บทที่ 99 : บทสรุปของการหลอมโอสถ
ร่างของคนทั้งสามนั่งสงบนิ่งราวกับนักบวชที่เข้าสู่ภวังค์ ภายในโพรงปากของแต่ละคนอมโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณเม็ดสุดท้ายเอาไว้
แสงสว่างสลัวจากพลังวิญญาณภายในเตาหลอมที่ส่องประกายสะท้อนออกมาเป็นสีเขียวอ่อนสลับกับสีแดงทอง สาดส่องกระทบใบหน้าที่ยังคงหลงเหลือเค้าความเยาว์วัยให้เห็นเป็นเงาวูบวาบ
บรรดาศิษย์จากแดนตะวันออกที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังหลอมโอสถชนิดใดอยู่ ทว่ายามที่ก้าวเท้าเข้าออกโพรงถ้ำใต้ดิน ทุกคนต่างพร้อมใจกันระมัดระวังฝีเท้าให้เงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
การหลอมโอสถครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึงห้าวันเต็ม
"อ้าว ฝนตกหรือ"
ขวงล่างเซิงที่เพิ่งกลับจากการนำกลุ่มย่อยออกล่าสัตว์อสูรยกมือขึ้นลูบหน้า ถึงได้รู้ว่าหยดน้ำเย็นเฉียบที่เปียกชุ่มอยู่นี้คือหยาดฝน ไม่ใช่เลือดของสัตว์อสูรที่เขาคุ้นชินมาตลอดหลายวัน
หมู่เมฆสีครึ้มลอยก่อตัวทับซ้อนกันเป็นชั้นหนาบนท้องฟ้า บดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดจนมืดมิด บรรยากาศยามเที่ยงวันกลับดูมืดครึ้มราวกับเป็นช่วงพลบค่ำ
แสงกระบี่สว่างวาบหลายสายตัดผ่านความมืดมิด ชายเสื้อที่บัดนี้ไม่หลงเหลือเค้าความขาวสะอาดสะบัดพริ้ว ก่อนที่ร่างของคนกลุ่มหนึ่งจะร่อนลงมายืนอยู่ตรงหน้าของขวงล่างเซิงพร้อมกับหยาดฝน
ผู้ที่ยืนนำหน้าสุดคือเจียงยวน บริเวณหน้าอกเสื้อของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือดสีคล้ำของสัตว์อสูรที่สาดกระเซ็นใส่ ดูราวกับดอกเหมยสีแดงเข้มที่บานสะพรั่ง การไล่ล่าสังหารอย่างหนักหน่วงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้กลิ่นอายรอบตัวของเขาดูเย็นชาและดุดันขึ้นมาก
"ทางตะวันออกจัดการเรียบร้อยแล้ว"
อวี๋ฉางอันที่เพิ่งกลับมาพร้อมกับขวงล่างเซิงกำลังเช็ดคราบเลือดบนกระบี่ พอได้ยินดังนั้นก็รายงานเสริม
"ทางตะวันตกก็จัดการสัตว์อสูรหมดแล้วเหมือนกัน"
พอพูดจบเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตั้งข้อสังเกต
"ถ้าอย่างนั้น ในรัศมีหลายร้อยลี้แถวนี้ก็เหลือแค่สัตว์อสูรระดับจินตันตัวนั้นแล้วหรือ?"
สัตว์อสูรระดับจินตันมักจะมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขามแผ่ออกมาข่มขวัญศัตรูอยู่เสมอ พวกมันมักจะยึดครองอาณาเขตขนาดใหญ่เอาไว้เป็นของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ผู้บำเพ็ญเพียรจากแดนตะวันออกต่างก็พยายามหลบเลี่ยงเส้นทางของมันเพื่อไปจัดการกับสัตว์อสูรตัวอื่นก่อน แต่ตอนนี้เป้าหมายที่เหลืออยู่มีเพียงแค่มันตัวเดียวเท่านั้น
พอพูดถึงสัตว์อสูรระดับจินตัน แม้แต่เจียงยวนเองก็ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆ
ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ควรมีจิตใจที่มุ่งมั่นและไร้ความหวาดกลัวดั่งเช่นกระบี่ในมือ แต่การที่พวกเขามีโอกาสลงมือทว่ากลับเลือกที่จะเดินหนี ย่อมส่งผลให้เกิดรอยด่างพร้อยในใจขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ว่า...
เจียงยวนลอบมองอวี๋ฉางอันด้วยสายตาที่ซับซ้อน หากเขาปล่อยให้บุตรชายสุดที่รักของท่านอาจารย์ต้องได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับสัตว์อสูร ต่อให้ท่านอาจารย์จะไม่ถือสาหาความ แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีหน้ากลับไปสู้หน้าผู้คนในสำนักได้อีก
อวี๋ฉางอันคลุกคลีอยู่กับศิษย์พี่ของตนมานาน ย่อมเดาความคิดในใจของอีกฝ่ายออก
เขาเองก็รู้สึกจนใจ แต่ด้วยความที่มีคนอยู่ตรงนี้เยอะจึงไม่สะดวกที่จะพูดอะไรออกมาตรงๆ สุดท้ายจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาที่พบกันครึ่งทาง
"เอาอย่างนี้ไหม พวกเรามาโหวตกัน ใครเห็นด้วยที่จะไปล้อมปราบสัตว์อสูรก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว จะได้รู้กันไปเลยว่าจะเดินหน้าต่อหรือถอยหลังกลับ"
ทว่าผลลัพธ์กลับผิดคาด ดูเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรจากแดนตะวันออกล้วนเป็นพวกทะเยอทะยานกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายกระบี่หรือศิษย์สายโล่ ยกเว้นเจียงยวนแล้ว ทุกคนต่างก็ก้าวเท้าออกไปข้างหน้ากันหมด
ขวงล่างเซิงถึงกับทำท่าทางเกินจริงด้วยการก้าวพรวดออกไปถึงสามก้าว จนแทบจะตกลงไปในลำธารริมภูเขาอยู่แล้ว
เจียงยวนมองดูใบหน้าท้าทายของเหล่าศิษย์สายโล่ที่เหมือนกำลังเยาะเย้ยว่ากลัวหรืออย่างไร เขาก็ได้แต่ทำหน้าตาย แล้วยอมก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ขวงล่างเซิงเริ่มนับจำนวนคน
"หนึ่ง สอง สาม...เดี๋ยวก่อน พวกเราลืมไปสามคนรึเปล่า"
"ศิษย์น้องอวี๋กับพวกยังไม่ได้โหวตเลยนี่ ศิษย์สายโอสถต่อสู้ไม่เก่ง คงไม่อยากไปยุ่งกับสัตว์อสูรระดับจินตันตัวนั้นหรอกมั้ง"
"ลุย ทำไมจะไม่ลุยเล่า"
น้ำเสียงแหบพร่าลอยแว่วมาจากทางโพรงถ้ำใต้ดิน ร่างผอมโซสามร่างกำลังตะเกียกตะกายปีนขึ้นมาอย่างยากลำบาก สภาพของแต่ละคนล้วนผมเผ้ายุ่งเหยิงเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ใบหน้าซูบซีดไร้สีเลือดราวกับซากศพก็ไม่ปาน
ขวงล่างเซิงสะดุ้งตกใจ รีบวิ่งเข้าไปพยุงร่างที่ดูราวกับคนตายเหล่านั้นเอาไว้
"ศิษย์น้องอวี๋ พวกเจ้าไปโดนอะไรมา"
"ไม่เป็นไร แค่ถูกสูบพลังจนเกลี้ยงแล้วน่ะ"
อวี๋โย่วโย่วทิ้งตัวนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ปล่อยให้หยาดฝนร่วงหล่นลงมากระทบใบหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกาย
เจียงยวนได้ยินคำพูดนั้นก็หันไปมองนางสลับกับฉี่หนานเฟิงและซูอี้จื้อด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
เป็นศิษย์พี่หญิงจางที่ตั้งสติได้ก่อน นางรีบพุ่งเข้าไปจับชีพจรของอวี๋โย่วโย่ว ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"พลังวิญญาณแห้งเหือด ถูกสูบจนหมดจริงๆ ด้วย"
ส่วนฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อที่นอนอยู่ข้างๆ นั้นสลบเหมือดไปตั้งนานแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังอดสงสัยไม่ได้
"ช่วงหลายวันมานี้พวกเจ้ามัวแต่หลอมโอสถอะไรกัน ถึงได้ใช้เวลายาวนานตั้งห้าวัน"
อาการปวดหัวของอวี๋โย่วโย่วรุนแรงจนรู้สึกเหมือนศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทุกเมื่อ
การสกัดและหลอมสมุนไพรวิญญาณระดับสี่ต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปอย่างมหาศาล ซูอี้จื้อกับฉี่หนานเฟิงฝืนทนจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการควบแน่นโอสถก่อนจะหมดสติไป มีเพียงพลังวิญญาณสายเล็กๆ สองสายของพวกเขาที่ยังคงตกค้างอยู่ เพื่อช่วยประคองพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายของอวี๋โย่วโย่วในการหลอมโอสถ
ทั้งสามคนผลาญพลังวิญญาณจนหมดเกลี้ยง ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่สามารถทำให้โอสถก่อตัวเป็นเม็ดได้สำเร็จ
อวี๋โย่วโย่วยื่นมืออันสั่นเทาไปล้วงกล่องไม้บรรจุโอสถออกมา นางเหนื่อยล้าเกินกว่าจะอธิบายอะไรให้ยืดยาว พอฝากฝังไปแค่ประโยคเดียวก็สลบเหมือดล้มพับไปทันที
"เก็บไว้ให้ดี"
ร่างของศิษย์สายโอสถทั้งสามนอนระเกะระกะกองรวมกันอยู่บนพื้น
ศิษย์พี่หญิงจางเข้าใจดีว่านี่คือผลงานที่ศิษย์สายโอสถทั้งสามคนยอมแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก แม้นางจะไม่รู้ว่ามันคือโอสถวิเศษชนิดใด แต่นางก็ยังรับมันมาประคองไว้ในมืออย่างระมัดระวัง
ด้วยความที่คิดว่าผลงานชิ้นเอกที่ศิษย์สายโอสถทั้งสามทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมาจะต้องเป็นของล้ำค่าที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนภายนอกได้อย่างแน่นอน ศิษย์พี่หญิงจางจึงตั้งใจสั่งให้ขวงล่างเซิงนำหินบันทึกภาพมาซูมให้เห็นกันแบบชัดๆ
กล่องไม้ถูกเปิดออก
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้อง ภาพที่ปรากฏขึ้นมากลับเป็นก้อนสีดำๆ รูปร่างบิดเบี้ยวดูไม่ออกว่าเป็นอะไร อัดแน่นอยู่เต็มกล่องโอสถไปหมด
ศิษย์พี่หญิงจางสูดลมหายใจเข้าลึก รีบปิดกล่องไม้อย่างรวดเร็ว
แย่แล้ว นี่นางทำให้แดนตะวันออกต้องขายหน้าหรือเปล่า!
ทว่าผู้ชมที่อยู่ด้านนอกลานประลองไม่ได้ตาบอด พวกเขาทุกคนต่างก็มองเห็นก้อนประหลาดสีดำที่โผล่มาแวบหนึ่งนั้นอย่างชัดเจน
แม้แต่ผู้อาวุโสเหมยที่เป็นคนนอกวงการโอสถก็ยังดูออกว่า ของที่อยู่ในกล่องไม้นั้นไม่มีทางเรียกว่าโอสถวิเศษได้อย่างแน่นอน
แววตาของนางเผยความรู้สึกเสียดายออกมา
"สุดท้ายก็ล้มเหลวสินะ"
เมื่อผู้อาวุโสสำนักหุบเขาโอสถวิญญาณและผู้อาวุโสสำนักฮุยชุนเห็นของในกล่องชัดเจนแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าคิดเอาไว้ไม่มีผิด
ผู้อาวุโสสำนักหุบเขาโอสถวิญญาณแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"เสียดายสมุนไพรชั้นดีจริงๆ"
ส่วนผู้อาวุโสสำนักฮุยชุนก็ส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ
"เพราะดอกโยวหลานเป็นของหายาก ต่อให้เป็นข้าก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ลงมือหลอมมันด้วยตัวเองเลย แต่ข้าเคยมีวาสนาได้เห็นโอสถซวีหลิงของจริงมาแล้ว เม็ดโอสถจะมีประกายแสงสีน้ำเงินเข้มส่องสว่างออกมาจางๆ คล้ายกับดวงดาวในยามค่ำคืน ถึงได้มีชื่อเรียกว่าโอสถซวีหลิง เด็กสามคนนี้มีความกล้าหาญมาก แต่ก็น่าเสียดาย ของชิ้นนั้นมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นของที่หลอมพลาด"
เมื่อผู้อาวุโสสำนักเสวียนหูจากแดนเหนือได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งแค่นเสียงหัวเราะเยาะพร้อมกับจงใจพูดเสียงดัง ราวกับตั้งใจจะให้ผู้อาวุโสหนิวและผู้อาวุโสหม่าได้ยิน
"พวกท่านก็รู้ใช่ไหมว่า เมื่อห้าวันก่อน ซูเฟยไป๋ ศิษย์สำนักเสวียนหูของเราสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับจินตันตัวนั้นได้สำเร็จ อาศัยแค่โอสถสะกดวิญญาณระดับสามที่เขาเป็นคนหลอมขึ้นมากับมือ การใช้พลังระดับจู้จีหลอมโอสถระดับสามได้สำเร็จ ทั่วทั้งงานประลองนี้คงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้!"
[จบบท]