บทที่ 18 : วิหคปีศาจ
ความรู้เรื่องวงการผู้ฝึกตนของลู่หยางนั้นเรียกได้ว่างูๆ ปลาๆ ก่อนเข้าสำนักเวิ่นเต้า เขาอาศัยจำขี้ปากจากนักเล่านิทานชรามาประติดประต่อเอาเอง ทว่าหลังจากก้าวเข้าสู่สำนักเวิ่นเต้าได้หนึ่งปีเต็ม คลังความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ถึงอย่างนั้น ในบรรดาตำรากองโตที่เขาพลิกอ่านจนตาแฉะ กลับไม่มีเล่มไหนเลยที่เขียนบอกเอาไว้ว่าวิธีลงจากเรือเหาะต้องทำอย่างไร
ซึ่งก็แน่ล่ะ...ใครที่ไหนจะอุตริเขียนเรื่องพรรค์นี้เอาไว้ในตำรากัน!
หากเทียบกันในเรื่องความรู้รอบตัวหรือการใช้ชีวิตประจำวันในโลกผู้ฝึกตนแล้ว ลู่หยางยังถือว่าห่างชั้นจากเถาเยาเย่าอยู่หลายขุมนัก เพราะรายนั้นเติบโตมาในตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรตั้งแต่ลืมตาดูโลก จึงซึมซับเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้
สำหรับพาหนะลำยักษ์ที่เรียกว่าเรือเหาะนั้น สิ่งที่เขารู้มีเพียงแค่ว่ามันเป็นหนึ่งในกิจการของหอการค้าเหรียญทองร่วงหล่น ส่วนวิธีลงจากเรือก็คือการกระโดดลงไปตรงๆ เท่านั้น แต่ไอ้การกระโดดที่ว่ามันต้องทำท่าไหนหรือมีเคล็ดลับอะไร เขากลับมืดแปดด้าน แม้ว่าเรือเหาะแต่ละลำจะทำรายได้มหาศาลให้กับหอการค้าในแต่ละปี แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เศษเงินหยิบมือเดียวเท่านั้นหากเทียบกับความมั่งคั่งทั้งหมดที่หอการค้าแห่งนี้ครอบครองอยู่
หอการค้าเหรียญทองร่วงหล่นคือหอการค้าที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในแดนส่วนกลาง เบื้องหลังของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความลึกลับที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง ภายในคลังสินค้าของพวกเขาเต็มไปด้วยของวิเศษและของล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ว่ากันว่าขอเพียงแค่คุณมีหินวิญญาณมากพอ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุจากดินแดนพุทธ กระดูกศักดิ์สิทธิ์จากแดนปีศาจ หรือแม้แต่มรรคผลของเทพเซียนที่เคยได้ยินแต่ในตำนานปรัมปรา หอการค้าแห่งนี้ก็สามารถหามาประเคนให้คุณได้ทั้งสิ้น
หากใครหน้ามืดตามัวกล้าเบี้ยวหนี้หอการค้าแห่งนี้ หรือแม้แต่คิดสั้นอยากจะลองดีเข้าไปขโมยของล้ำค่าที่อยู่ข้างใน จุดจบของคนเหล่านั้นก็มีเพียงทางเดียว ยอดฝีมือระดับสูงหลายต่อหลายคนที่เคยคิดลองดีและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย คือเครื่องเตือนใจชั้นดีที่ทำให้ผู้คนในวงการผู้ฝึกตนต่างขยาดและไม่กล้าล่วงเกินหอการค้าแห่งนี้
มีตำนานเล่าขานถึงยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นถึงราชันโจร เขาผู้นี้เชี่ยวชาญวิชามิติอย่างถ่องแท้ การฉกฉวยของวิเศษจากแหวนมิติของคนอื่นนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ สำหรับเขาแล้ว ระยะทางไม่ต่างอะไรกับตัวเลขที่ไร้ความหมาย เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว เขาก็สามารถข้ามผ่านภูเขาและแม่น้ำนับหมื่นลี้ เดินทางจากสุดขอบทิศตะวันตกของแดนส่วนกลางไปโผล่ยังดินแดนเหมันต์ทางเหนือได้อย่างหน้าตาเฉย
วีรกรรมที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือการที่เขากล้าล้วงคองูเห่า ขโมยของวิเศษจากยอดฝีมือขั้นก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์มาแล้ว แม้ว่าในวงการตีนแมวจะมีกฎเหล็กที่รู้กันดีว่าห้ามไปแตะต้องทรัพย์สินของหอการค้าเหรียญทองร่วงหล่นเด็ดขาดก็ตาม
ในช่วงแรก ราชันโจรผู้นี้ก็ยังคงทำตามกฎเหล็กอย่างเคร่งครัด เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปข้องแวะกับหอการค้าแห่งนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อเสียงของเขาก็ยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ยอดฝีมือที่ถูกเขาลูบคมต่างรวมหัวกันออกตามล่า แต่กลับไม่มีใครตามจับเขาได้เลยแม้แต่เงา ความลำพองใจเริ่มเข้าครอบงำ เขาเริ่มมองว่าพวกยอดฝีมือที่ใครๆ ต่างหวาดกลัวนั้นก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหนา ในเมื่อฝีมือของเขาก้าวข้ามปรมาจารย์โจรในอดีตไปไกลแล้ว ทำไมเขาจะต้องมานั่งทนอุดอู้ทำตามกฎโบราณคร่ำครึพวกนั้นด้วย
ด้วยความผยอง ราชันโจรจึงประกาศกร้าวต่อหน้าสาธารณชนว่า คืนนี้เขาจะบุกเข้าไปขโมยสมบัติชิ้นเอกของหอการค้าเหรียญทองร่วงหล่นให้จงได้ ผู้คนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเขาจะใช้วิชามิติขั้นสูงขโมยของออกมาอย่างเงียบเชียบ บ้างก็เดาว่าจะเกิดการต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือนดินระหว่างเขากับยอดฝีมือที่คอยคุ้มกันหอการค้า ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับอยู่เหนือความคาดหมาย คืนนั้นทุกอย่างเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้เห็นเงาของราชันโจรผู้นี้อีกเลย เขาหายสาบสูญไปราวกับอากาศธาตุ
ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจของลู่หยางเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น เมื่อสัญญาณเตือนให้เตรียมตัวลงจากเรือดังขึ้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็พากันเลิกสนใจเขา ทุกคนต่างงัดเอาร่มกระดาษของตัวเองออกมากาง ก่อนจะกระโดดทิ้งตัวลงจากเรือเหาะทีละคน ลู่หยางและเถาเยาเย่าเองก็ขยับตัวตามไปติดๆ
ท่ามกลางท้องนภาอันกว้างใหญ่ ผู้คนที่กางร่มกระดาษกระโดดลงไปก่อนหน้านั้นดูตัวเล็กจ้อยเท่าเมล็ดงา แต่ลู่หยางกลับแตกต่างออกไป ทันทีที่เขากระตุกเชือกที่สะพายอยู่ด้านหลัง ร่มชูชีพใบใหญ่ก็กางพรึบออกเสียงดังสนั่น มันกางสยายต้านลมดึงร่างของเขาให้ลอยละล่องอยู่กลางอากาศอย่างโดดเด่นสะดุดตา
หากเป็นเวลาปกติ การต้องมาลอยเคว้งคว้างอยู่บนที่สูงลิบลิ่วขนาดนี้คงทำให้ลู่หยางเกิดอาการขาสั่นขึ้นมาบ้าง แต่ตอนนี้ในหัวของเขากลับว่างเปล่า ความรู้สึกเดียวที่สัมผัสได้คือความอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ยังโชคดีที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ ล้วนแยกย้ายไปตามทางของตน มีเพียงเขาและเถาเยาเย่าเท่านั้นที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่หมู่บ้านไท่ผิง
ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นดินของหมู่บ้านไท่ผิง หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับขับสู้พวกเขาทั้งสองคนอย่างอบอุ่น ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในวันนี้
"ท่านเซียนทั้งสอง ในที่สุดก็มาถึงจนได้ พวกท่านกระโดดลงมาจากเรือเหาะได้ดูดีมากทีเดียว"
ลู่หยางอ้าปากค้าง คล้ายอยากจะถามว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาจะมาถึงตอนไหน แต่สุดท้ายก็กลืนคำถามนั้นลงคอไป
"ข้าชื่อลู่หยาง ส่วนนี่เถาเยาเย่า พวกเราเป็นศิษย์ของสำนักเวิ่นเต้า ในใบภารกิจเขียนเรื่องวิหคปีศาจเอาไว้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่ รบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยเล่าให้พวกเราฟังแบบละเอียดๆ หน่อยเถอะ"
อันที่จริงหัวหน้าหมู่บ้านได้เตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับเอาไว้แล้ว กะว่าจะให้ดื่มกินกันสักสองสามจอก พอกรึ่มๆ ก็ค่อยมอบของดีประจำหมู่บ้านให้เป็นสินน้ำใจ ก่อนจะค่อยๆ ตะล่อมเล่าเรื่องวิหคปีศาจให้ฟัง เพราะปกติแล้วพวกผู้ฝึกตนที่ถูกส่งมาทำภารกิจก็มักจะมีธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้กันทั้งนั้น แต่พอเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของทั้งสองคน เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมอยู่ในใจ สมกับที่เป็นศิษย์จากสำนักเซียนอันดับหนึ่งจริงๆ
เถาเยาเย่าปรายตามองหัวหน้าหมู่บ้านเพียงแวบเดียวก็ประเมินระดับพลังของอีกฝ่ายออก ชายวัยกลางคนผู้นี้มีพลังอยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับปลายเท่านั้น แถมรากฐานพลังก็ดูจะไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่ ภายในเส้นลมปราณเต็มไปด้วยสิ่งเจือปนมากมาย ชาตินี้คงหมดหวังที่จะก้าวขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานได้แล้ว ถือเป็นผู้ฝึกตนระดับปลายแถวที่หาได้ทั่วไป
พอพูดถึงเรื่องวิหคปีศาจ สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านก็หมองคล้ำลงทันที เดิมทีหมู่บ้านไท่ผิงก็เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ค่อยมีคนนอกสัญจรผ่านไปมาอยู่แล้ว ยิ่งพอมีข่าวลือเรื่องวิหคปีศาจแพร่สะพัดออกไป พวกพ่อค้าเร่ที่เคยแวะเวียนมาก็พากันขยาด ไม่กล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้หมู่บ้านแห่งนี้อีกเลย เขาเคยส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากทางการในเขตชวีเหอแล้ว แต่ทางนั้นกลับอ้างว่ากำลังขาดแคลนคน ประกอบกับเห็นว่าวิหคปีศาจยังไม่ได้ทำร้ายใคร จึงผลัดผัดผ่อนไปเรื่อยๆ บอกให้รอไปก่อน ถ้าจัดการธุระเสร็จเมื่อไหร่ถึงจะส่งคนมาช่วยดูให้ แล้วไอ้การรอที่ว่าก็ปาเข้าไปยี่สิบวันเต็มๆ เข้าไปแล้ว
"เรื่องมันเกิดเมื่อประมาณยี่สิบวันก่อน ช่างตัดเสื้อเฝิงวิ่งหน้าตั้งออกมาร้องห่มร้องไห้กลางถนน บอกว่ามีปีศาจกินคนตัวเบ้อเริ่มบุกเข้าไปในบ้านของเขา แถมยังน่ากลัวมากด้วย"
"พอชาวบ้านได้ยินแบบนั้นก็ตกใจกันใหญ่ ปีศาจกินคนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หมู่บ้านไท่ผิงของเรามีผู้ฝึกตนอยู่แค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น แถมข้าที่มีพลังฝึกปรือสูงที่สุดก็ยังเป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้าน ช่างตัดเสื้อเฝิงก็เลยพาชาวบ้านแห่กันมาหาข้า"
"ก่อนจะไปปราบปีศาจ ข้าก็ต้องสืบให้แน่ใจก่อน ข้าเลยถามช่างตัดเสื้อเฝิงไปว่า ไอ้ปีศาจตัวใหญ่ที่ว่ากินคนน่ะ มันกินใครเข้าไป"
ปีศาจที่เคยลิ้มรสเนื้อคนกับปีศาจที่ไม่เคยกินคนมาก่อนนั้น มีระดับความอันตรายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาและจิตวิญญาณ หากปีศาจตนใดได้ลองลิ้มชิมรสเนื้อคนเข้าไปเพียงครั้งเดียว มันก็จะติดใจในรสชาตินั้น และจะเริ่มออกล่าคนเป็นอาหารไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่
"ช่างตัดเสื้อเฝิงบอกว่า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันกินใครไปบ้าง แต่มันพูดภาษามนุษย์ได้ มันต้องเคยกินคนมาแล้วแน่ๆ ถึงพูดได้"
ในหมู่ชาวบ้านมักจะมีข่าวลือแปลกๆ เล่าลือกันอยู่เสมอว่า หากปีศาจกินมนุษย์เข้าไป มันจะสามารถพูดภาษามนุษย์และจำแลงกายเป็นคนได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความเชื่อผิดๆ ที่บอกต่อกันมาเท่านั้น การบำเพ็ญเพียรของเผ่าปีศาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น การที่ปีศาจจะสามารถเอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ได้ มันต้องผ่านการหลอมรวมกระดูกที่ลำคอเสียก่อน ซึ่งนั่นหมายความว่าปีศาจตนนั้นจะต้องมีพลังฝึกปรืออย่างน้อยๆ ก็ในขั้นรวบรวมลมปราณระดับปลายขึ้นไป
"ช่างตัดเสื้อเฝิงเล่าว่า ปีศาจตัวนั้นมีสีสันฉูดฉาด ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นแค่เจ้านกหลงทางที่บินมาจากในป่า มันเอาแต่เกาะอยู่ข้างหลังเขาแล้วจ้องมองเขาเย็บผ้าโดยไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด แต่อยู่ๆ มันก็พูดขึ้นมา ช่างตัดเสื้อเฝิงก็เลยตกใจวิ่งเตลิดออกจากร้านมาเลย"
"พอข้าเห็นว่าช่างตัดเสื้อเฝิงคงเล่าอะไรที่มีประโยชน์ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ข้าก็เลยบอกให้พวกชาวบ้านรออยู่ห่างๆ ส่วนข้าก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ จนได้เห็นวิหคปีศาจตัวนั้น"
"วิหคปีศาจตัวนั้นมีขนสีสันสดใสเป็นประกายเงางาม รอบดวงตาของมันมีสีแดงสดเห็นได้ชัด มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่นกธรรมดาทั่วไป นกที่ไหนจะกล้ามีสีสันบาดตาขนาดนั้น"
"วิหคปีศาจตัวนั้นเอ่ยปากถามข้าว่า เจ้าเป็นใคร จางกวนเจี๋ยอยู่ที่ไหน น้ำเสียงของมันฟังดูร้อนรนมาก"
"ตอนนั้นข้าสับสนมาก จางกวนเจี๋ยเป็นแค่ผู้ฝึกตนในหมู่บ้านของเรา มีพลังอยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสามเท่านั้น เป็นแค่ผู้ฝึกตนปลายแถวแท้ๆ แล้วเขาไปเกี่ยวอะไรกับสัตว์ปีศาจได้ยังไง"
"ข้าพยายามทำตัวให้ดูผ่อนคลายที่สุด เพื่อให้มันเห็นว่าข้าไม่ได้มาร้าย แล้วก็ถามมันกลับไปว่า ไม่ทราบว่าท่านราชันปีศาจมาหาจางกวนเจี๋ยด้วยเรื่องอะไรหรือ"
"แต่วิหคปีศาจกลับไม่ยอมตอบคำถามข้า มันเอาแต่กระพือปีกบินหนีออกจากร้านตัดเสื้อไปเลย"
"นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิหคปีศาจก็เอาแต่บินโฉบไปโฉบมาทั่วหมู่บ้าน คอยจิกกินพืชผลในไร่นา แถมยังพูดจาภาษามนุษย์ได้ ถึงมันจะไม่ได้จับคนกินเป็นอาหาร แต่ชาวบ้านตาดำๆ พอเห็นปีศาจเข้า ใครบ้างจะไม่กลัว ช่วงนี้ทุกคนเลยได้แต่ใช้ชีวิตกันอย่างหวาดระแวง กลัวว่าวันดีคืนดีวิหคปีศาจมันจะคลุ้มคลั่งแล้วจับชาวบ้านกินเรียบ"
"แล้วท่านเคยประมือกับวิหคปีศาจตัวนั้นบ้างไหม พลังของมันอยู่ในระดับไหน"
ลู่หยางเอ่ยปากถามขึ้นทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านเล่าจบ
"วิหคปีศาจตัวนั้นเอาแต่บินว่อนอยู่บนฟ้าตลอดทั้งวัน แถมยังไปมาไร้ร่องรอย ตามตัวยากมาก"
หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะอธิบายต่อ
"อีกอย่าง ข้าเองก็มองระดับพลังของมันไม่ออก นั่นก็หมายความว่าอย่างน้อยๆ พลังของมันก็ต้องอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณระดับเจ็ดเท่ากับข้า ข้ากลัวว่าเดิมทีมันอาจจะไม่ได้คิดอยากทำร้ายใคร แต่ถ้าข้าผลีผลามเข้าไปสู้กับมัน อาจจะกลายเป็นไปยั่วโมโหมันเข้าก็ได้"
ลู่หยางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ การตัดสินใจของหัวหน้าหมู่บ้านในตอนนั้นถือว่ามีเหตุมีผลและรอบคอบมากทีเดียว
[จบบท]