับฮว่าเสินเหมือนกัน คงไม่ใช่ว่ามีแค่อาจารย์เจ้าหรอกนะที่ต้องบำเพ็ญเพียร แล้วคนอื่นเขาว่างงานกันหมดหรือไง แต่เจ้าเห็นผู้อาวุโสไป๋หลี่ปริปากบ่นสักคำไหมล่ะ ก็ไม่เห็นมีนี่!"
[จบบท]