บทที่ 76 : กับระเบิดหนาม
ฝูงชนต่างเบิกตากว้างเมื่อเห็นพวกศิษย์สายโล่ยกมือเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะทิ้งโล่ยักษ์ในมือลงกระแทกพื้นเสียงดังตึง! จากนั้นพวกเขาก็กระโดดขึ้นไปยืนเหยียบอยู่บนนั้น ตามด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถทั้งสามคนที่ก้าวขึ้นไปสมทบอย่างรู้หน้าที่
ศิษย์สายกระบี่ไม่รอช้า พวกเขาพร้อมใจกันขี่กระบี่เหินทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ก่อนจะตวัดปราณกระบี่ฟาดฟันใส่แผ่นโล่อย่างเต็มแรง!
ประจวบเหมาะกับที่ดงหนามลูกเหล็กนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาลาดชันพอดี แรงปะทะมหาศาลจึงส่งให้โล่ยักษ์พุ่งทะยานไถลลงเนินไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งบวกกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ความเร็วก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนแทบมองไม่ทัน
จังหวะไหนที่โล่เริ่มชะลอความเร็วลง พวกศิษย์สายกระบี่ก็จะสาดปราณกระบี่อัดเข้าไปเบาๆ เป็นการส่งแรงผลักดันให้แผ่นโล่ลอยละลิ่วพุ่งทะยานต่อไปอย่างอิสระ
เวลานี้ความสนใจของบรรดาผู้ฝึกตนที่เฝ้าชมการแข่งขัน ล้วนถูกดึงดูดมาที่ภาพเหตุการณ์ของทีมแดนตะวันออกจนหมดสิ้น
ภายใต้สายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน แทนที่จะได้เห็นสภาพทุลักทุเลของพวกเด็กหนุ่มที่ตกอยู่ในวงล้อมอันตราย ทว่าภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นความสนุกสนานเฮฮา ราวกับไม่ได้มีความกดดันใดๆ เลยสักนิด
โดยเฉพาะพวกศิษย์สายโล่ที่กำลังไถลลงเขาอย่างเมามัน พวกเขายังตะโกนเรียกอวี๋ฉางอันที่บินอยู่บนฟ้า ให้หันหินบันทึกภาพมาทางนี้ ก่อนจะโพสท่าเบ่งกล้ามอวดความแข็งแกร่งด้วยท่วงท่าสุดพิลึกพิลั่น
ระยะทางยาวถึงสิบลี้ที่ตอนแรกคาดการณ์กันว่าคงต้องค่อยๆ คืบคลานฝ่าไปอย่างยากลำบาก กลายเป็นว่าทีมแดนตะวันออกกลับใช้วิธีไถลโล่พุ่งทะยานด้วยความเร็วเทียบเท่ากับการขี่กระบี่ ข้ามผ่านดงหนามไปได้อย่างสวยงาม
เหล่าศิษย์สายโล่สนุกสุดเหวี่ยง โล่ของพวกเขาทั้งใหญ่และหนาเตอะ ดงหนามลูกเหล็กพวกนี้ไม่มีทางแทงทะลุขึ้นมาได้
พอไถลพ้นแนวลาดชันของดงหนามมาได้ ขวงล่างเซิงก็เดาะลิ้นเบาๆ ด้วยความเสียดาย
"ข้าอยากเล่นอีกรอบจัง"
ทางฝั่งศิษย์สายกระบี่ที่ทำหน้าที่ปล่อยปราณไล่หลังพวกศิษย์สายโล่ราวกับวิ่งไล่ต้อนฝูงสุนัข ก็ชักจะติดใจความสนุกเมื่อครู่นี้อยู่เหมือนกัน
"..."
อวี๋โย่วโย่วนั่งยองๆ หน้าซีดเผือดอยู่ริมทาง นางไม่อยากจะอ้าปากคุยกับใครทั้งนั้น
สภาพร่างกายของนางช่างบอบบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับคนพวกนี้ ใครจะไปคิดว่าการนั่งโล่ไถลลงเขาจะทำให้นางเมาโล่จนเวียนหัวได้ขนาดนี้
หลังจากหยุดพักปรับสภาพร่างกายกันชั่วครู่ ทุกคนก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่ามเดินหน้าต่อ ภายในป่าหมื่นบรรพกาลแห่งนี้ไม่มีแผนที่นำทาง การจะมุ่งหน้าไปทิศทางไหนย่อมต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ
พวกศิษย์สายกระบี่หันไปมองเจียงยวนเป็นตาเดียว ชายหนุ่มตั้งใจจะขี่กระบี่บินขึ้นไปสำรวจดูเส้นทางด้านบน ทว่าพอนึกถึงบทเรียนราคาแพงที่เพิ่งเจอมา เขาก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้นทันที
ผ่านเรื่องราวเมื่อครู่มา เจียงยวนเริ่มจะยอมรับในความสามารถด้านการประเมินสถานการณ์ของอวี๋โย่วโย่วขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าพอคิดถึงท่าทีแข็งกร้าวที่นางปฏิบัติต่ออวี๋ปู้เมี่ย น้ำเสียงของเขาก็ยังคงแฝงความไม่สบอารมณ์อยู่ดี
"พวกเราจะไปทางไหนกันต่อ"
ตอนนี้อวี๋โย่วโย่วกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น
นางกวาดสายตาสำรวจพืชพรรณรอบกาย สมองก็เริ่มประมวลผลจับคู่ภาพพืชเหล่านี้กับบันทึกในหยกเคล็ดวิชาจากหอตำราของสำนักตานติ่งอย่างรวดเร็ว
แต่ก็น่าเสียดายที่พื้นที่แถบนี้ดูแปลกตาไปหมด เห็นได้ชัดว่าแม้แต่อดีตผู้อาวุโสของสำนักตานติ่งก็ไม่เคยถูกส่งตัวมาที่นี่มาก่อน
ฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อเองก็มีความเห็นตรงกัน
ทว่าถึงอย่างนั้น การจะกำหนดทิศทางเดินหน้าคร่าวๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ด้านหลังที่พวกเขารอดมาได้นั้นแห้งแล้งเกินไป ไร้ร่องรอยของพืชพรรณหรือสัตว์อสูร มีเพียงต้นไม้และกอหญ้าแห้งตายเท่านั้น
เป้าหมายของงานประลองสี่ดินแดนคือการสังหารสัตว์อสูรเพื่อสะสมคะแนน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมุ่งหน้าไปยังทิศที่มีสัตว์อสูรชุกชุมให้ได้
อวี๋โย่วโย่วหลับตาลง ก่อนจะสูดดมกลิ่นที่ลอยมาตามสายลม เพียงไม่นานนางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเหม็นเน่าอันเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์อสูร
กลิ่นนี้ไม่รุนแรงเท่างูยักษ์ตัวนั้น พวกเขาน่าจะพอรับมือไหว
"ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสัตว์อสูรอยู่ตัวหนึ่ง"
เจียงยวนขมวดคิ้วมองไปตามทิศทางนั้น เขาไม่เห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หันไปสั่งการศิษย์น้องคนหนึ่ง
"ศิษย์น้องหลี่ เจ้าล่วงหน้าไปตรวจสอบตำแหน่งของมันก่อน"
ศิษย์น้องหลี่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะขี่กระบี่เหินทะยานออกไป
ผ่านไปชั่วจิบชาเขาก็กลับมาด้วยใบหน้าตื่นเต้นยินดี
"ข้างหน้ามีสัตว์อสูรอยู่จริงๆ ระดับจู้จีขอรับ!"
สัตว์อสูรระดับจู้จีถือว่าอยู่ในขอบเขตที่พวกเขาสามารถจัดการได้ แถมคะแนนที่จะได้ก็ยังมากกว่าการฆ่าสัตว์อสูรระดับเลี่ยนชี่ถึงสิบเท่า นี่ถือเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทีมของพวกเขาในเวลานี้
เจียงยวนปรายตามองอวี๋โย่วโย่ว ชื่นชมออกมาเป็นครั้งแรก
"ไม่เลว"
อวี๋โย่วโย่วเลิกคิ้วขึ้น
"แน่นอนอยู่แล้ว"
"..."
ขบวนผู้ฝึกตนแดนตะวันออกจัดกระบวนทัพกันใหม่อีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่สัตว์อสูรซ่อนตัวอยู่
มันคือสัตว์อสูรรูปร่างพิลึกพิลั่นจนมองไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ใด ทั่วทั้งร่างดำทะมึน ขนหลุดร่วงไปกว่าครึ่ง มีเพียงบางส่วนที่ยังหลงเหลือติดอยู่บนผิวหนังที่เน่าเปื่อย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นเหม็นเน่าซากศพก็ยิ่งโชยเตะจมูกรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จมูกของอวี๋โย่วโย่วนั้นรับกลิ่นได้ดีเยี่ยม กลิ่นเหม็นตลบอบอวลนี้รุนแรงเสียจนนางแทบอาเจียน รูปลักษณ์ของมันทำให้นางนึกถึงพวกซอมบี้ขึ้นมาตงิดๆ
นางรู้สึกขยะแขยงจนต้องกลั้นหายใจเอาไว้
ศิษย์สายโล่ครึ่งหนึ่งพุ่งพรวดออกไปเบื้องหน้าเพื่อดึงดูดความสนใจของสัตว์อสูร ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำหน้าที่คุ้มกันขนาบซ้ายขวาให้กับศิษย์สายกระบี่และสายโอสถ
แม้ปกติพวกเขาจะดูซื่อบื้อไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นกองกำลังหลักจากสามสำนักใหญ่แห่งแดนตะวันออก แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ทว่ายามลงสนามจริงกลับเยือกเย็นและพึ่งพาได้
ภายใต้การนำของเจียงยวน ศิษย์สายกระบี่พร้อมใจกันตวัดคมดาบเล็งเป้าไปยังลำคอของสัตว์อสูรอย่างพร้อมเพรียง ปราณกระบี่นับสิบสายสาดประกายวาบ สัตว์อสูรตัวนั้นยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็ล้มตึงขาดใจตายลงไปกองกับพื้น
อวี๋โย่วโย่วและสหายทั้งสองเดินเข้าไปจัดการเก็บเลือดของมันอย่างคล่องแคล่ว เผื่อไว้ใช้ในยามที่มีใครพลาดท่าถูกสัตว์อสูรชนิดนี้เล่นงานเข้า
ส่วนเรื่องเนื้อของมันนั้น... สภาพเหมือนเนื้อเน่าขนาดนี้ คงไม่มีใครอุตริแล่มากินลงแน่
ประเดิมสนามได้อย่างสวยงาม ใบหน้าของเหล่าเด็กหนุ่มต่างเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มดีใจ
ในจังหวะนั้นเอง เสียงคำรามของสัตว์ป่านับสิบตัวก็ดังกึกก้องแว่วมาจากที่ไกลๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มแดนตะวันออกเลือนหายไป พวกเขากระชับกระบี่และตั้งโล่เตรียมพร้อมรับมือทันที
ขวงล่างเซิงฟังเสียงฝีเท้าที่ดังระงมและขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ เขาสูดหายใจเข้าลึก
"ฝูงสัตว์อสูรหรือ"
พวกเขาเพิ่งจะจบการต่อสู้ ยังไม่ทันได้พักหายใจให้เต็มปอด หากต้องปะทะกับสัตว์อสูรนับสิบตัวในตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ถ้าเป็นระดับเลี่ยนชี่ก็คงพอถูไถไปได้ แต่ถ้าโชคร้ายเจอฝูงสัตว์อสูรระดับจู้จี มีหวังวันแรกของการแข่งขันก็ต้องมีคนสังเวยชีวิตเสียแล้ว
สีหน้าของอวี๋โย่วโย่วเริ่มตึงเครียด ซากสัตว์อสูรข้างกายนางเหม็นคละคลุ้งจนกลบกลิ่นจากทางฝั่งนั้นไปหมด นางจึงไม่อาจประเมินสถานการณ์ด้วยกลิ่นได้เลย
"สองขายังไงก็วิ่งหนีสี่ขาไม่พ้น ไม่ว่าตัวที่วิ่งมาจะเป็นคนหรือสัตว์ พวกเราหมอบซุ่มโจมตีมันก่อน!"
ประสบการณ์การฟาดฟันกับกองทัพซอมบี้ในอดีตผุดพรายขึ้นมาในหัว นางตะโกนสั่งการอย่างฉะฉาน
"ทุกคนหมอบลงกับพื้นซ่อนตัวในพงหญ้า เตรียมปาระเบิดไปทางนั้น!"
"ระเบิด?"
เหล่าผู้ฝึกตนต่างชะงักไปชั่วครู่ พากันแหงนหน้ามองท้องฟ้าโดยสัญชาตญาณ บนฟ้าก็ไม่มีเมฆฝนสักหน่อย จะเอาระเบิดสายฟ้ามาจากไหน
ไม่มีเวลาให้อธิบายแล้ว!
อวี๋โย่วโย่วล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากถุงมิติ เทกองลงตรงหน้า ทุกคนมองเห็นดงหนามลูกเหล็กจำนวนมากร่วงกราวลงมา
"นี่แหละระเบิด!"
[จบบท]