บทที่ 8 : ตำราต้องห้าม คัมภีร์มังกรหงส์
คล้อยหลังอวิ๋นจือจากไป ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวก็แยกย้ายไปสำรวจถ้ำบำเพ็ญเพียรของตัวเองเหมือนศิษย์คนอื่นๆ ก่อนจะแยกกัน ลู่หยางต้องเดินตามสหายผู้นี้ออกไปรับม้าแก่ที่ผูกทิ้งไว้ด้านนอกสำนักเวิ่นเต้าเสียก่อน
บริเวณหน้าประตูสำนักคึกคักไปด้วยผู้คน ศิษย์ใหม่หลายคนกำลังส่งข่าวดีกลับไปบอกครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเล็กหรือตระกูลผู้ฝึกตนสายหลัก การมีลูกหลานสอบเข้าสำนักเวิ่นเต้าได้ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่ต้องจารึกไว้ในพงศาวดารตระกูล
เมิ่งจิ่งโจวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ท่าทางดูภูมิใจเหลือประมาณ
"ข้าหนีออกจากบ้านมา"
ลู่หยางได้แต่มองหน้าสหายด้วยอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก ชายหนุ่มสงสัยเหลือเกินว่าเรื่องแบบนี้มันน่าภูมิใจตรงไหน
หลังจากเมิ่งจิ่งโจวจูงม้าแก่กลับไปที่ถ้ำของตัวเองแล้ว ลู่หยางก็เดินมายังที่พักของตนเช่นกัน ชายหนุ่มล้วงเอาป้ายหยกประจำตัวออกมาจากอกเสื้อ สิ่งนี้คือของที่ศิษย์พี่ชายแปลกหน้าคนหนึ่งยัดเยียดให้ก่อนหน้านี้
ศิษย์พี่คนนั้นอธิบายว่ามันคือป้ายประจำตัวศิษย์สำนักเวิ่นเต้า หากอยู่ข้างนอกจะใช้เป็นเครื่องยืนยันฐานะ แต่หากอยู่ในสำนักจะใช้เป็นกุญแจเปิดค่ายกลถ้ำบำเพ็ญเพียร ตัวป้ายถูกแกะสลักอย่างประณีตจากแก่นหินวิญญาณ ด้านหน้าสลักชื่อลู่หยางเอาไว้ชัดเจน ส่วนความสามารถวิเศษอื่นๆ นั้น เขาต้องรอให้ก้าวเข้าสู่วิถีผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการเสียก่อนถึงจะใช้งานได้
ลู่หยางนำป้ายหยกไปทาบลงบนรอยบุ๋มหน้าบานประตูหิน ตัวป้ายส่องแสงสีฟ้าเรืองรองตอบรับกับกลไกของค่ายกล บานประตูหินสั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นที่พักสุดหรูหราอลังการที่ซ่อนอยู่ภายใน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ด้านในกลับไม่ได้มืดมิดหรืออับชื้นอย่างที่คิด ซ้ำยังมีกระแสพลังงานสายหนึ่งไหลเวียนเข้ามาโอบล้อมรอบกาย ให้ความรู้สึกอบอุ่นเบาสบายไปทั่วสรรพางค์กาย
"นี่หรือว่าจะเป็นไอพลังปราณที่พวกเขากำลังพูดถึงกัน"
ลู่หยางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ปริมาณไอพลังปราณในถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้หนาแน่นมาก มากเสียจนคนธรรมดาที่ยังไม่บรรลุขั้นอย่างเขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ทว่าเมื่อมองลึกเข้าไป ข้าวของเครื่องใช้ด้านในกลับสวนทางกับความหรูหราของโครงสร้างถ้ำอย่างสิ้นเชิง พื้นที่กว้างขวางถูกปล่อยทิ้งร้าง มีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งตัว เบาะรองนั่งหนึ่งใบ และเสื่อทอหยาบๆ อีกหนึ่งผืนวางแหมะอยู่ตรงมุมห้อง ไม่รู้ว่าทางสำนักตั้งใจจัดเตรียมไว้แบบนี้เพื่อให้ศิษย์ใหม่ละทิ้งกิเลส หรือจงใจปล่อยโล่งให้ผู้พักอาศัยหาของมาตกแต่งเอาเองตามใจชอบ
บนโต๊ะไม้มีกระดาษแผ่นหนึ่งวางทิ้งไว้ ด้านหน้าเขียนคำแนะนำสำหรับศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ประสาเรื่องการฝึกตน เนื้อหาระบุว่าให้ไปลงเรียนปูพื้นฐานที่ยอดเขาเหยียนฉวน หรือไม่ก็ให้ไปศึกษาตำราด้วยตัวเองที่หอจ้างจิง
ส่วนด้านหลังเป็นแผนที่ฉบับย่อของสำนักเวิ่นเต้า มีการวาดตำแหน่งยอดเขาหลักๆ เอาไว้ และเว้นพื้นที่ว่างเปล่าไว้อีกมากมายมหาศาล เพียงแค่มองจากสัดส่วนในแผนที่ ลู่หยางก็พอจะเดาออกว่าอาณาเขตของสำนักแห่งนี้กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่นับแสนลี้ ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จินตนาการของเขาจะนึกภาพออก
เนื้อหาบนกระดาษแผ่นนี้ช่วยจุดประกายทิศทางให้ลู่หยางได้มากทีเดียว อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่าตลอดหนึ่งเดือนหลังจากนี้ตัวเองควรจะเอาเวลาไปทำอะไร
ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำมาทั้งวันเริ่มจู่โจม ตั้งแต่ต้องตากฝนตอนเช้า งัดเอาไหวพริบและสารพัดเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้จนผ่านด่านทดสอบมาได้ ไหนจะได้รับความสนใจจากศิษย์พี่หญิงใหญ่อย่างอวิ๋นจือ และศิษย์พี่รองไต้ปู้ฝานอีก
เหตุการณ์ทั้งหมดสูบเอาพลังงานชีวิตของเขาไปจนหมดเกลี้ยง ชายหนุ่มอ้าปากหาววอด หนังตาเริ่มหนักอึ้งจนแทบจะปิดเข้าหากัน
"สำนักออกจะกว้างใหญ่ ทำไมถึงไม่มีหมอนให้สักใบ"
เขาบ่นอุบอิบขณะล้มตัวลงนอนบนเสื่อแข็งๆ แต่ด้วยความเหนื่อยที่สะสมมาจนถึงขีดสุด ลู่หยางก็ไม่สนความสะดวกสบายใดๆ อีกต่อไป ชายหนุ่มขยับตัวหาท่าที่สบายที่สุด ก่อนจะหลับสนิทไปในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
เช้าวันต่อมา ลู่หยางตื่นแต่ตรู่ ชายหนุ่มตั้งใจจะไปเยือนหอจ้างจิงเพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โดยรวมของแผ่นดินส่วนกลางเสียหน่อย
เมื่อเดินมาถึงหน้าทางเข้าหอสมุด ศิษย์พี่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยสายตาประเมิน
"เด็กใหม่หรือ"
"ขอรับ"
"ในเมื่อเป็นเด็กใหม่ ข้าก็จะอธิบายกฎของหอสมุดให้ฟัง กฎมีแค่สามข้อเท่านั้น"
"ข้อแรก สิทธิ์ของเจ้าตอนนี้อ่านตำราได้แค่ชั้นหนึ่งเท่านั้น ข้อสอง เจ้าสามารถยืมตำราออกไปได้คราวละหนึ่งเล่ม ข้อสาม ต้องดูแลตำราให้ดี ห้ามทำสกปรกเด็ดขาด ถ้าทำสกปรกต้องจ่ายเงินชดใช้ราคาเต็ม"
"ข้าจำไว้แล้วขอรับ"
ลู่หยางพยักหน้ารับคำ ศิษย์พี่คนนั้นเห็นว่าเขาเข้าใจกติกาดีแล้วจึงไม่พูดอะไรต่อ พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เดินเข้าไปด้านในได้
บรรยากาศภายในหอสมุดเงียบสงบ ศิษย์สำนักเวิ่นเต้าหลายคนกำลังนั่งอ่านตำรากันอย่างขะมักเขม้น ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับตัวอักษรตรงหน้าจนไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าลู่หยางกำลังเดินผ่านหน้าไป
ทั่วทั้งบริเวณมีเพียงเสียงฝีเท้าเบาๆ และเสียงพลิกหน้ากระดาษดังสลับกันเป็นระยะ บนชั้นวางไม้มีหนังสือจัดเรียงไว้อย่างละลานตา ครอบคลุมตั้งแต่ตำราพื้นฐานการพูดคุยเจรจาของชาวบ้าน ไปจนถึงเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร และบันทึกประสบการณ์การเลื่อนขั้นพลัง
ลู่หยางกวาดสายตามองตำรานับหมื่นนับแสนเล่มจนตาลาย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นหยิบเล่มไหนออกมาอ่านก่อนดี
ท่ามกลางความสับสน สายตาของชายหนุ่มก็สะดุดเข้ากับมุมอับบนชั้นวางหนังสือ เขาบังเอิญดึงตำราเล่มหนึ่งออกมาจากซอกหลืบ สภาพของมันถูกฝุ่นจับจนหนาเตอะ ราวกับว่าหล่นลงไปติดอยู่ในนั้นและไม่มีใครหยิบออกมาอ่านมาเป็นเวลานานมากแล้ว
"นี่มันหนังสืออะไรกัน"
ลู่หยางยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนหน้าปกออก จนกระทั่งตัวอักษรสามตัวที่ถูกสลักไว้ปรากฏชัดเจนขึ้นมา... 'คัมภีร์มังกรหงส์'
"ชื่อหนังสือดูยิ่งใหญ่มากเชียว"
ชายหนุ่มอุทานเสียงแผ่ว ไม่ต้องเปิดดูเนื้อหาข้างใน แค่อ่านชื่อปกก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความน่าเกรงขามของสัตว์เทวะแล้ว
ในเสี้ยววินาทีนั้น สติของเขาก็เริ่มพร่าเลือน คล้ายกับได้ยินเสียงมังกรคำรามและเสียงหงส์ร้องสอดประสานกันดังกึกก้องอยู่ในหัว ภาพลวงตาของมังกรและหงส์ปรากฏขึ้นตรงหน้า พวกมันกำลังร่ายรำและพัวพันกันราวกับมีชีวิต ก่อนที่ภาพนิมิตนั้นจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป คล้ายกับกำลังถ่ายทอดกระบวนการกำเนิดของมังกรและหงส์
ลู่หยางสะดุ้งสุดตัว รีบดึงสติกลับมาและหันมองซ้ายมองขวา ทว่าภาพนิมิตและเสียงร้องเหล่านั้นกลับมลายหายไปจนสิ้น
"หรือว่าเมื่อกี้ข้าจะตาฝาดไปเอง"
ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสับสน แต่ลึกๆ ในใจกลับเต้นระรัว เขาค่อยๆ เปิดกระดาษหน้าแรกออกดูด้วยมือที่สั่นเทา ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นวาสนาและโชคชะตาที่ฟ้าประทานมาให้เขาก็เป็นได้
แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขอบกระดาษที่เก่าและแข็งกรอบบาดปลายนิ้วของเขาจนเลือดซึม หยดเลือดสีแดงสดหยดแมะลงบนหน้ากระดาษอย่างพอดิบพอดี
ลำแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาจากตัวเล่มเก่าคร่ำคร่า คล้ายกับว่ามีพลังงานบางอย่างที่ถูกผนึกไว้กำลังจะพังทลายออกมา!
ก้อนเนื้อในอกซ้ายของลู่หยางเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกร่าง สถานการณ์พลิกผันไปไกลเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังจะหลุดออกมานั้นจะเป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายกันแน่
ซ้ำร้าย เขายังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมา กลิ่นอายความแข็งแกร่งนั้นน่าเกรงขามเสียจนขาทั้งสองข้างแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี
ความกดดันนั้นคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าของสายตาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเขา อีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของลู่หยางเงียบๆ ปล่อยให้ความเงียบกัดกินจิตใจจนชายหนุ่มเหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
"เจ้า..."
ในที่สุดตัวตนอันแข็งแกร่งด้านหลังก็พูดขึ้น
"ขะ...ขอรับ!"
ลู่หยางสะดุ้งสุดตัว ขานรับเสียงหลง
"เจ้าทำหนังสือสกปรก"
น้ำเสียงนั้นติดจะขุ่นเคือง ลู่หยางค่อยๆ หันกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่แผ่รังสีอำมหิตใส่เขาเมื่อครู่ ก็คือศิษย์พี่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูหอจ้างจิงนั่นเอง
ศิษย์พี่มองดูรอยเลือดบนหน้ากระดาษด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขากำชับนักหนาว่าต้องดูแลตำราให้ดี แต่เด็กใหม่คนนี้เพิ่งเดินเข้ามาได้ไม่ทันไรก็หยดเลือดใส่หนังสือเสียแล้ว
แท้จริงแล้ว ภายในหอสมุดมีการวางค่ายกลเอาไว้ หากมีใครทำตำราเปรอะเปื้อน ตัวค่ายกลก็จะเปล่งแสงสีทองเพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนผู้ดูแลทันที
"นี่มันหนังสืออะไร ทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
ศิษย์พี่ขมวดคิ้วมุ่น ดึงหนังสือในมือลู่หยางไปพลิกดูเนื้อหาด้านใน ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาอ่านไปได้ไม่กี่บรรทัด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"นี่...นี่มันตำราต้องห้ามในตำนานนี่!"
ได้ยินดังนั้น ลู่หยางก็ลอบร้องดีใจอยู่ในอก ดูท่าโชคของเขาจะดีไม่เบา เพิ่งเข้ามาหอสมุดครั้งแรกก็บังเอิญเจอคัมภีร์โบราณต้องห้ามเข้าเสียแล้ว ไม่รู้เลยว่าภายในจะซุกซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกฟ้าดินเอาไว้หรือไม่
"ศิษย์พี่ขอรับ หนังสือเล่มนี้มันมีปัญหาอะไรหรือขอรับ"
ชายหนุ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ศิษย์พี่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าควรจะเล่าความลับสวรรค์ระดับนี้ให้เด็กใหม่ฟังดีหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจพูดความจริงออกไป
"เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้บรรยายขั้นตอนการเสพสังวาสของมังกรกับหงส์ไว้อย่างละเอียด มันเขียนลึกซึ้งเกินไปจนเผ่ามังกรกับเผ่าหงส์ทนไม่ไหว ต้องรวมหัวกันส่งเรื่องมาร้องเรียน จนมันกลายเป็นตำราต้องห้าม ข้านึกว่าพวกเขาเอาไปทำลายทิ้งหมดแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนแอบเอามาซ่อนไว้ที่นี่เล่มหนึ่ง"
พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือตำราโลกีย์ดีๆ นี่เอง
ลู่หยางยืนนิ่งเป็นหินไปแล้ว
ภาพนิมิตมังกรหงส์สอดประสานบ้าบออะไรกัน! มารดามันเถอะ!
และในวินาทีนั้นเอง ชายหนุ่มก็เพิ่งตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายได้อีกข้อหนึ่ง... ศิษย์พี่เคยบอกไว้ว่า หากทำหนังสือสกปรก ต้องจ่ายเงินชดใช้ราคาเต็ม
[จบบท]