บทที่ 95 : สัตว์อสูรระดับจินตันตัวแรก
"พูดตามตรงนะ นี่พวกเรากำลังขุดหลุมฝังศพตัวเองอยู่หรือเปล่า"
"ช่างเถอะ จะลางไม่ดีก็ช่างมัน ขอแค่นอนสบายก็พอแล้ว"
ภายใต้การสั่งการของฉี่หนานเฟิง ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่รับหน้าที่ขุดดิน ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่ก็ใช้โล่ยักษ์ของตัวเองกวาดขนดินออกไปด้านนอก ใช้เวลาเพียงค่อนวัน ฐานทัพลับใต้ดินก็ถูกสร้างขึ้นมาจนเสร็จสมบูรณ์
เจียงยวนพาคนจำนวนหนึ่งออกไปลาดตระเวนดูความเคลื่อนไหวของพวกสัตว์อสูรด้านนอก ในขณะที่อวี๋โย่วโย่วและเพื่อนๆ ต่างพากันนั่งขดตัวอยู่ในหลุมเพื่อก้มหน้าก้มตาหลอมโอสถกันต่อไป
โอสถอิ่มทิพย์คือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีโอสถพื้นฐานอย่างโอสถห้ามเลือดและโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณที่ต้องเตรียมเผื่อเอาไว้ให้พร้อม หากเสบียงร่อยหรอลงเมื่อไหร่ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเร็วในการล่าสัตว์อสูรของพวกสายกระบี่และสายโล่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ตอนเดินทางเก็บหญ้าห้ามเลือดมาได้นิดหน่อย เอามาทำโอสถห้ามเลือดได้พอดี"
ฉี่หนานเฟิงก้มหน้าก้มตาจัดการคัดแยกสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่งมันให้กับอวี๋โย่วโย่ว
เด็กสาวรับคำสั้นๆ นางรวบรวมสมาธิจดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังวิญญาณให้ไหลเวียนเข้าไปในเตาหลอม ค่อยๆ สกัดกั้นและหลอมรวมตัวยาเหล่านั้นให้กลายเป็นเม็ดโอสถอย่างใจเย็น
แม้ฝีมือการหลอมโอสถของฉี่หนานเฟิงจะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่นัก แต่ทักษะการค้นหาและจัดการวัตถุดิบของเขากลับยอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่ง เขาหันไปส่งสมุนไพรอีกชนิดให้กับซูอี้จื้อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
"ดอกหนิงเสินกับใบเทียนหนานซิงที่อยากได้ เอ้า รับไป"
หลังจากทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นจู้จี ความเร็วในการหลอมโอสถของซูอี้จื้อก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากที่เมื่อก่อนหลอมได้แค่สองเตาก็สูบพลังวิญญาณไปจนหมดเกลี้ยง มาตอนนี้ต่อให้หลอมติดกันถึงห้าเตา เขาก็ยังรู้สึกว่ามีพลังเหลือเฟือ
แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขากลับอดสงสัยไม่ได้จนต้องหันไปมองอวี๋โย่วโย่ว
"เจ้าเพิ่งจะอยู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นกลางไม่ใช่รึ ทำไมหลอมติดกันห้าเตาแล้วยังไหวอยู่อีกเล่า"
"ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสูงสุดต่างหาก"
อวี๋โย่วโย่วแก้ความเข้าใจผิดของอีกฝ่ายโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่น้อย
พลังวิญญาณภายในป่าหมื่นบรรพกาลนั้นหนาแน่นกว่าโลกภายนอกหลายเท่านัก หากเปรียบเทียบว่าตอนที่นางอยู่บนยอดเขาสายในของสำนักตานติ่ง การดูดซับพลังแต่ละครั้งคือการกินข้าวอิ่มกระเพาะ พอมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนโดนคนจับกรอกข้าวเข้าปาก ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ามากเท่าไหร่ ปริมาณข้าวที่ถูกยัดทะลักเข้าปากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
การจะเลื่อนระดับจากขั้นจู้จีไปสู่ระดับจินตันนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสั่งสมพลังวิญญาณจำนวนมหาศาล ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ถึงสัจธรรมบางอย่าง แต่การข้ามขั้นจากระดับเลี่ยนชี่ไปสู่ขั้นจู้จีกลับไม่มีกำแพงที่ว่านั้นขวางกั้น ขอเพียงร่างกายดูดซับพลังวิญญาณได้มากพอก็สามารถทะลวงผ่านไปได้ทันที
อวี๋โย่วโย่วเองก็นึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เส้นชีพจรวิญญาณที่ดูตีบตันและไร้ประโยชน์ของนาง กลับสูบกลืนพลังวิญญาณรอบตัวได้อย่างดุดันบ้าคลั่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
ซูอี้จื้อยกมือขึ้นเกาหัว แม้จะยอมรับความจริงเรื่องที่ระดับพลังของอีกฝ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องที่ทำให้เขาคิดไม่ตกอยู่ดี
"หนานเฟิงก็อยู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสูงสุดเหมือนกันนะ แต่หมอนั่นหลอมได้แค่สองเตาก็หมดสภาพแล้ว"
"ก็เพราะว่าตอนที่หลอมโอสถ ข้าไม่ปล่อยให้พลังวิญญาณรั่วไหลไปสูญเปล่าเลยแม้แต่นิดเดียว"
อวี๋โย่วโย่วนั่งขัดสมาธิด้วยท่าทีเกียจคร้าน แต่นิ้วเรียวเล็กทั้งสิบกลับขยับควบคุมพลังวิญญาณให้แยกแยะสกัดตัวยาในเตาหลอมอย่างว่องไว และในเสี้ยววินาทีที่สรรพคุณของตัวยาผสานเข้าด้วยกันจนสมบูรณ์แบบ นางก็รั้งพลังวิญญาณทั้งหมดกลับคืนมาทันที
เด็กสาวเปิดฝาเตาหลอมออก ก่อนจะหยิบเอาก้อนยาที่ดูบูดเบี้ยวแต่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเม็ดโอสถออกมา
"ก่อนหน้านี้ก็บอกพวกเจ้าไปแล้ว โอสถมีไว้กินไม่ได้มีไว้ดูเล่น"
ซูอี้จื้อก้มมองเม็ดโอสถในมือตัวเอง เขามักจะเผลอใช้พลังวิญญาณที่เหลืออยู่ไปกับการขัดเกลาเม็ดโอสถให้กลมเกลี้ยงเงางามตามความเคยชินเสมอ
"...ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
คราวนี้ซูอี้จื้อยอมรับอย่างหมดข้อกังขา
ความจริงแล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อวี๋โย่วโย่วไม่ได้บอกออกไปตรงๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายมากเกินไป
ช่วงที่ผ่านมา นางไม่เคยละทิ้งเคล็ดวิชาที่ผู้อาวุโสหม่าถ่ายทอดให้เลยแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่กำลังจัดการทำลายซากสัตว์อสูร ตอนเดินทาง หรือแม้กระทั่งตอนเข้าเวรเฝ้ายาม นางมักจะฝึกฝนการใช้พลังวิญญาณเพื่อหลอมสกัดสิ่งของรอบตัวอยู่เสมอ
ผลจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ทำให้ความสามารถในการควบคุมพลังวิญญาณของนางก้าวล้ำหน้าซูอี้จื้อไปไกลโข ดังนั้นเวลาที่นางลงมือสกัดสมุนไพร นางจึงเลือกที่จะส่งพลังเจาะจงไปยังจุดอ่อนของตัวยา เพื่อบีบให้มันแตกตัวออกมาเองโดยที่ไม่ต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปโดยเปล่าประโยชน์เลยสักนิด
เรื่องนี้นางก็เคยพยายามอธิบายให้ทั้งสองคนฟังไปแล้ว น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เอาเสียเลย ต่อให้ลองพยายามสักกี่ครั้งก็ยังหาจุดอ่อนที่นางบอกไม่เจอเสียที สุดท้ายจึงทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย
"โอสถอิ่มทิพย์ยังเหลือพอกินได้อีกหกวัน โอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณแบ่งได้คนละเม็ด ส่วนโอสถห้ามเลือดมีทั้งหมดหกเม็ด"
ซูอี้จื้อเอ่ยรายงานด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย
"ข้าดันหลอมพังไปเตานึง ไม่อย่างนั้นคงได้มาตั้งเก้าเม็ดแล้ว"
เขาแค่พยายามจะทำตามที่อวี๋โย่วโย่วสอน คือการรั้งพลังวิญญาณกลับมาทันทีที่สรรพคุณยาเริ่มผสานเข้าด้วยกัน แต่ดันรีบดึงพลังกลับเร็วเกินไปหน่อย ก็เลยทำให้สมุนไพรพวกนั้นต้องเสียเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย
"ไม่เป็นไรหรอก รัศมีร้อยลี้แถวนี้มีพลังวิญญาณธาตุไม้ไหลเวียนพลุ่งพล่านมาก น่าจะมีสมุนไพรวิญญาณขึ้นอยู่เยอะเชียว"
ฉี่หนานเฟิงแผ่พลังวิญญาณออกไปสำรวจรอบๆ ก่อนจะประเมินสถานการณ์
"ถ้าโชคดีหน่อย พวกเราคงไม่ได้แค่ล่าสัตว์อสูรแถวนี้ได้เยอะหรอก แต่อาจจะเก็บเกี่ยวเสบียงตุนไว้ใช้ได้เป็นครึ่งค่อนเดือนทีเดียว"
เมื่อจัดการเก็บเม็ดโอสถที่เพิ่งหลอมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็รีบมุดตัวปีนขึ้นมาจากหลุมใต้ดินอย่างคล่องแคล่วว่องไว
แต่พอโผล่หัวขึ้นมาด้านบนได้ไม่ทันไร เจียงยวนก็ขี่กระบี่เหาะลงมาแตะพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสีหน้าที่ดูมืดครึ้มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ตรงกันข้ามกับขวงล่างเซิงที่เพิ่งวิ่งกลับมาถึงพร้อมกัน อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจสุดขีด เขารีบโพล่งขึ้นมาก่อนที่พวกอวี๋โย่วโย่วจะได้อ้าปากถามเสียอีก
"พวกเราเจอสัตว์อสูรระดับจินตันเข้าตัวนึงเชียว!"
อวี๋โย่วโย่วถึงกับพูดไม่ออก
เจอตัวอันตรายระดับนั้นป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ แล้วเจ้ายังจะมาทำหน้าระรื่นอยู่อีกรึ!
"ตอนที่ล้มปลาดุกยักษ์ที่เป็นแค่สัตว์อสูรครึ่งก้าวระดับจินตัน แต้มที่เราได้มาก็ถือว่ายังไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าพวกเราจัดการสัตว์อสูรระดับจินตันตัวนี้ได้เมื่อไหร่ แต้มที่ได้ก็เท่ากับล่าสัตว์อสูรระดับจู้จีได้ตั้งร้อยตัวเลยเชียว!"
คราวนี้สมองของขวงล่างเซิงกลับทำงานได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เจียงยวนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะสาดน้ำเย็นเข้าใส่ความฝันเฟื่องของอีกฝ่ายอย่างไม่ออมชอม
"ครั้งก่อนเป็นแค่ปลาอสูรระดับครึ่งก้าว พวกเรากว่ายี่สิบคนยังต้องรุมกินโต๊ะมันอยู่นานตั้งค่อนวัน แล้วนี่มันสัตว์อสูรระดับจินตันของจริง เจ้าคิดว่าพวกเราจะมีปัญญาไปจัดการมันได้งั้นรึ"
ขวงล่างเซิงยังคงยืนกรานด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม
"แต่พวกแดนเหนือก็ใช้โอสถพิษฆ่าสัตว์อสูรระดับจินตันได้ตั้งหลายตัวทุกปี พวกแดนใต้ปีที่แล้วก็ยังระเบิดตายไปตั้งสามตัว พวกเราเองก็ควรจะจัดการให้ได้สักตัวเหมือนกันไม่ใช่รึ"
"พวกเราไม่มีโอสถพิษ แล้วก็ไม่มียันต์โจมตีแบบพวกแดนใต้ด้วย"
เจียงยวนสวนกลับด้วยใบหน้าเรียบตึงไร้อารมณ์
ตัดภาพมาที่นอกสนามประลอง
หลังจากใช้เวลาไปอย่างเนิ่นนานถึงสองวันสองคืนเต็ม ในที่สุดสำนักเสวียนหูก็หลอมโอสถพิษสีม่วงออกมาได้สำเร็จ พวกเขาร่วมมือกับผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักว่านฝ่า ค่อยๆ โจมตีตอดเล็กตอดน้อยจนสามารถล้มสัตว์อสูรระดับจินตันลงได้ในที่สุด
ซากศพอันใหญ่โตมโหฬารของสัตว์อสูรร้ายล้มตึงลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลำตัวที่หนักอึ้งของมันทับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังจนหักโค่นลงมาเป็นแถบๆ
ซูเฟยไป๋ค่อยๆ ยืดตัวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาเรียวยาวของเขาฉายแววเย่อหยิ่งจองหองพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก
เขาเช็ดคราบสกปรกบนมือออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันไปทางหินบันทึกภาพพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นมา
เป็นสัญลักษณ์ของการชูนิ้วบอกว่า 'ที่หนึ่ง'
"ฮ่าๆๆ!"
ผู้อาวุโสแดนเหนือหัวเราะร่วนออกมาอย่างเบิกบานใจเป็นที่สุด เขาสะบัดชายเสื้อคลุมขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง ก่อนจะจงใจเปล่งเสียงให้ดังกังวานกว่าเดิม
"สมแล้วที่เป็นยอดมังกรในหมู่มนุษย์แห่งแดนเหนือของข้า ใช้เวลาแค่แปปเดียวก็จัดการสัตว์อสูรระดับจินตันตัวแรกได้แล้ว"
[จบบท]