บทที่ 83 : เดินหน้าลุย
ตัดมาที่พวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่...
ปกติแล้วผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่มักจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและอดทนต่อความยากลำบาก หากไม่มีเรื่องอะไรพวกเขาก็มักจะออกไปทำภารกิจหาหินวิญญาณแข่งกับเวลา เรื่องปากท้องจึงมักจะจบลงง่ายๆ ด้วยโอสถอิ่มทิพย์เพียงเม็ดเดียวเสมอ
พอได้ยินพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถเอาแต่พรรณนาถึงอาหารเลิศรสหลากชนิดในหอรับประทานอาหาร พวกคนที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธก็พากันตาลุกวาวด้วยความหิวโหย
หนักเข้าหน่อยก็ถึงขั้นกอดกระบี่คู่กายแล้วถอนหายใจยาว สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังนึกเสียใจที่อาวุธในมือไม่อาจเปลี่ยนเป็นเตาหลอมโอสถได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงเปลี่ยนสายบำเพ็ญเพียรกันไปแล้ว
เจียงยวนนั่งนิ่งฟังอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากขัดจังหวะวงสนทนายามค่ำคืนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญเพียรก็ต้องรู้จักทนความลำบากสิ จะมามัวลุ่มหลงเรื่องกินได้ยังไง... โครกคราก!"
สิ้นเสียงนั้น วงสนทนาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรก็เงียบกริบลงทันตาเห็น ไม่ใช่เพราะสะดุ้งกลัวคำตำหนิ แต่เป็นเพราะทุกคนล้วนได้ยินเสียงท้องร้องดังลั่นเมื่อครู่อย่างเต็มสองหู
แน่นอนว่าเจียงยวนไม่ได้กำลังเลียนเสียงนกพิราบ แต่เป็นเสียงกระเพาะของเขาที่กำลังประท้วง ทว่าคนซื่อบื้อย่อมไม่เข้าใจสถานการณ์ ฉี่หนานเฟิงที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เงยหน้าขึ้นมาด้วยท่าทีระแวดระวัง
"ข้าได้ยินเสียงนกพิราบร้อง! มีพิราบอสูรบินมาแถวนี้หรือเปล่า!"
ใบหน้าของเจียงยวนแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะกระโดดหนีขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ห่างไกลจากกลุ่มคน ชายหนุ่มเอนหลังพิงลำต้นแล้วตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้ตัวตน
อวี๋โย่วโย่วไม่ได้ฉวยโอกาสนี้พูดจาเหน็บแนมหรือหัวเราะเยาะเขา เพราะอันที่จริงตอนนี้สภาพของทุกคนก็ไม่ได้ต่างกันนัก นอกจากพลังวิญญาณจะร่อยหรอจนเกือบเหือดแห้งแล้ว กระเพาะอาหารของแต่ละคนก็ยังว่างเปล่าไม่แพ้กัน
ดูเหมือนว่าความโชคร้ายของแดนตะวันออกจะยังคงตามติดมาจนถึงการประลองรอบนี้ ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขายังไม่เจอแม้แต่ลำธารสายเล็กๆ อย่าว่าแต่อาหารหรือสมุนไพรวิญญาณที่พอจะกินประทังชีวิตได้เลย บางทีอาจเป็นเพราะอวี๋ปู้เมี่ยมักจะลบหลู่สวรรค์อยู่บ่อยๆ แดนตะวันออกถึงได้เจอแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนมาเป็นร้อยปีแบบนี้
อวี๋โย่วโย่วนั่งเฝ้ายามเงียบๆ ท่ามกลางความมืด เนื่องจากนางไม่ได้ใช้พลังวิญญาณไปมากนัก ช่วงครึ่งหลังของคืนนี้จึงไม่ได้ล้มตัวลงนอน แต่เลือกที่จะนั่งเฝ้าระวังอยู่ใต้ต้นไม้แทน
สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครกล้าจุดไฟไล่ความหนาว เหล่าศิษย์ที่เพิ่งอยู่แค่ระดับเลี่ยนชี่จึงต้องทนสั่นสะท้านจากไอเย็นของป่าหมื่นบรรพกาล และพยายามขยับตัวเข้ามานั่งเบียดกันเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
ระหว่างนั้นฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อก็ง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น แต่พวกเขาก็ยังฝืนรั้งสติเอาไว้ ทั้งสองคนดึงตัวอวี๋โย่วโย่วให้ขยับมานั่งตรงกลาง ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองมาห่มให้นางคนละผืน
ทว่าพอเข้าสู่ช่วงครึ่งค่ำหลัง เด็กหนุ่มทั้งสองก็หมดความอดทน พวกเขาหลับตาลงอย่างพร้อมเพรียง แล้วทิ้งศีรษะลงมาพิงซบที่ไหล่ซ้ายขวาของอวี๋โย่วโย่วจนหลับสนิทไปในที่สุด
"บ้าจริง..." อวี๋โย่วโย่วบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
อวี๋ฉางอันที่นั่งอยู่อีกฝั่งบังเอิญสบตากับนางพอดี เด็กหนุ่มจึงเอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ดูพวกเจ้าสนิทกันมากเลยนะ"
อวี๋โย่วโย่วไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง นางยังคงนั่งตัวตรงเกร็งหัวไหล่เพื่อเป็นเบาะรองรับให้เพื่อนทั้งสองพักพิง พร้อมกับส่งเสียงครางรับในลำคอเพียงสั้นๆ โดยไม่ได้คิดจะชวนคุยอะไรต่อ
อวี๋ฉางอันนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง หากเขาจำไม่ผิด อวี๋โย่วโย่วและเพื่อนเพิ่งจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักตานติ่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าทั้งสามคนเพิ่งจะรู้จักมักคุ้นกันได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
ตัดภาพกลับมาที่ตัวเขาเอง แม้จะเกิดและเติบโตในสำนักกระบี่อวิ๋นฮวามาตั้งแต่จำความได้ ทว่าเวลาสิบสามปีที่ล่วงเลยผ่านไป เขากลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับศิษย์ร่วมสำนักถึงขั้นนี้เลยสักนิด
ตามหลักแล้ว พี่สาวฝาแฝดที่คลานตามกันมาย่อมต้องเป็นคนที่เขาสนิทใจด้วยมากที่สุด แต่หลังจากกลับมาจากสำนักตานติ่งในคราวนั้น ความสัมพันธ์ของพี่น้องก็เริ่มเหินห่างกันออกไปทุกที ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้า อวี๋ฉางอันต้องคอยระมัดระวังคำพูดคำจาและคอยเอาอกเอาใจอวี๋เนี่ยนโหรวสารพัด เพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
แต่ถึงจะพยายามประคับประคองความรู้สึกมากแค่ไหน พี่สาวก็ไม่เคยอารมณ์ดีขึ้นเลยสักครั้ง ในวันที่ยืนอยู่หน้าค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ เขาก็เคยคิดจะหันหลังกลับไปตามหาอวี๋เนี่ยนโหรวเหมือนกัน แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาตัดสินใจเดินตามหลังทุกคนเข้าค่ายกลมาจนได้
พอคิดถึงเรื่องนี้ เด็กหนุ่มก็ได้แต่ลอบถอนใจ หากจบการประลองแล้วกลับไปที่สำนัก พี่สาวคงได้ชี้หน้าด่าทอเขาชุดใหญ่แน่
อวี๋ฉางอันเงยหน้าขึ้นมองตรงไปเบื้องหน้า แสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบเสี้ยวหน้าของเด็กสาวดูเลือนราง ทว่ามันกลับทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก
ศิษย์น้องอวี๋หน้าตาดูมีเค้าโครงเหมือนพี่แฮะ...
ทว่าความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขานึกถึงความแตกต่างทางฐานะของทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นถึงแก้วตาดวงใจของเทพกระบี่ที่ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่แบเบาะ ส่วนอีกคนเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไร้พ่อขาดแม่ ต้องทนตกระกำลำบากมาสารพัด ดูยังไงชีวิตของสองคนนี้ก็ไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
ถึงกระนั้น ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ร่างเล็กๆ ของอวี๋โย่วโย่วที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง คล้ายกับว่านางกำลังพยายามทำตัวเป็นเบาะพิงชั้นดี เพื่อให้เพื่อนสนิททั้งสองคนได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มที่สุด
ถ้าเปลี่ยนเป็นอวี๋เนี่ยนโหรว ต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต พี่สาวของเขาก็คงไม่มีวันยอมเสียสละตัวเองมานั่งทำเรื่องแบบนี้ให้ใครเด็ดขาด
อวี๋ฉางอันลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางนึกคิดไปเรื่อยเปื่อย
ถ้าอวี๋โย่วโย่วเป็นน้องสาว ข้าจะต้องปกป้องดูแลนางเป็นอย่างดีแน่ อย่างน้อยก็คงไม่น้อยหน้าไปกว่าฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อหรอก
ท่ามกลางเสียงกรนระงมของเหล่าศิษย์สำนักเทียนตุ้นที่ดังสอดประสานกับเสียงคำรามของสัตว์อสูรจากส่วนลึกของพงไพร หมอกยามเช้าก็เริ่มปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ แสงสว่างจากท้องฟ้าค่อยๆ สาดส่องลงมาขับไล่ความมืดมิด
พวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ตื่นตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเขาพากันขี่กระบี่ออกไปลาดตระเวนดูลาดเลารอบๆ บริเวณ นานๆ ครั้งถึงจะได้ยินเสียงคมกระบี่แหวกอากาศตัดผ่านกิ่งไม้และใบไม้ดังก้องมาให้ได้ยิน
อวี๋โย่วโย่วตะโกนปลุกพวกคนที่นอนหลับอุตุอยู่บนต้นไม้ ก่อนจะหันมาใช้เท้าเขี่ยเด็กหนุ่มสองคนที่นอนพิงนางมาทั้งคืนให้ตื่นจากภวังค์
"ตื่นได้แล้ว พวกเราต้องเดินทางต่อแล้ว"
สภาพแวดล้อมแถวนี้แห้งแล้งเกินกว่าจะมีอะไรให้เก็บเกี่ยว ขนาดสมุนไพรสักต้นยังไม่มีให้เห็น พวกเขาจึงต้องรีบฉวยโอกาสเร่งฝีเท้าบุกเข้าไปในป่าลึกให้เร็วที่สุด เพื่อออกล่าสัตว์อสูรและหาเสบียงมาตุนเอาไว้
หลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน พลังวิญญาณของแต่ละคนก็ฟื้นฟูกลับมาจนเกือบจะสมบูรณ์พร้อม กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรจึงจัดขบวนแถวอย่างรัดกุม แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของป่าหมื่นบรรพกาลทันที
ส่วนเรื่องทิศทางที่จะมุ่งไปนั้น ในเมื่อไม่มีใครมีแผนที่อยู่ในมือ หน้าที่การนำทางจึงตกเป็นของอวี๋โย่วโย่วและฉี่หนานเฟิงที่ต้องอาศัยการสังเกตชนิดของพรรณไม้รอบๆ เพื่อประเมินเส้นทางเอาเอง
"ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของอีกสามดินแดนเป็นยังไงกันบ้าง"
ศิษย์พี่หญิงจางพึมพำออกมาด้วยสีหน้ากังวล
ซูอี้จื้อเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ปกติแล้วพวกแดนเหนือมักจะรีบทำคะแนนทิ้งห่างตั้งแต่เริ่ม ถ้าให้เดา ช่วงวันแรกๆ พวกนั้นคงกระจายกำลังออกไปล่าสัตว์อสูรกันแล้ว"
เจียงยวนได้ยินดังนั้นจึงพูดแทรกขึ้นมาบ้าง
"แดนตะวันตกดวงดีมาตลอด พวกเขาน่าจะหาจุดตั้งค่ายที่ได้เปรียบเรื่องพื้นที่ได้แล้ว จากนั้นค่อยแบ่งคนเป็นกลุ่มย่อยออกไปล่าสัตว์อสูรรอบๆ"
"สำนักอื่นข้าก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ถ้าเป็นแดนใต้ละก็..."
อวี๋โย่วโย่วพูดกลั้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ป่านนี้พวกนั้นคงยังนั่งท่องคาถาปลดล็อกหนามลูกเหล็กระเบิดกันอยู่เลยมั้ง"
พอภาพใบหน้าเด๋อด๋าของพวกผู้บำเพ็ญเพียรแดนใต้ตอนที่โดนหลอกลอยเข้ามาในหัว หลายคนก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ บรรยากาศตึงเครียดภายในทีมลาดตระเวนจึงผ่อนคลายลงไปได้มาก
ทว่าความรื่นเริงนั้นก็อยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อจู่ๆ ศิษย์สายกระบี่ที่บินนำหน้าไปไกลลิบก็รีบวนกระบี่กลับมาอย่างร้อนรน รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนหุบลงแทบจะทันที เจียงยวนรีบก้าวออกไปซักถามด้วยความเป็นห่วง
"ศิษย์น้องจ้าว เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
[จบบท]