กลางดึก จ้าวเสี่ยวฮุยสะดุ้งตื่นจากความฝัน รีบเรียกรถผ่านแอปแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านรับจัดงานศพของเจียงหนิงหนิงทันที
คนขับถึงกับตัวสั่น เมื่อเห็นจุดหมายปลายทางเป็นร้านจัดงานศพในยามวิกาล แต่เพื่อปากท้อง เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันรับงาน
จ้าวปิงเต๋อนั่งกอดอกอยู่ที่เบาะหลัง ด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ไม่ต้องกลัวหรอก เหลนรุ่นที่เจ็ดสิบแปด ถ้าคนขับคิดร้ายกับเจ้า ข้าจะจัดการเอง!” จ้าวเสี่ยวฮุยได้แต่เงียบ คนที่ฉันกลัวที่สุดตอนนี้…ก็คือท่านนั่นแหละ
ภายในร้านรับจัดงานศพ จ้าวหม่านหม่าน หาวติดต่อกันหลายครั้ง พลางจ้องหนังสือด้วยสายตาเลื่อนลอย
เจียงหนิงหนิงใช้ด้ามปากกาสะกิดเธอเป็นครั้งที่เก้าสิบแปดแล้ว “เธอไม่อยากสอบผ่านเพื่อจะได้เกิดใหม่ในครอบครัวดีๆ เหรอ?
นี่เรียกว่าอ่านหนังสอหรือ?” ตั้งแต่ช่วงเย็น ระหว่างรอเพื่อนผีของเจียงหนิงหนิง จ้าวหม่านหม่านก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ผ่านไปไม่ถึงสามวินาที เธอก็บอกว่าหิว ห้านาทีต่อมา บอกว่ากระหายน้ำ ครึ่งชั่วโมงต่อมาก็บอกว่าปวดหัว
พอครบหนึ่งชั่วโมง ก็อ้างว่าต้องไปตัดเล็บ เจียงหนิงหนิงแทบจะระเบิดออกมา
“ลืมไปแล้วหรือว่าเธอเป็นผี! เธอไม่มีความต้องการพวกนั้นสักหน่อย!” เด็กคนนี้โชคร้ายจริงๆ จ้าวหม่านหม่านทำหน้าหงอย
“ฉันแค่เครียดนี่นา คนเราตอนมีชีวิตเป็นยังไง หลังตายก็ยังเป็นแบบนั้น จะให้คนเรียนไม่เก่งตอนมีชีวิต กลายเป็นเด็กอัจฉริยะสอบเข้าชิงหวาได้หลังจากตายไปแล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!”
เจียงหนิงหนิงได้แต่กุมขมับ ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ดวงตาของจ้าวหม่านหม่านเป็นประกายทันที
“เพื่อนผีของพี่สุภาพจัง ถึงกับเคาะประตูด้วย!” เจียงหนิงหนิงเหลือบมองประตูอย่างระแวดระวัง
เพื่อนผีของเธอไม่มีใครเคาะประตูทั้งนั้นแหละ พวกเขาลอยทะลุเข้ามาเลยต่างหาก
เมื่อเปิดประตูออก ก็พบจ้าวเสี่ยวฮุยยืนอยู่ด้านนอก พร้อมสีหน้าลำบากใจ
“ขอโทษนะคะคุณเจียง ที่มารบกวนดึกดื่นขนาดนี้…” ยังไม่ทันพูดจบ จ้าวปิงเต๋อก็พุ่งออกมาจากด้านหลัง ตะโกนเสียงดัง
“เจ้าใช่ไหมที่ทำให้ข้าต้องเสียสละดาบประจำตระกูลไป!” เจียงหนิงหนิงรู้ทันทีว่านี่คือบรรพบุรุษรุ่นที่เจ็ดสิบแปดของจ้าวเสี่ยวฮุย เจ้าของสุสานที่ถูกปล้น เธอเลิกคิ้ว “ใช่ ฉันพูดเอง มีปัญหาอะไรหรือ?”
จ้าวปิงเต๋อถลึงตา เอามือเท้าสะเอว “แน่นอนว่าไม่มี!”ทุกคนชะงักไปหมด
จ้าวเสี่ยวฮุยถึงกับขาอ่อน เกือบทรุดลงไปคุกเข่า เธอมองบรรพบุรุษของตัวเองอย่างตกตะลึง ขณะที่เขาพูดคำขี้ขลาดที่สุด
ด้วยน้ำเสียงที่ดุดันที่สุด “แต่ละยุคมีกฎของตัวเอง! พวกเราเป็นผีที่เคารพกฎ แต่เจ้าต้องชดเชยข้าด้วย!”
พูดจบ เขาก็ลอยเข้าไปในร้าน ทันทีที่เข้าไป จ้าวปิงเต๋อก็ชะงัก
“หืม? นี่ไม่ใช่จ้าวหม่านหม่านหรอกหรือ?” จ้าวหม่านหม่านสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงพี่สาวดังมาจากหน้าประตู
จึงรีบวิ่งออกไป เมื่อจ้าวเสี่ยวฮุยเห็นน้องสาวตรงหน้า น้ำตาก็ไหลออกมาในทันที
“หม่านหม่าน…” นับตั้งแต่จ้าวหม่านหม่านเสียชีวิต เธอเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เธอมากมาย
แต่น้องสาวไม่เคยมาเข้าฝันเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอคิดถึงน้องจนแทบเป็นบ้า
จ้าวเสี่ยวฮุยรีบเดินเข้าไปหมายจะกอด แต่จ้าวหม่านหม่านตกใจจนถอยหลัง
“พี่สาว ใจเย็นก่อน! คนกับผีแตะต้องตัวกันไม่ได้ ถ้ากอดฉัน พี่จะโชคร้าย ส่วนฉันก็จะซวยเหมือนกัน!”
จ้าวเสี่ยวฮุยเช็ดน้ำตา “เด็กบ้า ทำไมไม่ไปเกิดใหม่เสียที? แล้วทำไมไม่มาเข้าฝันพี่บ้าง?”
จ้าวหม่านหม่านหัวเราะ “ฉันมีแผนการใหญ่อยู่ต่างหาก รอให้พี่แต่งงานก่อน ฉันค่อยไปเข้าฝัน”
จ้าวเสี่ยวฮุยนิ่งไปชั่วครู่ เจอกันทั้งที ยังไม่วายเร่งให้เธอแต่งงานอีก ฉันไม่อยากได้น้องสาวคนนี้แล้วจริงๆ
แต่สุดท้ายเธอก็ถามอย่างอ่อนโยน “แล้วตอนนี้อยู่ดีไหม?” จ้าวหม่านหม่านพยักหน้าแรงๆ
“สบายมาก! พี่ดูสิ ฉันตั้งใจเรียนจนดึกเลยนะ!” เจียงหนิงหนิงทนดูต่อไม่ไหวจริงๆ เธอจึงหันไปถามจ้าวปิงเต๋อ
“แล้วคุณอยากได้ค่าชดเชยอะไร?” จ้าวปิงเต๋อรีบตอบทันที
“ข้ากำลังตามหารูปปั้นเทพบนภูเขาซานเนียงเนียง เจ้าต้องช่วยข้าหา ถ้าหาเจอ ข้าจะไม่ถือสาเรื่องดาบอีก!”
ในใจของเขาลอบคิดอย่างภาคภูมิใจว่า ข้า จ้าวปิงเต๋อ ช่างเป็นอัจฉริยะเสียจริงๆ
คนที่ทำไก่ย่างได้หอมขนาดนั้น ต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาแน่ ข้าเลยแกล้งหาเรื่อง เพื่อดึงนางมาช่วยเสียเลย สมกับที่ข้าคาดหวังไว้จริงๆ!
จ้าวหม่านหม่านตกใจ “ท่านก็กำลังหารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่เหมือนกันหรือ?”
จ้าวปิงเต๋อหัวเราะพลางมองเหลนสาวรุ่นที่เจ็ดสิบแปด “ใช่ พอหารูปปั้นเจอ บุญของเจ้าจะมอบให้พี่สาว
ส่วนบุญของข้าจะมอบให้น้องชาย”จากนั้นเขาก็ถอนหายใจ “น้องชายของข้ามีชีวิตที่ลำบากนัก…”
เขาเริ่มเล่าเรื่องหลี่หนิงไม่หยุด เมื่อฟังจบ จ้าวหม่านหม่านก็ขมวดคิ้ว
“พี่เจียง เรื่องนี้ฟังดูคล้ายซ่งกุ้ยฮวาเลยนะ เธอก็เรียนฟิสิกส์เหมือนกัน”
เจียงหนิงหนิงเองก็ยังค้างคาใจเรื่องซ่งกุ้ยฮวา ถ้าเป็นคนเดียวกันจริงไ และสามารถสร้างบุญให้เธอมีชีวิตบั้นปลายที่ดีขึ้นได้
เธอก็เต็มใจช่วย “ตกลง ฉันจะช่วยหารูปปั้นซานเนียงเนียงให้ แต่รับประกันไม่ได้ว่าจะทันงานวัดหรือเปล่า”
จ้าวปิงเต๋อหัวเราะทันที “ดีเลย! หลายคนหลายแรง ยังไงก็เร็วกว่าคนเดียวแน่!”
จากนั้นเขาหันไปหาจ้าวหม่านหม่าน “เหลนรุ่นที่เจ็ดสิบแปด เจ้าอยู่คนเดียวใช่ไหม? มากับข้าก็แล้วกัน พวกเราจะได้ดูแลกัน”
หลังจากจ้าวเสี่ยวฮุยแนะนำตัวทั้งสองฝ่าย จ้าวหม่านหม่านก็ตอบตกลงทันที
“ได้สิ งั้นฉันจะไปด้วย!” จ้าวเสี่ยวฮุยรีบพูด “พี่จะเอาของมาเผาให้บ่อยๆ นะ แล้วต้องมาเข้าฝันพี่บ้าง เข้าใจไหม?”
เมื่อมองดวงตาแดงก่ำของพี่สาว จ้าวหม่านหม่านจึงพยักหน้า
ความจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยไปเข้าฝัน เพียงแต่เธอกลัวว่าแผนการใหญ่ของตัวเองจะหลุดออกไป และนำอันตรายมาสู่พี่สาว
ต่อจากนี้ ถ้ามีจ้าวปิงเต๋ออยู่ด้วย อย่างน้อยเขาก็ช่วยเตือนเธอได้ หลังการพบกันของสองพี่น้องจบลง
จ้าวหม่านหม่านกับจ้าวปิงเต๋อก็ไปส่งจ้าวเสี่ยวฮุยขึ้นแท็กซี่ แต่เพิ่งเดินออกจากร้าน จ้าวปิงเต๋อก็ตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ
“ดูความจำของข้าสิ เกือบลืมเรื่องสำคัญไปแล้ว!” เขาหันกลับมามองเจียงหนิงหนิง
“มีคนฝากมาถามว่า เจ้าจะช่วยส่งไก่ย่างไปที่ภูเขาซานเนียงเนียงได้หรือไม่?”
“เหมือนจะเอาไปใช้ในงานวัดน่ะ!”