บทที่ 40 : โรงอาหาร
โจวลู่ลู่ทำหน้ามุ่ย "พี่ชอบอ่านหนังสือน่ะ ก็เลยอยากฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสี่ที่เชี่ยวชาญเรื่องวิชาสายหรู่ซิว แต่พ่อพี่น่ะสิ บังคับให้เลือกยอดเขาไป่เลี่ยนให้ได้ เอาแต่บ่นว่าผู้อาวุโสสี่อ่านหนังสือจนเพี้ยนไปแล้ว ห้ามพี่ไปเรียนด้วยเด็ดขาด"
"พ่อของพี่คือใครหรือขอรับ"
"ผู้อาวุโสห้า โจวซินไง"
ลู่หยางรีบปิดปากเงียบสนิททันที ยอดเขาไป่เลี่ยนทั้งเขาก็แทบจะเป็นของครอบครัวนางอยู่แล้ว คนเป็นพ่อก็ต้องอยากให้ลูกสาวสืบทอดวิชาของตระกูลตัวเองอยู่แล้วนี่นา
ยอดเขาหลักของยอดเขาไป่เลี่ยนเป็นภูเขาสีแดงฉานตระหง่านเสียดฟ้า มองดูคล้ายกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุเดือดจนย้อมผืนฟ้าเบื้องบนให้สว่างวาบ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะที่นี่ถูกใช้เป็นสถานที่หลอมอาวุธมาอย่างยาวนาน หรือแท้จริงแล้วสภาพภูมิประเทศเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรก
บรรยากาศรอบนอกจึงร้อนอบอ้าวและมีอุณหภูมิสูงกว่ายอดเขาอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าช่วงเวลานี้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ทว่าทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในอาณาเขตของยอดเขาไป่เลี่ยน กลับให้ความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางฤดูร้อน
ผิวหนังของลู่หยางเริ่มรู้สึกแสบคันยิบๆ คล้ายกับมีเข็มเล่มเล็กนับไม่ถ้วนกำลังพยายามชอนไชทะลวงเข้าไปในรูขุมขน ทว่าร่างกายของเขากลับตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ เคล็ดวิชาที่ฝังรากลึกถูกโคจรขึ้นมาเองโดยไม่ต้องสั่งการ ก่อกำเนิดเป็นม่านพลังบางเบาดุจปีกจักจั่นเคลือบคลุมปกป้องเรือนร่างเอาไว้ชั้นหนึ่ง
โจวลู่ลู่ที่ยืนอยู่ข้างกันหันมาอธิบายเสียงเบา "ที่น้องสัมผัสได้คือไอพลังจินอู้ บนยอดเขาไป่เลี่ยนมีการหลอมสร้างของวิเศษเยอะ ไอพลังพวกนี้ก็เลยลอยปะปนอยู่ในอากาศเต็มไปหมด แต่มันไม่ได้เป็นอันตรายกับผู้บำเพ็ญเพียรหรอกนะ อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเอง"
"แต่การตอบสนองของน้องไวมากเชียว น้อยคนนักที่จะทำได้แบบนี้"
"เคล็ดวิชาของข้ามันใช้งานได้ดีน่ะขอรับ" ลู่หยางตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม
นอกเหนือจากความร้อนระอุ ลู่หยางยังได้ยินเสียงดังก๊องแก๊งคล้ายโลหะกระทบกันดังแว่วมาแต่ไกล ในจินตนาการของเขานั้น ต้นเสียงคงมาจากศิษย์พี่สักคนที่กำลังง้างค้อนเหล็กฟาดกระหน่ำลงบนเหล็กกล้าจนประกายไฟแตกกระจายเพื่อหลอมศัตราวุธเป็นแน่
แต่เมื่อเขาทอดสายตามองตามทิศทางของเสียงไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับกลายเป็นอาคารโรงอาหารของสำนักไปเสียอย่างนั้น ลู่หยางได้แต่ลากเสียงอืมในลำคอ พยายามปรับความรู้สึกให้รับมือกับความประหลาดนี้
คิดไปคิดมา เรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่รับไม่ได้เสียทีเดียว เขาคงจะเริ่มชินชาไปเสียแล้ว
บริเวณหน้าประตูโรงอาหารคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ควันไฟลอยกรุ่นตลบอบอวล ศิษย์สำนักหลายคนเดินขวักไขว่พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ในมือของพวกเขาถือของกินสารพัดชนิดแกว่งไกวไปมา ท่วงท่าการขยับมือไม้ช่างดูคล้ายกับจอมยุทธ์ที่กำลังกวัดแกว่งดาบใหญ่หรือกระบี่คมกริบออกท่องยุทธภพผดุงความยุติธรรมไม่มีผิด
บรรยากาศที่เห็นช่างดูย้อนแย้ง มันดูคล้ายกับเหล่าศิษย์ที่เพิ่งเลิกเรียนแล้วแวะมาหาของกินประทังหิว แต่ในขณะเดียวกันก็ดูไม่ต่างจากเหล่ายอดฝีมือที่เพิ่งก้าวเท้าเดินออกจากร้านขายอาวุธชั้นยอดเลยสักนิด
"หลี่ฮ่าวหรานอยู่ที่นี่หรือเปล่าขอรับ"
ลู่หยางนึกขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มผู้ครอบครองรากปราณอัคคีอย่างหลี่ฮ่าวหรานก็ได้กราบตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสห้าเช่นเดียวกัน หากว่ากันตามหลักแล้ว ระดับการบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายก็ไม่น่าจะทิ้งห่างจากเขามากนัก ไม่รู้เลยว่าในความเป็นจริง ตอนนี้หมอนั่นฝึกฝนไปถึงขั้นไหนแล้ว
โจวลู่ลู่ส่ายหน้าเบาๆ "น้องหลี่ยังไม่ออกจากช่วงเก็บตัวเลยจ้ะ เขายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาตั้งแผงขายข้าวในโรงอาหาร พ่อบอกว่าพื้นฐานของหลี่ฮ่าวหรานแข็งแกร่งมาก ต้องจับไปแช่ในบ่อแมกมาบ่อยๆ ถึงจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้"
"พี่ได้ยินคนอื่นเล่ามานะ ว่าแรกๆ ตอนที่โดนจับโยนลงไปในแมกมา น้องหลี่ร้องโวยวายเสียงหลงเลย แต่พักหลังมานี้กลับเงียบกริบ ไม่มีเสียงโวยวายหลุดออกมาอีก สงสัยคงจะชินแล้วมั้ง"
"...พี่ว่าเขาอาจจะไม่ได้ชิน แต่เนื้อเขาสุกไปแล้วหรือเปล่าขอรับ"
"หืม?"
ลู่หยางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าการที่ตัวเขาโดนต้มในน้ำเดือดจัดจะยังไม่ใช่ชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุด ดูเหมือนว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่จะเมตตาและใจดีกับเขามากทีเดียว การที่ไม่ได้เจอหน้าหลี่ฮ่าวหรานในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงได้จับเข่าคุยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแช่น้ำร้อนกันอย่างแน่นอน
ทว่าพอเดินเข้ามาถึงโรงอาหารที่แสนจะวุ่นวาย ความกระตือรือร้นของโจวลู่ลู่เมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง นางเริ่มถอดใจแล้วก้าวเท้าถอยหลังไปสองก้าวอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะรีบพูดออกมารัวเร็วราวกับกลัวใครมาแย่งพูด
"น้องลู่ ของในโรงอาหารทั้งถูกทั้งดีแถมยังไม่มีการหลอกลวงลูกค้า น้องเดินไปหาซื้อกินเองได้เลยนะ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างของโจวลู่ลู่ก็พุ่งพรวดหายวับไปจากสายตา ลู่หยางถึงกับมองตามไม่ทันว่านางใช้วิชาอะไรหนีไป ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาว ดูท่าแล้ววันนี้เขาคงต้องพึ่งพาตัวเองเสียแล้ว
"กระดูกปลาตุ๋นน้ำแดง! กระดูกปลาทำเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ เลยจ้า! จะเอาไปเลื่อยต้นไม้หรือเอาไปฟันคนก็เป็นตัวเลือกชั้นยอด ใครเคยลองใช้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดี!"
"แป้งทอด! แป้งทอดไส้เนื้อเพิ่งขึ้นจากเตา! จะประเคนหมัดหรือเตะกระเด็นยังไงก็ไม่มีทางพัง!"
"เร่เข้ามาดูกันก่อนเลย! เส้นบะหมี่ที่แข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ของมันต้องมีสำหรับเอาไว้มัดคน มัดแล้วไม่มีทางดิ้นหลุดชัวร์ ซื้อตอนนี้แถมฟรีคู่มือสอนวิธีมัดด้วยนะ!"
สภาพของโรงอาหารในยามนี้ดูไม่ต่างอะไรกับตลาดสดในโลกมนุษย์ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างแหกปากตะโกนเรียกลูกค้าเพื่อขายอาหารของตัวเองกันอย่างไม่คิดจะออมเสียง
จุดที่แตกต่างเพียงอย่างเดียวคงเป็นระดับความหนวกหูที่มากกว่าตลาดทั่วไปหลายเท่าตัว นั่นก็เพราะบรรดาผู้ขายแต่ละคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับพลังไม่ธรรมดา พลังปอดและเสียงตะโกนจึงดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าร้อง
ลู่หยางกวาดสายตามองไปเห็นศิษย์พี่ชายคนหนึ่งกำลังยืนถือกระดูกปลาตุ๋นน้ำแดงอยู่ในมือ ซี่โครงของปลาตัวนั้นแหลมคมกริบราวกับใบมีด เพียงแค่ออกแรงตวัดเบาๆ ก็สามารถฝากบาดแผลลึกฉกรรจ์เอาไว้ได้ คล้ายกับโดนฉลามร้ายกัดกระชากกระนั้น
ศิษย์พี่ที่ขายกระดูกปลาหันมาเห็นลู่หยางก็รีบปรี่เข้ามาโฆษณาสินค้าอย่างกระตือรือร้นทันที "น้องชาย สนใจรับกระดูกปลาสักชิ้นไหม นี่เป็นอสูรปลาจากสระปี้โปเลยนะ ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่มันมีพลังถึงระดับจู้จีขั้นสูงสุดเลยเชียว"
"กระดูกที่เหลืออยู่ของมันก็เลยแข็งแกร่งมาก พี่ต้องใช้เวลาหลอมอยู่นานมากกว่าจะได้มาแค่ไม่กี่ชิ้น เวลาต้องสู้กับใครก็เอาไปใช้เป็นอาวุธได้ แต่ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็หยิบมากินได้เลยนะ"
พอพูดจบ ศิษย์พี่คนนั้นก็อ้าปากกัดกระดูกปลาลงไปเต็มแรง เสียงเคี้ยวกระดูกดังก้องกรอบแกรบอย่างชัดเจน
ลู่หยางได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายไปสรรหาวิธีอะไรมาฝึกฝนฟันในปากให้แข็งแรงได้ถึงขั้นนี้ ชายหนุ่มก้มลงมองกระดูกปลาที่ดูท่าทางจะใช้งานได้สารพัดประโยชน์ชิ้นนั้น ก่อนจะชำเลืองมองป้ายราคาที่แขวนอยู่ข้างๆ
อืม... แพงหูฉี่ ซื้อไม่ลงจริงๆ
เมื่อเห็นลู่หยางส่งยิ้มแห้งๆ เชิงขอโทษกลับไป ศิษย์พี่คนนั้นก็ไม่ได้ดึงดันจะขายต่อ เขาหมุนตัวกลับไปตะโกนเรียกลูกค้าคนอื่นแทนอย่างรวดเร็ว
ถัดไปไม่ไกล ลู่หยางก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นศิษย์พี่อีกคนใช้มือเปล่าล้วงลงไปในกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดปุดๆ ก่อนจะหยิบปาท่องโก๋ชิ้นใหญ่ขึ้นมาสะบัดน้ำมันออกอย่างหน้าตาเฉย
"น้องชาย สนใจรับปาท่องโก๋สักชิ้นไหม มีทั้งแบบสำหรับคนอยู่ขั้นจู้จี แล้วก็แบบสำหรับขั้นจินตันเลยนะ ถ้าเป็นของขั้นจู้จีก็จ่ายแค่ร้อยห้าสิบแต้มผลงานเอง"
หากนำไปเทียบราคากันแล้ว ปาท่องโก๋ชิ้นนี้ถือว่าถูกกว่าค้อนสะเทือนขุนเขาที่โชว์อยู่บนกระดานแลกของรางวัลมากทีเดียว ค้อนสะเทือนขุนเขานั้นต้องใช้แต้มผลงานถึงสองร้อยเจ็ดสิบแต้ม แต่ปาท่องโก๋ใช้แค่ร้อยห้าสิบแต้ม ราคาต่างกันเกือบเท่าตัวเลยด้วยซ้ำ
"ข้อดีของปาท่องโก๋ร้านพี่ไม่ได้มีแค่มันแข็งอย่างเดียวนะ ภายในมันยังแฝงคลื่นพลังกระแทกซ้อนทับกันถึงสามชั้นด้วย แค่ฟาดลงไปทีเดียว คลื่นพลังสามชั้นนั่นก็จะระเบิดออกพร้อมกัน อานุภาพร้ายกาจสุดๆ รับรองว่าศัตรูตั้งตัวไม่ทันแน่"
"แล้วถ้าเกิดหิวขึ้นมาก็เอามากินได้เลย พี่รับประกันว่าเก็บไว้ได้นาน ไม่มีบูดไม่มีเสียชัวร์"
เพื่อเป็นการยืนยันคำพูด ศิษย์พี่ขายปาท่องโก๋ก็งับขนมในมือโชว์ไปหนึ่งคำ คลื่นพลังกระแทกทั้งสามชั้นระเบิดออกภายในโพรงปากของเขา แต่ผลลัพธ์กลับมีเพียงแค่แก้มของอีกฝ่ายที่ป่องพองขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บหรือระคายเคืองเลยแม้แต่น้อย
"ศิษย์พี่ขอรับ ข้าเพิ่งเข้ามาใหม่ก็เลยมีเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจอยู่นิดหน่อย ปาท่องโก๋ของพวกเราเนี่ย ทำไมมันถึงเอามาเป็นทั้งอาวุธแล้วก็ของกินได้พร้อมกันล่ะขอรับ แล้วตกลงมันกัดเข้าจริงๆ ใช่ไหม"
ศิษย์พี่กวาดตามองระดับพลังของลู่หยางก็พอจะเดาออก ในเมื่ออีกฝ่ายเพิ่งบรรลุระดับจู้จี ก็คงหนีไม่พ้นที่จะเป็นศิษย์ใหม่ของปีนี้ การที่เด็กใหม่จะเกิดข้อสงสัยกับเรื่องพรรค์นี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
"มันเป็นวิธีฝึกฝน แล้วก็เอาไว้ทดสอบความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรสายกำลังกายายังไงล่ะ"
"ขึ้นชื่อว่าการฝึกกายา แน่นอนว่ามันต้องเริ่มต้นจากการหลอมรวมอวัยวะภายใน เส้นเอ็น และกระดูกให้แข็งแกร่ง ส่วนภายนอกก็ต้องฝึกฝนผิวหนังกับทวารทั้งเจ็ดไปพร้อมกัน ทำแบบนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนสายกำลังกายาอย่างแท้จริง และนอกจากที่พูดมาทั้งหมด ฟันของเราก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด"
"พี่ได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกตนสายนี้บางคน เอาแต่ทุ่มเทฝึกฝนความแข็งแกร่งของผิวหนังและกระดูกจนถึงขีดสุด พุ่งชนทีเดียวภูเขายังสะเทือนจนสั่นคลอน ถือว่าเป็นยอดฝีมือได้เลยนะ คนอื่นพอต้องมาเจอกับพวกหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้าพวกนี้ก็เลยปวดหัวกันมาก สุดท้ายก็เลยมีคนคิดหาวิธีแก้ทางขึ้นมาได้"
"วิธีอะไรหรือขอรับ" ลู่หยางถามด้วยความอยากรู้
"พวกเขาก็ใช้วิชาแปลงกายอย่างวิชาย่อขยายร่าง เพื่อย่อส่วนตัวเองให้เล็กลง แล้วมุดเข้าไปโจมตีผู้ฝึกกายาจากอวัยวะภายในแทนยังไงล่ะ ในเมื่อคนพวกนั้นไม่ได้ฝึกฝนอวัยวะภายในให้แข็งแกร่งตามไปด้วย พอโดนโจมตีแบบนี้ก็เลยพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย"
"คนพวกนั้นเรียกไม่ได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนสายกำลังกายาที่แท้จริงหรอกนะ อย่างมากก็เป็นได้แค่พวกฝึกกายาแบบงูๆ ปลาๆ เท่านั้นแหละ"
ศิษย์พี่ผู้ขายขยับฟันขบกัดกันเบาๆ เสียงที่ดังเล็ดลอดออกมากลับคล้ายกับแผ่นโลหะหนาเตอะกระทบกันดังกังวาน บรรดาศิษย์ที่เรียนสายหลอมอาวุธอย่างพวกเขาถือว่าเป็นผู้ฝึกกายาครึ่งตัว แม้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายจะเอาไปเทียบกับผู้ฝึกกายาขนานแท้ไม่ได้ แต่พวกเขาก็ผ่านการเคี่ยวกรำร่างกายมาแล้วทั้งภายนอกและภายใน
"ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปมักจะใช้ของวิเศษเป็นอาวุธคู่กาย แต่สำหรับผู้ฝึกกายา ร่างกายของตัวเองนี่แหละคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด และในเมื่อมันเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น แค่เคี้ยวปาท่องโก๋กลืนลงท้องไป มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย"
ลู่หยางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว อาหารในโรงอาหารแห่งนี้มีประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายเกินบรรยาย โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ หนึ่งคือขายเป็นอาวุธให้กับผู้บำเพ็ญเพียรสายอื่นอย่างตัวเขา และสองคือขายเป็นเสบียงอาหารให้กับพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกำลังกายา
"เมิ่งจิ่งโจวกราบตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสาม หมอนั่นเป็นผู้ฝึกกายาของแท้แบบไม่ต้องสงสัย คงจะเคี้ยวเจ้านี่ได้สบายๆ เลยสินะ"
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่หยางก็ตัดสินใจควักแต้มผลงานจ่ายเพื่อซื้อปาท่องโก๋มาหนึ่งชิ้น ชายหนุ่มลองจับอาวุธชิ้นใหม่แกว่งไปมาในอากาศเบาๆ น้ำหนักที่ส่งผ่านท่อนแขนช่างดูหนักอึ้งและให้ความรู้สึกหนักแน่นทะมัดทะแมงไม่เลวเลยทีเดียว
[จบบท]