บทที่ 4 : เอามานี่เถอะ
"ขวานของข้า!"
เมิ่งจิ่งโจวตะโกนโวยวายอยู่ในค่ายกลมายา ท่าทางร้อนรนราวกับจะกระโจนลงไปงมขวานขึ้นมาให้ได้
เหอหลิงผู้เป็นเทพารักษ์แห่งแม่น้ำค่อยๆ ลอยขึ้นมาเหนือน้ำพร้อมกับประคองขวานทั้งสามเล่มไว้ในมือ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก
"เด็กน้อยเอ๋ย เจ้า..."
ตู้ม! เสียงน้ำแตกกระจายดังสนั่น เมิ่งจิ่งโจวไม่รอให้เทพารักษ์พูดจบ เขากระโจนพรวดลงไปในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว ฟองอากาศบุ๋งๆ ลอยฟ่องขึ้นมาบนผิวน้ำ ขนาดของมันใหญ่โตยิ่งกว่าหัวของเขา
เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน! เทพารักษ์แห่งแม่น้ำถึงกับยืนอึ้ง เขาทำหน้าที่พิทักษ์ด่านทดสอบมาเนิ่นนาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องราวประหลาดเช่นนี้
ฟองอากาศที่ลอยฟุ้งค่อยๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด ผิวน้ำกลับมาเงียบสงบจนดูน่ากลัว มีเพียงพลังปราณจากร่างของเหอหลิงที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้ผิวน้ำใต้ฝ่าเท้าเกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
"ทำไมถึงเงียบไปเลย ไม่ใช่ว่าจมน้ำตายไปแล้วรึ"
เหอหลิงพึมพำกับตัวเอง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้กังวลมากนักว่าเมิ่งจิ่งโจวจะจมน้ำตายจริงๆ เพราะที่นี่คือค่ายกลมายา ไม่มีใครตายในนี้ได้
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะคิดหาเหตุผลว่าเด็กหนุ่มคนนั้นลงไปทำอะไรใต้บาดาล เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง!
ผิวน้ำเบื้องล่างเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหอหลิงขมวดคิ้วมุ่น เขามั่นใจว่าควบคุมพลังของตัวเองได้ดีเยี่ยม คลื่นพวกนี้ไม่มีทางเกิดจากพลังปราณของเขาเป็นแน่
"ต้องเป็นไอ้เด็กที่กระโดดลงไปเมื่อกี้แน่"
เทพารักษ์นึกขึ้นได้
ทันใดนั้น กระแสน้ำก็ปรากฏเส้นสายพลังงานสีทองประกายปะปนขึ้นมา ไอน้ำที่ลอยอยู่เหนือแม่น้ำแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ราวกับพลังเซียน คล้ายกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัวขึ้นใต้ก้นผืนน้ำ สิ่งลี้ลับนั้นทรงพลังเสียจนทำให้ผู้ที่สัมผัสได้ถึงกับใจสั่นระรัว
ซู่! น้ำพุสามสายพุ่งทะยานขึ้นมาจากผิวน้ำ มันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับสาดละอองน้ำสีทองจางๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ปกคลุมจนเหอหลิงมองไม่เห็นว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
สายลมลึกลับพัดผ่านมา หอบเอาละอองน้ำสีทองเหล่านั้นให้สลายไป เผยให้เห็นเงาร่างสามสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ
รูปร่างหน้าตาของพวกเขาทั้งสามล้วนเป็นเมิ่งจิ่งโจวไม่ผิดแน่ ทว่ากลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมากลับแตกต่างจากเดิมราวกับฟ้ากับเหว!
ร่างของเหอหลิงสั่นสะท้าน มันเป็นความหวาดกลัวที่เกิดจากสัญชาตญาณเบื้องลึกของจิตวิญญาณ!
เบื้องหน้าของเขาคือ เมิ่งจิ่งโจวที่เป็นเพียงคนธรรมดา เมิ่งจิ่งโจวผู้เป็นถึงยอดคนในวงการผู้ฝึกตน และ... เมิ่งจิ่งโจวในร่างเซียน!
นี่คือตรรกะพื้นฐานของค่ายกลลวงตาแห่งนี้ เมื่อมีสิ่งของธรรมดาร่วงหล่นลงไปในแม่น้ำ มันจะถูกจำลองขึ้นมาเป็นสามระดับ นั่นคือ ระดับธรรมดา ระดับวิญญาณ และระดับเซียน
"เอามานี่เถอะ"
เมิ่งจิ่งโจวทั้งสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้าขวานที่ควรจะเป็นของตัวเอง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเมิ่งจิ่งโจวในร่างเซียน เหอหลิงก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายแย่งชิงไปอย่างง่ายดาย
เมิ่งจิ่งโจวร่างเซียนคว้าขวานเบิกสวรรค์ระดับเซียนไป เมิ่งจิ่งโจวร่างยอดผู้ฝึกตนหยิบขวานเบิกภูเขาระดับวิญญาณ ส่วนเมิ่งจิ่งโจวร่างคนธรรมดาก็อาศัยจังหวะชุลมุน แกล้งทำตัวกร่างตามน้ำ แย่งเอาขวานเล่มเก่าคร่ำคร่ามาได้สำเร็จ
เมื่อขวานทั้งสามเล่มตกอยู่ในมือของเด็กหนุ่ม ค่ายกลมายาก็พังทลายลง เมิ่งจิ่งโจวผ่านด่านทดสอบได้สำเร็จ
ตามกฎของด่านนี้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบด่านที่สองจะหมดสติไปชั่วขณะ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกาย
ทางด้านเหล่าศิษย์สำนักเวิ่นเต้าที่เฝ้าจับตาดูอยู่ ต่างพากันนิ่งอึ้งเมื่อเห็นลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวผ่านด่านที่สองมาได้ด้วยวิธีการประหลาดล้ำ พวกเขามองหน้ากันโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ไหนบอกว่าเป็นคนซื่อสัตย์ยังไงเล่า!
อวิ๋นจือยืนเงียบกริบ นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกกังวลใจ นางมีลางสังหรณ์แปลกๆ ว่าหากรับเจ้าเด็กสองคนนี้เข้าสำนักเวิ่นเต้าไป ความสงบสุขของสำนักคงถึงกาลอวสานเป็นแน่
นางได้แต่หวังลึกๆ ว่าลางสังหรณ์ของตัวเองจะผิดพลาด
ทันใดนั้น เหอหลิงตัวจริงก็ปรากฏตัวขึ้น เขากำขวานทองและขวานเงินไว้ในมือแน่น พุ่งทะยานตรงดิ่งไปยังร่างของลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวด้วยท่าทีโกรธจัด
ในฐานะที่เป็นถึงจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ของสำนักเวิ่นเต้า เขาไม่เคยถูกใครฉีกหน้าหยามเกียรติถึงขั้นนี้มาก่อน
"ไม่ต้องมาห้าม! วันนี้ข้าจะสั่งสอนไอ้เด็กเหลือขอสองคนนี้ให้หลาบจำ ข้าจะหักแขนหักขามัน แล้วค่อยต่อให้ใหม่!"
บรรดาศิษย์สำนักเวิ่นเต้าเห็นท่าไม่ดี จึงรีบกรูกันเข้าไปรั้งตัวเหอหลิงที่กำลังเดือดดาลเอาไว้
"ผู้อาวุโสเหอหลิง ฟันไม่ได้ขอรับ!"
"ใจเย็นก่อนเถิดขอรับผู้อาวุโส"
"ถ้าผู้เข้าทดสอบเป็นอะไรไป แล้วเรื่องนี้แดงออกไป สำนักเวิ่นเต้าของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนขอรับ!"
ความวุ่นวายดำเนินไปจนกระทั่งไต้ปู้ฝานต้องออกโรงมาขวางหน้าเหอหลิงที่กำลังสติแตกเอาไว้
"ผู้อาวุโสเหอหลิงวางใจเถอะขอรับ ด่านทดสอบที่สามข้าเป็นคนออกแบบเองกับมือ รับรองว่าจะต้องสั่งสอนเจ้าสองคนนี้ได้อย่างสาสมแน่"
เมื่อเห็นไต้ปู้ฝานให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ เหอหลิงจึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงและยอมถอยให้ในที่สุด
อันที่จริง ด่านทดสอบที่สามซึ่งเป็นด่านสุดท้ายนั้นมีรูปแบบการทดสอบเตรียมไว้สองแผน แผนแรกเป็นของอวิ๋นจือซึ่งเน้นความนุ่มนวล ส่วนอีกแผนเป็นของไต้ปู้ฝานซึ่งค่อนข้างโหดร้ายทารุณ ทั้งสองวิธีล้วนใช้วัดความมุ่งมั่นแห่งมรรคาได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ ทุกคนได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะเลือกใช้แผนการของอวิ๋นจือ
แต่เพราะแผนของอวิ๋นจือนั้นใจดีเกินไป หากสอบไม่ผ่านก็ไม่มีบทลงโทษใดๆ ดังนั้นเพื่อดับไฟแค้นในใจของเหอหลิง พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องงัดแผนการของไต้ปู้ฝานขึ้นมาใช้แทน
อวิ๋นจือเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร นางคิดว่าปล่อยให้เจ้าเด็กตัวแสบสองคนนี้ได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน
การทดสอบด่านที่สองได้คัดคนออกไปเป็นจำนวนมาก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเย้ายวนของขวานทั้งสามเล่ม ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนพ่ายแพ้ให้กับกิเลสในใจ พวกเขาเลือกที่จะโกหกเหอหลิงว่าขวานเบิกสวรรค์และขวานเบิกภูเขาเป็นของตน
ผู้ที่ถูกคัดออกและถูกส่งตัวออกมาจากค่ายกลมายา ต่างพากันบ่นอุบว่าด่านที่สองของสำนักเวิ่นเต้านั้นโหดหินเกินไป
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดเช่นนั้นเสมอไป อย่างน้อยๆ ผู้ที่สอบผ่านก็ไม่ได้ปริปากบ่นอะไรเลยสักคำ
"ด่านที่สองก็ง่ายดี"
หม่านกู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงซื่อๆ
"แค่พูดความจริงก็พอแล้ว"
เหล่าผู้ผ่านเข้ารอบที่กำลังยืนรอการทดสอบด่านต่อไปต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาทุกคนล้วนใช้วิธีเดียวกับหม่านกู่
"อะไรนะ! ไม่ใช่ว่าเขาให้เรากระโดดลงแม่น้ำ แล้วไปแย่งขวานมาจากมือเทพารักษ์หรือ"
เมิ่งจิ่งโจวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ทำไมวิธีของคนอื่นถึงไม่เหมือนของเขา
ลู่หยางกลอกตามองบนใส่เมิ่งจิ่งโจว รู้สึกระอาในความเบาปัญญาของสหายคนนี้เต็มทน
"ถ้าเทพารักษ์ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่เป็นตัวตนที่มีอยู่จริง เจ้าทำแบบนั้นไม่เท่ากับหาเรื่องตายหรือ"
ลู่หยางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะโอ้อวดวิธีของตน
"เจ้าควรจะทำแบบข้านี่ ไปขอขวานจากเทพารักษ์มาให้หมด แล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำไปเลย ทีนี้ขวานทั้งสามเล่มก็กลายเป็นของที่พวกเราทำตกแล้ว"
เมิ่งจิ่งโจวได้ฟังก็ตบเข่าฉาด เบิกตากว้างราวกับบรรลุสัจธรรม
"เจ้านี่มันฉลาดจริงๆ"
ผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ ได้แต่มองสองคนนั้นกำลังยืนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างออกรส พวกเขาเริ่มเกิดความลังเลและสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่า หรือวิธีที่พวกตนใช้ผ่านด่านมาจะเป็นวิธีที่ผิดกัน
หม่านกู่พยักหน้าเบาๆ คล้อยตามคำพูดของลู่หยาง ชายหนุ่มร่างยักษ์จำคำสอนของบิดาได้ขึ้นใจว่า สาเหตุที่ชนเผ่าคนเถื่อนโบราณเกือบต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ก็เพราะความหยิ่งยโสโอหังและไม่ยอมเปิดรับความรู้ใหม่ๆ
ในฐานะลูกหลาน เขาจะต้องแก้ไขข้อบกพร่องนี้ให้ได้ และต้องรู้จักถ่อมตนเพื่อเรียนรู้จากผู้อื่นเสมอ หม่านกู่รู้สึกว่า ตอนนี้เขาได้พบแบบอย่างที่ดีให้ศึกษาเรียนรู้แล้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างเมามันว่าวิธีใดคือวิธีผ่านด่านที่ถูกต้องที่สุดกันแน่ อวิ๋นจือ ไต้ปู้ฝาน และบรรดาศิษย์สำนักเวิ่นเต้าก็ปรากฏตัวขึ้น
ริมฝีปากของไต้ปู้ฝานประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ เขาสะบัดมือเบาๆ ภูเขาจำลองขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทันทีที่มันสัมผัสกับสายลม ภูเขาลูกนั้นก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วสิบลมหายใจ มันก็สูงตระหง่านเสียดฟ้ากว่าร้อยจั้ง
ฝูงชนพากันร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึง วิชาจำแลงกายสิ่งของระดับนี้ ต่อให้เป็นในวงการผู้ฝึกตนด้วยกันก็ยังหาดูได้ยากยิ่ง
บนภูเขาจำลองลูกนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจีขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ดูสมจริงไม่ต่างจากภูเขาลูกใหญ่ในธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย ที่ด้านหนึ่งของภูเขามีบันไดหินทอดยาวเป็นทางเดินสูงชันมุ่งตรงสู่ยอดเขา
"ของวิเศษชิ้นนี้มีชื่อว่า ภูเขาถามใจ เป็นของวิเศษที่ข้าขอให้ผู้อาวุโสช่วยหลอมสร้างขึ้นมา บนภูเขาลูกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือคนธรรมดาก็ล้วนเท่าเทียมกันหมด"
ไต้ปู้ฝานเริ่มอธิบายกฎ
"สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือ ปีนขึ้นไปบนภูเขาถามใจลูกนี้ ยิ่งปีนขึ้นไปได้สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าจิตใจของพวกเจ้ามุ่งมั่นมากเท่านั้น"
"ขอแค่ก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่ห้าสิบได้ พวกเจ้าก็จะถือว่าผ่านด่าน"
เมื่อได้ฟังจบก็มีคนเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ถ้าเป็นเช่นนี้ หม่านกู่ก็ได้เปรียบพวกเรามากทีเดียว"
หม่านกู่นั้นเพิ่งจะอายุสิบห้าปี ทว่ากลับมีรูปร่างกำยำล่ำสันเหมือนชายหนุ่มอายุยี่สิบห้ายี่สิบหก ตัวสูงกว่าคนอื่นไปช่วงหัว การปีนเขาด้วยสรีระเช่นนี้ย่อมได้เปรียบกว่าเห็นๆ เพราะก้าวเพียงก้าวเดียวของเขาก็ยาวเท่ากับคนปกติถึงสองก้าวแล้ว
ไต้ปู้ฝานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบกลับไป
"เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไป ภูเขาถามใจจะปรับสภาพร่างกายของทุกคนให้มีพละกำลังอยู่ในระดับเดียวกันหมด"
"ต่อให้เป็นคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตน เมื่อก้าวขึ้นไปบนภูเขาของข้าแล้ว ทุกคนก็จะกลายเป็นแค่คนธรรมดา"
"แล้วมีการจำกัดเวลาหรือไม่ขอรับ"
ใครบางคนร้องถามขึ้นมาอีก
"ไม่มี"
ไต้ปู้ฝานตอบสั้นๆ
ผู้เข้าทดสอบทุกคนต่างรู้สึกดีใจ การไม่มีเวลาจำกัดก็เท่ากับว่าพวกเขาสามารถพยายามปีนขึ้นไปได้เรื่อยๆ แบบนี้แล้วจะกลัวอะไรว่าจะไม่ผ่านด่านที่สาม
หรือว่าการทดสอบด่านที่สามนี้จะเป็นแค่พิธีการให้ครบตามธรรมเนียมกัน
"แล้วพวกเราใช้ของวิเศษได้หรือไม่ขอรับ"
เด็กหนุ่มบางคนตะโกนถาม พวกเขามีของวิเศษเฉพาะตัวที่ตระกูลมอบให้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังปราณ นับเป็นไพ่ตายชั้นยอดในการทดสอบครั้งนี้
ไต้ปู้ฝานเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์คล้ายกำลังรอชมเรื่องสนุก
"ย่อมได้"
ย่อมได้... ถ้าของวิเศษพวกนั้นมันยังใช้ได้อยู่
[จบบท]