บทที่ 20 : ตระกูลซ่าง
ความเป็นจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งมีชีวิตที่อ้าปากพูดภาษามนุษย์ได้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ปีศาจเสมอไป เพราะมันอาจจะเป็นแค่นกแก้วตัวหนึ่งเท่านั้น!
"นี่มันนกปีศาจบ้าบออะไรกัน!"
ลู่หยางโกรธจนแทบพ่นไฟ ชายหนุ่มแบฝ่ามือออกไปด้านหน้า บังเกิดแรงดึงดูดมหาศาลพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย นกแก้วเคราะห์ร้ายยังไม่ทันได้ขยับปีกหนีหรือส่งเสียงร้อง มันก็ถูกดึงพรวดเดียวเข้ามาอยู่ในกำมือของเขาอย่างง่ายดาย
อันที่จริงด้วยระดับพลังของหัวหน้าหมู่บ้านก็สามารถทำแบบนี้ได้สบายมาก เพียงแต่ก่อนหน้านี้ชายชรามัวแต่หวาดกลัว คิดไปเองว่ามันคือสัตว์ปีศาจระดับรวบรวมลมปราณหรือระดับสร้างรากฐาน ก็เลยไม่กล้าลงมือ
"สัตว์ปีศาจ! มีสัตว์ปีศาจ!"
นกแก้วในกำมือแหกปากร้องเสียงหลงไม่ยอมหยุด เถาเยาเย่าที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เมื่อเห็นต้นตอของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด หญิงสาวก็มีสีหน้าอิดโรยและปวดใจไม่ต่างจากชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
การทำภารกิจลุล่วงโดยไม่ต้องเปลืองแรงต่อสู้ถือเป็นเรื่องดี ทว่าปัญหาคือพวกเขาสูญเสียเวลาเดินทางจากสำนักเวิ่นเต้ามาไกลแสนไกล นั่งเรือเหาะรอนแรมมาตั้งสามวันเต็มเพื่อมาจับนกแก้วธรรมดาแค่ตัวเดียวนี่นะ หากต้องเขียนรายงานภารกิจส่งสำนัก ขืนมีใครรู้เข้าคงโดนหัวเราะเยาะไปจนวันตาย
ชาวบ้านในหมู่บ้านไท่ผิงแทบไม่เคยออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน จึงไม่รู้จักนกสายพันธุ์นี้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าดิบชื้นลึก ทว่าสำหรับลู่หยางกับเถาเยาเย่า เรื่องพวกนี้ถือเป็นความรู้พื้นฐานของการเป็นศิษย์สำนักเวิ่นเต้า
"สมกับเป็นท่านนักพรต ลงมือแค่นิดเดียวก็จับนกปีศาจได้แล้ว!"
หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ พอรู้ว่านกปีศาจถูกจับตัวได้แล้วก็พากันแห่มาดู พวกเขาต่างรุมล้อมชื่นชมลู่หยางกันยกใหญ่ว่ามีตบะบารมีสูงส่ง ศิษย์สำนักเวิ่นเต้าทั้งสองได้แต่ลอบถอนหายใจ ก่อนจะพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจอย่างใจเย็นว่านี่คือนกสายพันธุ์ธรรมดาทั่วไป เพียงแต่มันไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในพื้นที่ทางตอนเหนือของทวีปก็เท่านั้น
"นกแก้วตัวนี้... หรือที่พวกท่านเรียกว่านกปีศาจ มันมีความสามารถพิเศษคือชอบเลียนแบบเสียงคนพูด"
"เลียนแบบเสียงคน เลียนแบบเสียงคน"
นกแก้วที่ยังอยู่ในกำมือก็แหกปากพูดตามทันที ลู่หยางรำคาญจนทนไม่ไหวจึงเอานิ้วบีบจะงอยปากมันไว้แน่น แล้วหันไปอธิบายกับชาวบ้านต่อ
"ที่มันชี้หน้าด่าว่าจางกวนเจี๋ยเป็นปีศาจ ไม่ใช่เพราะมันรู้ความหมายหรอก แต่มันน่าจะจำมาจากตอนที่ช่างตัดเสื้อเฝิงตะโกนคำว่าปีศาจ พอดีตอนที่เจอกับจางกวนเจี๋ย มันก็แค่พูดประโยคนี้ซ้ำออกมาเท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินคำอธิบาย จางกวนเจี๋ยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ในใจนึกชื่นชมว่าสมแล้วที่เป็นถึงศิษย์สำนักเวิ่นเต้า มาถึงปุ๊บก็ช่วยล้างมลทินให้เขาได้ปั๊บ
"ส่วนประโยคที่ว่า 'เจ้าเป็นใคร จางกวนเจี๋ยอยู่ที่ไหน' ก็เหมือนกัน มันไม่เข้าใจความหมายหรอก คงไปแอบฟังมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วก็เอามาพูดซ้ำไปเรื่อยเปื่อย"
"ไอ้นกเวรนี่ ข้าจะฆ่ามัน!"
พอรู้ความจริง จางกวนเจี๋ยก็โมโหเลือดขึ้นหน้า พุ่งตัวเข้ามาหมายจะบีบคอนกแก้วให้ตายคามือ
ลู่หยางรีบยกมือขึ้นห้ามปรามอีกฝ่ายไว้ทันท่วงที
"ที่นี่อยู่ห่างจากป่าดิบชื้นตั้งครึ่งทวีป นกตัวนี้ไม่มีทางบินมาเองแน่ ต้องมีคนพามันมา"
"นอกจากพวกเศรษฐีว่างจัดที่ยอมถ่อข้ามทวีปเพื่อพานกไร้ประโยชน์พวกนี้มาเลี้ยงแก้เบื่อแล้ว ก็คงมีแค่สมาคมการค้าลั่วตี้จินเฉียนเท่านั้นที่ทำเรื่องพรรค์นี้ ที่นี่มีสมาคมนี้บ้างหรือไม่"
ชายชราส่ายหน้าปฏิเสธ
"สมาคมใหญ่โตแบบนั้นไม่มาเปิดสาขาในที่กันดารอย่างหมู่บ้านเราหรอก ต้องเข้าไปในเขตชวีเหอถึงจะมีสาขาหนึ่งตั้งอยู่ตรงย่านที่เจริญที่สุด ลูกค้าเดินเข้าออกกันไม่ขาดสาย บางทีอาจจะมีใครไปซื้อมันมาจากที่นั่น แล้วนกมันหลุดมือบินหนีมา"
ส่วนเรื่องที่นกแก้วตัวนี้จะบินหนีออกมาจากกรงของสมาคมการค้าโดยตรงนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ระบบการจัดการของที่นั่นเข้มงวดเกินกว่าจะปล่อยให้สินค้าหลุดรอดมาได้
ชายหนุ่มนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามต่อ
"นกตัวนี้วนเวียนอยู่ในหมู่บ้านไท่ผิงมาตั้งยี่สิบวันแล้ว ไม่เห็นมันบินไปไหนเลย บางทีเจ้าของอาจจะอยู่ที่นี่ก็ได้ หัวหน้าหมู่บ้านพอจะนึกออกบ้างไหม"
ชายชรายืนนิ่งใช้ความคิดอยู่นานพักใหญ่ ก่อนจะตอบออกไป
"ชาวบ้านที่นี่เขารู้เรื่องนกปีศาจกันหมดทุกคน ถ้าจะมีใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ก็คงมีแค่ตระกูลซ่างที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกนั่นแหละ"
"คนบ้านนั้นไม่ค่อยออกจากจวน ไม่สุงสิงกับใคร ได้ยินมาว่านายท่านสกุลซ่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน แต่ตอนหนุ่มๆ ไปเจอเรื่องสะเทือนใจเข้า ตบะก็เลยร่วงหล่นกู่ไม่กลับ สุดท้ายก็หมดอาลัยตายอยากในวิถีเซียน เลยหนีมาใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ที่นี่"
"ตระกูลซ่างร่ำรวยมาก เป็นถึงเศรษฐีอันดับหนึ่งของที่นี่ ถ้าจะบอกว่าพวกเขาไปกว้านซื้อนกประหลาดมาจากสมาคมการค้า ก็ดูมีเหตุผลอยู่"
"ถ้าอย่างนั้น เราลองไปถามตระกูลซ่างดู"
พื้นที่ของหมู่บ้านไท่ผิงไม่ได้กว้างขวางนัก เพียงไม่นานคนทั้งสามกับอีกหนึ่งตัวก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลซ่าง ทันทีที่เคาะประตูเรียก ก็มีชายวัยกลางคนผู้ไว้หนวดทรงเลขแปดเดินออกมาต้อนรับ ท่าทางของเขาดูภูมิฐาน สวมชุดคลุมยาวดูคล้ายบัณฑิตผู้มีความรู้
"ที่แท้ก็หัวหน้าหมู่บ้านนี่เอง ไม่ทราบว่าสองท่านนี้คือใครหรือ ข้าจะได้ไปเรียนให้นายท่านทราบ"
ลู่หยางหิ้วปีกนกแก้วเอาไว้แน่น ท่าทางของเขาตอนนี้ดูไม่ต่างจากชาวบ้านที่หิ้วไก่ตัวผู้เตรียมเอาไปเชือดเพื่อทำอาหารฉลองช่วงเทศกาล
"พวกเราบังเอิญจับนกตัวนี้ได้ พอไปถามชาวบ้านดู เขาก็บอกว่าน่าจะเป็นของตระกูลซ่าง ก็เลยแวะมาถามดู"
ชายไว้หนวดปรายตาไปเห็นเถาเยาเย่าก็ถึงกับผงะไปชั่วครู่ เขาไม่เคยพบเจอหญิงสาวที่หน้าตาสะสวยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนลงมามองนกแก้วสีเขียว ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มดีใจ
"เป็นอย่างนี้นี่เอง ขอบคุณจอมยุทธ์ทั้งสองมาก นกตัวนี้น่าจะเป็นของคุณหนูบ้านเรา ตั้งแต่มันหายไป คุณหนูก็เอาแต่ซึมเศร้า พวกบ่าวไพร่ก็พากันทำตัวไม่ถูกไปด้วย"
"ถ้าคุณหนูรู้ว่าหานกเจอแล้ว ต้องดีใจมากแน่"
หัวหน้าหมู่บ้านขยับเข้ามากระซิบข้างหูลู่หยางเสียงเบา
"เขาคือพ่อบ้านสกุลซ่าง แซ่จาง ทุกครั้งที่ข้ามาที่นี่ก็มีแต่เขาที่คอยมาเปิดประตูให้"
พ่อบ้านจางรีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้เป็นนายด้านใน เพียงชั่วจิบชา เขาก็เดินกลับมาพร้อมกับคำตอบรับ
"นายท่านเชิญทั้งสามท่านเข้าไปด้านในขอรับ"
ผู้มาเยือนทั้งสามเดินผ่านประตูกั้น ลัดเลาะผ่านลานเรือนชั้นนอก ทะลุประตูชั้นสองเข้าสู่โถงทางเดิน ก่อนจะก้าวเข้าสู่เรือนหลักเพื่อพบกับนายท่านสกุลซ่าง ชายวัยกลางคนผู้นี้มีรูปร่างอวบอ้วนสมบูรณ์ ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความหม่นหมองคล้ายไม่อยากสุงสิงกับใคร แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นหัวหน้าหมู่บ้าน สีหน้าตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง บ่งบอกว่าเขาดีใจที่ได้พบคนคุ้นเคย
"พี่ชายหวง ไม่เจอกันตั้งนานเลย"
แท้จริงแล้วหัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้มีแซ่หวงนั่นเอง
ชายสูงวัยทั้งสองประสานมือทักทายกันตามธรรมเนียม นายท่านสกุลซ่างเพ่งพินิจนกแก้วในมือลู่หยางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ
"อืม ไม่ผิดแน่ นกตัวนี้ลูกสาวข้าไปซื้อมาจากสมาคมการค้าลั่วตี้จินเฉียนในเขตเมือง ตอนนั้นข้ายังคิดเลยว่านกไร้ประโยชน์แบบนี้ทำไมสมาคมถึงตั้งราคาซะแพงหูฉี่ แต่ลูกสาวข้าอยากได้มาก ขัดใจไม่ได้ก็เลยต้องยอมควักเงินซื้อมาให้"
"พ่อบ้านจาง พาจอมยุทธ์ทั้งสองไปหาเสี่ยวหยวนที"
"ขอรับนายท่าน"
พ่อบ้านจางผายมือเชิญศิษย์สำนักเวิ่นเต้าทั้งสองอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกสาวใช้ให้นำน้ำชามาต้อนรับผู้เป็นนายและหัวหน้าหมู่บ้าน ระหว่างทางเดินไปยังเรือนพัก เถาเยาเย่าก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
"พ่อบ้านจางมาทำงานที่ตระกูลซ่างนานหรือยัง"
ชายวัยกลางคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"นายท่านช่วยชีวิตข้าไว้ตอนที่เดินทางมาเร้นกายอยู่ที่นี่ หลังจากนั้นข้าก็คอยรับใช้นายท่านมาตลอด ลองนับดูแล้วก็น่าจะยี่สิบปีได้ ตอนนั้นคุณหนูยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ"
"ถ้าอย่างนั้น คุณหนูซ่างก็คงสนิทกับท่านมากสิ"
"ไม่ปิดบังจอมยุทธ์ทั้งสอง ข้าเห็นคุณหนูมาตั้งแต่แบเบาะ ข้าเองก็ไม่มีลูกมีเมีย ก็เลยรักและเอ็นดูคุณหนูเหมือนลูกแท้ๆ พอเห็นคุณหนูเอาแต่ซึมเศร้า ข้าที่เป็นพ่อบ้านก็อดปวดใจไม่ได้"
จู่ๆ ลู่หยางก็โพล่งถามแทรกขึ้นมา
"ตอนที่นกหายไป ท่านอยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือเปล่า"
พ่อบ้านจางถอนหายใจยาว แววตาและน้ำเสียงสะท้อนความรู้สึกผิดออกมาอย่างชัดเจน
"ตอนนั้นข้าเผลอเหม่อไปนิดเดียว ก็เลยไม่ได้สังเกตว่านกบินหนีไปตอนไหน ถ้าข้าระวังให้มากกว่านี้ คุณหนูก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้ เป็นความบกพร่องของข้าเอง"
ลู่หยางเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องพัก พ่อบ้านจางก็เคาะประตูไม้สามครั้ง แล้วส่งเสียงเรียกคนด้านในด้วยจังหวะราบเรียบ
"คุณหนูขอรับ นกแก้วที่บินหนีไปตามกลับมาได้แล้ว มีจอมยุทธ์สองท่านที่เดินทางผ่านมาแถวนี้จับตัวมันมาส่งให้ถึงที่เลยขอรับ"
สิ้นเสียงรายงาน ก็มีเสียงหวานใสของสตรีดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญพวกเขาเข้ามาเถอะ"
"ขอรับคุณหนู"
ลู่หยางและเถาเยาเย่าผลักประตูบานไม้ก้าวเข้าไปในห้อง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือดรุณีแรกรุ่นกำลังเอนกายพิงขอบหน้าต่าง สายตาจับจ้องอยู่ที่ตำราในมืออย่างเงียบสงบ แสงตะวันยามเย็นสาดส่องลงมากระทบเรือนผมสีเข้ม สร้างบรรยากาศที่ดูนุ่มนวลและน่ามอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบรรดาชายหนุ่มในหมู่บ้านไท่ผิงถึงได้หลงใหลคุณหนูสกุลซ่างกันนัก
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันน่าหลงใหล ชายหนุ่มกลับเอ่ยทำลายความเงียบด้วยความหวังดีแบบซื่อตรง
"อ่านหนังสือตอนแสงสลัวแบบนี้มันเสียสายตานะ โดยเฉพาะแสงตอนพระอาทิตย์ตกดิน จุดตะเกียงหน่อยเถอะ พ่อเจ้าก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองซะหน่อย"
[จบบท]