บทที่ 59: แขกกลุ่มแรกของภูเขาหมายเลข 49
หลังจากที่การปรึกษาหารือเกี่ยวกับธุระหน้าที่การงานอันแสนสำคัญได้สิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องก็คลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด เซี่ยชิงรู้สึกผ่อนคลายร่างกายและจิตใจของตนเองขึ้นมาก หญิงสาวยื่นมือออกไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบน้ำชาอุ่นๆ เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากของตนเองซึ่งแห้งผากจากการพูดคุยมาเป็นเวลานาน จากนั้นเธอจึงหันหน้าไปสอบถามรายละเอียดจากลั่วเพ่ย
“พี่ลั่วคะ หลังจากนี้อีก 5 วัน ฉันจะเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ทักษะการใช้งานอาวุธปืนกับคุณนะคะ”
ลั่วเพ่ยพยักหน้ารับอย่างยินดี “ตกลงครับ” เขาแย้มยิ้มออกมาบางๆ พร้อมกับเอ่ยปากปรึกษาหารือกับเซี่ยชิงเพิ่มเติม “ฉันขออนุญาตรับซื้อพืชผักภายในที่ดินของคุณส่วนที่คุณรับประทานไม่หมดจะได้ไหมครับ การทำแบบนี้จะได้เป็นการป้องกันไม่ให้หูจื่อเฟิงต้องแบกรับความเสี่ยงในการขนส่งพืชผักมาส่งให้ที่นี่ ส่วนเรื่องคะแนนสำหรับการตกลงซื้อขายพืชผักเหล่านี้ สามารถเลือกรับเป็นการจ่ายคะแนนให้ทันที หรือจะให้ลงบันทึกเอาไว้ในสมุดบัญชีของทีมชิงหลงก่อนก็ได้ครับ”
เซี่ยชิงส่งยิ้มกว้างจนตาหยี หญิงสาวพยักหน้าตอบรับข้อเสนอ “แน่นอนค่ะ สามารถทำได้อยู่แล้ว”
ทางด้านของหยางจิ้น เขายกข้อมือของตนเองขึ้นมาเพื่อมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา “คุณลองพิจารณาดูสิครับ ยังมีเรื่องราวอื่นใดที่พวกเราจำเป็นต้องทำการปรึกษาหารือกันอีกหรือไม่”
เซี่ยชิงมีความคิดอยากจะเอ่ยปากถามเขาถึงวิธีการที่เขาค้นพบความลับเรื่องที่ตัวเธอเป็นผู้มีพลังวิวัฒนาการถึง 3 สาย แต่เมื่อเธอได้ลองทบทวนความคิดดูอีกรอบ หญิงสาวจึงรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องหมดความจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถาม กองกำลังหลักอันดับ 3 ของทีมชิงหลงอย่างลั่วเพ่ยยังเป็นถึงผู้มีพลังวิวัฒนาการถึง 2 สาย แล้วกองกำลังหลักอันดับ 1 ของทีมอย่างหยางจิ้นจะเป็นเพียงผู้มีพลังวิวัฒนาการสายเดียวได้อย่างไรกัน
ด้วยเหตุผลนี้ เซี่ยชิงจึงจ้องมองไปทางหยางจิ้นอย่างตั้งใจ ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจสอบถามคำถามซึ่งอิงอยู่กับความเป็นจริงของการใช้ชีวิตมากที่สุด “หัวหน้าหยางคะ บนพื้นที่ของภูเขาหมายเลข 49 มีร่องรอยของสัตว์จำพวกไก่ เป็ด หรือห่านวิวัฒนาการที่มนุษย์สามารถนำมารับประทานได้อาศัยอยู่บ้างไหมคะ”
คุณอุตส่าห์เป็นคนนำพาสมาชิกในทีมขึ้นไปทำการค้นหาและพลิกแผ่นดินบนภูเขามาเป็นเวลานานถึงครึ่งเดือน คุณน่าจะรู้ดีที่สุดถึงชนิดของสัตว์ทั้งหมดซึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาลูกนั้น
หยางจิ้นนิ่งเงียบไป
ลั่วเพ่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
หยางจิ้นเองก็ระบายยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน “ในช่วงเวลาที่ฉันนำพาสมาชิกในทีมขึ้นไปทำการตรวจสอบสภาพของแหล่งน้ำบนภูเขา ฉันไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องสายพันธุ์ของสัตว์มากนัก แต่ดูเหมือนพวกเราจะพบเห็นไก่ป่าวิวัฒนาการอาศัยอยู่ ส่วนพวกเป็ดและห่านยังไม่พบเห็นร่องรอยครับ”
ไก่ป่าวิวัฒนาการก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ไก่ป่าก็จัดว่าเป็นไก่ชนิดหนึ่ง หากขึ้นชื่อว่าเป็นไก่ พวกมันก็ย่อมสามารถออกไข่ให้เก็บกินได้ เซี่ยชิงกำลังเตรียมตัวจะสอบถามเขาถึงตำแหน่งที่พบเห็นพวกมันบนภูเขา รวมถึงจำนวนของสัตว์ที่พบ ในตอนนั้นเองบานประตูห้องซึ่งถูกปิดเอาไว้สนิทก็เกิดเสียงเคาะดังขึ้นมาเสียก่อน
เว่ยเฉิงต้งเดินก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง “พี่หยางครับ สวีพิ่น ถังลู่ และถังเจิง ได้โดยสารเครื่องบินเข้าไปภายในเขตพื้นที่ของที่ดินหมายเลข 2 แล้วครับ”
เรื่องนี้เป็นไปตามความคาดหมาย หยางจิ้นเดินทางไปที่ไหน ถังลู่ก็มักจะคอยติดตามไปที่นั่นเสมอ เซี่ยชิงเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เธอจึงไม่เอ่ยถามสิ่งใดต่อ หญิงสาวทำสีหน้าเหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวรอคอยรับชมเรื่องสนุก
หยางจิ้นปรายตามองมาทางเธอ 1 ครั้ง เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน “หากไม่มีเรื่องราวอื่นใดแล้ว ฉันขอตัวเดินทางกลับไปก่อนนะครับ”
“ไม่มีแล้วค่ะ” เซี่ยชิงกล่าวคำขอบคุณด้วยความจริงใจเป็นการปิดท้ายบทสนทนา “ขอบคุณหัวหน้าหยางมากค่ะ”
หลังจากที่หยางจิ้นเดินทางออกจากพื้นที่ของที่ดินหมายเลข 3 โดยผ่านเส้นทางอุโมงค์ใต้ดิน เซี่ยชิงจึงหันมากล่าวคำขอบคุณลั่วเพ่ยด้วยความจริงใจ “พี่ลั่วคะ การที่ทีมชิงหลงจัดการส่งคนไปประจำการเพื่อปกป้องภูเขาหมายเลข 49 ระดับความปลอดภัยภายในเขตที่ดินของฉันก็เพิ่มสูงขึ้นมากตามไปด้วย ขอบคุณพี่ลั่วมากเลยนะคะ”
ลั่วเพ่ยกล่าวเตือนเซี่ยชิง “ทีมชิงหลงรับปากเพียงแค่เรื่องการสกัดกั้นสัตว์ป่าวิวัฒนาการขนาดใหญ่ซึ่งมีความอันตรายในระดับสูง เพื่อไม่ให้พวกมันลักลอบเข้ามาในเขตพื้นที่ดินของคุณจากเส้นทางของภูเขาหมายเลข 49 ส่วนพื้นที่ที่คุณเป็นคนกำหนดเอาไว้ว่าไม่ให้เช่า คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบดูแลพื้นที่ส่วนนั้นด้วยตัวเองครับ”
“เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ” เซี่ยชิงไม่เคยมีความคิดที่จะพึ่งพาให้คนอื่นมาช่วยต้านทานความเสี่ยงทั้งหมดแทนตัวเธอ หากเธอไม่สามารถแบกรับหรือต้านทานอันตรายได้แม้เพียงเล็กน้อย เธอคงไม่กล้าก้าวเท้าออกมาจากเขตปลอดภัย “เวลาล่วงเลยมามากพอสมควรแล้ว พี่ลั่วพักผ่อนให้เร็วนะคะ ฉันขอตัวเดินทางกลับก่อน”
“เซี่ยชิง”
เซี่ยชิงซึ่งก้าวขาข้างหนึ่งออกไปทางด้านนอกประตูห้องแล้วหมุนตัวกลับมา หญิงสาวพบเห็นลั่วเพ่ยยืนตัวตรงเป็นสง่าอยู่บริเวณด้านข้างโต๊ะและกำลังมองมาทางเธอด้วยใบหน้าซึ่งแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง เซี่ยชิงจึงขยับตัวเพื่อยืนตรงตามเขาและรอคอยรับฟังคำพูดของเขาอย่างตั้งใจ
“การสอนคุณ ฉันจะตั้งใจสอนให้อย่างหมดเปลือก นอกเหนือจากทักษะการยิงปืนแล้ว ทักษะการสอดแนมหาข่าว ทักษะการล่าสังหาร และทักษะการใช้วัตถุระเบิด หากคุณมีความต้องการอยากจะเรียนรู้ ฉันสามารถสอนเทคนิคเหล่านี้ให้คุณได้ทั้งหมด”
“ฉันจะตั้งใจเรียนรู้อย่างแน่นอน ขอบคุณพี่ลั่วมากค่ะ” เซี่ยชิงทราบดีถึงความยากลำบากในการแสวงหาโอกาสดีๆ เช่นนี้ หญิงสาวค้อมตัวให้ลั่วเพ่ย 1 ครั้ง ก่อนจะกล่าวเน้นย้ำความตั้งใจของเธอ “ต่อให้ไม่มีน้ำพุจากฝั่งของฉัน หัวหน้าหยางและหัวหน้าเซี่ยก็ต้องพยายามหาวิธีการนำน้ำพุจากสถานที่อื่นกลับมาเพื่อช่วยชีวิตคุณให้จงได้”
ลั่วเพ่ยตอบกลับด้วยความสงบ “ฉันรับรู้เรื่องนั้นดีครับ การกระทำแบบนั้นจะเป็นการดึงรั้งความก้าวหน้าของทีมชิงหลงอย่างหนัก ฉันคงจะตัดสินใจเลือกที่จะฆ่าตัวตายครับ”
ช่วงเวลาที่เซี่ยชิงเดินออกมาจากพื้นที่ของห้องใต้ดิน เธอยังคงนึกถึงคำพูดของลั่วเพ่ยในเรื่องที่เขาจะฆ่าตัวตาย เซี่ยชิงเชื่อมั่นในความจริงใจของคำพูดประโยคนั้น ขณะที่กำลังรู้สึกตกใจ เซี่ยชิงก็เกิดความอิจฉาในความสัมพันธ์ของมิตรภาพสหายร่วมรบระหว่างผู้บริหารระดับสูงทั้ง 3 คนของทีมชิงหลง
นับว่าเป็นความโชคดีที่ตอนนี้เธอมีพี่ใหญ่แกะมาอยู่เป็นเพื่อน หากมิเช่นนั้นเธอคงจะรู้สึกอิจฉาในความสัมพันธ์ของพวกเขามากกว่านี้หลายเท่า
“เซี่ยชิง” เว่ยเฉิงต้งซึ่งทำหน้าที่เดินมาส่งเธอจนถึงหน้าประตูของบ้านผุพังกล่าวเตือนความจำ “พี่ลั่วคือครูฝึกหน่วยรบพิเศษผู้มีความสามารถรอบด้านและมีความโดดเด่นมากที่สุดในโรงเรียนทหารอันดับ 1 ของประเทศฮว๋า คุณต้องตั้งใจเรียนกับเขาให้ดี อย่าไปมัวหวาดกลัวความเหน็ดเหนื่อย การมีทักษะติดตัวเอาไว้หลายอย่างย่อมไม่เป็นการสร้างภาระให้กับตัวเอง ต่อให้คุณไม่มีความต้องการอยากจะเข้าร่วมกับทีมล่าสัตว์ การเรียนรู้ทักษะเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองก็ถือเป็นเรื่องดี โลกใบนี้ยังคงห่างไกลจากการฟื้นฟูสภาพให้กลับมามีความสงบสุขและมีระเบียบวินัยอีกมากครับ”
เซี่ยชิงพยักหน้าตอบรับอย่างเอาจริงเอาจัง เธอต้องพยายามเรียนรู้อย่างตั้งใจอยู่แล้ว เธอไม่ได้ทำแบบนี้เพื่อการป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว เธอมีความต้องการที่จะฆ่าถังเจิ้งซู่เพื่อล้างแค้นให้กับพ่อของเธอ เมื่อสวมกล้องมองกลางคืน เซี่ยชิงใช้สายตามองดูสภาพแวดล้อมรอบทิศทาง หญิงสาวพบเห็นแสงไฟสีขาวซึ่งสว่างจ้าจำนวน 2 ดวงกำลังส่องสว่างขึ้นมาจากทิศทางของเขตที่ดินหมายเลข 2
การกระทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เกรงกลัวการดึงดูดแมลงให้เข้ามาหาเลย
คุณหนูใหญ่ตระกูลถังอย่างถังลู่ทำการบินมาถึงสถานที่แห่งนี้เพื่อเป้าหมายในการตามหาหยางจิ้น คุณหนูรองตระกูลถังอย่างถังเจิงเดินทางมาเพื่อเป้าหมายสิ่งใดกัน เซี่ยชิงเดินทอดน่องกลับไปที่บ้านพักของตัวเอง หญิงสาวจัดการลงมือปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมดอย่างแน่นหนาเพื่อความปลอดภัย
ตอนที่เธอเดินออกลาดตระเวนบนภูเขาในช่วงเช้าของวันต่อมา เซี่ยชิงก็ได้รับรู้ถึงจุดประสงค์ในการเดินทางมาของถังเจิง เธอมีเป้าหมายหลักคือพื้นที่ของภูเขาหมายเลข 49
ถังเจิงได้ทำการนำพาทีมของสมาชิกแกนนำทีมซู่เฟิงซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ครบครันติดตามมาด้วย หญิงสาวสวมชุดป้องกันภัยสีชมพูอ่อน เธอเงยหน้าซึ่งมีความขาวเนียนและงดงามขึ้นมา ถังเจิงทำการเอ่ยปากปรึกษาหูจื่อเฟิงผู้ซึ่งกำลังยืนขวางทางอยู่ด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ฉันได้รับฟังมาจากเฉินตงหยางเรื่องที่ภูเขาลูกนี้มีหน่อไม้ไฟเขียว ย่าของฉันล้มป่วยหนักจนไม่มีความอยากอาหาร ฉันจึงมีความต้องการอยากจะเข้าไปขุดหน่อไม้บนภูเขาสักหน่อย รบกวนหัวหน้าหูช่วยอนุโลมให้ด้วยค่ะ”
ใบหน้าของหูจื่อเฟิงทั้งดำคล้ำและเต็มไปด้วยความมืดมน “ฉันขอเน้นย้ำเรื่องนี้อีก 1 รอบ ภูเขาลูกนี้ถูกทีมชิงหลงซื้อมาเพื่อทำเป็นสถานที่ฝึกซ้อมภาคปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกทีมชิงหลงห้ามเดินทางเข้าไปข้างในโดยเด็ดขาด”
เมื่อไม่คาดคิดเรื่องหูจื่อเฟิงจะไม่ยอมไว้หน้าเธอเช่นนี้ ถังเจิงจึงปรับเปลี่ยนใบหน้าให้ตึงเครียด หญิงสาวซึ่งแต่งหน้ามาอย่างงดงามเลิกคิ้วขึ้น ความรู้สึกกดดันอันเฉียบขาดเพิ่มระดับสูงขึ้น “หากฉันยืนยันความต้องการที่จะเข้าไปให้ได้ล่ะคะ”
“การที่คุณหนูถังอยากจะเข้าไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ”
หยางจิ้นซึ่งสวมชุดป้องกันภัยลายพรางเดินออกมาจากแนวป่ากันชนหมายเลข 1 เข้ามาหยุดอยู่ในบริเวณของแถบกักกัน เขาขยับตัวไปยืนขวางอยู่ทางด้านหน้าของหูจื่อเฟิงด้วยใบหน้าดุดัน คล้ายกับว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าของเขาไม่ใช่กลุ่มคน เป็นกลุ่มสัตว์วิวัฒนาการชางอันน่ารังเกียจ “ทีมชิงหลงซื้อภูเขามาไม่ได้ทำเพื่อการฝึกซ้อมลูกทีมเพียงอย่างเดียว พวกเรายังเปิดทำการธุรกิจด้วย เพียงแค่ฉันยังไม่ทันได้อธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้พี่น้องที่ทำหน้าที่เฝ้าภูเขาฟัง การเดินทางเข้าไปในภูเขาหมายเลข 49 ในฐานะแขก ทุกคนต้องจ่ายค่าตั๋วเข้าภูเขาคนละ 2000 คะแนน ทรัพยากรสิ่งใดก็ตามที่แขกสามารถเก็บเกี่ยวได้จากภูเขา จำเป็นต้องนำมาจ่ายเป็นคะแนนให้ทีมชิงหลงตามราคาของตลาดด้วยครับ”
เมื่อต้องมายืนอยู่ต่อหน้าหัวหน้าทีมชิงหลงอย่างหยางจิ้น ถังเจิงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่ “การที่หัวหน้าหยางทำแบบนี้ มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือคะ”
หยางจิ้นจัดการปัญหาตามเนื้องาน “ฉันไม่มีทางเลือกครับ ฉันต้องทำการจ่ายคะแนนมากถึง 1,100,000 คะแนนให้รองผู้นำฐานที่มั่นถังเพื่อดำเนินการซื้อภูเขาลูกนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดของทีมถูกขูดรีดออกไปจนหมดเกลี้ยงแล้วครับ”
เมื่ออยู่ในเขตปลอดภัย ทุกคนต่างให้ความเคารพพ่อของเธอโดยมักจะเรียกว่านายกเทศมนตรีถัง แต่ในเวลานี้หยางจิ้นกลับเรียกพ่อของเธอว่ารองผู้นำฐานที่มั่น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาไม่มีความคิดที่จะเก็บความไว้หน้าให้กับคนของตระกูลถังอีกต่อไป
ถังเจิงทำได้เพียงกัดฟันและพยักหน้ายอมรับ “ฉันจ่ายให้เองค่ะ”
หยางจิ้นกวาดสายตามองดูกลุ่มของทีมล่าสัตว์ซึ่งยืนอยู่ทางด้านหลังของถังเจิงด้วยความจริงจัง “ขอบคุณคุณหนูถังที่ช่วยให้การสนับสนุนธุรกิจของทีมชิงหลง พวกคุณมีจำนวน 20 คน ค่าตั๋วสำหรับเข้าภูเขารวมเป็นจำนวนเงิน 40,000 คะแนนครับ”
หลังจากที่รอจนคนของตระกูลถังดำเนินการโอนคะแนนให้กับหูจื่อเฟิงเสร็จสิ้น หยางจิ้นจึงทำการเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี “การเข้าภูเขามีข้อควรระวังอยู่ 2 ประการ ฉันต้องขอทำการแจ้งให้คุณหนูถังรับทราบล่วงหน้า ข้อที่ 1 ภูเขาลูกนี้คือสถานที่สำหรับการฝึกซ้อมภาคปฏิบัติ ภายในเขตของภูเขามีสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการที่มีระดับความอันตรายสูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หากคุณหนูถังและคนของคุณได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการเสียชีวิต ทีมชิงหลงจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ข้อที่ 2 ทรัพยากรทั้งหมดบนภูเขาถือเป็นสมบัติของทีมชิงหลง ขอให้คุณหนูถังอย่าจงใจสร้างความเสียหาย หากมีการพบเห็นการทำลายจะต้องทำการชดใช้ให้ตามราคา ต้นไผ่ไฟเขียวจำนวน 3 ต้นภายในป่าไผ่ หากเกิดความเสียหายขึ้นกับต้นใดต้นหนึ่ง คุณหนูถังต้องดำเนินการจ่ายเงินชดเชยจำนวน 5000 คะแนนให้กับทางทีมชิงหลงครับ”
ถังเจิงซึ่งตัดสินใจเดินทางมาเพื่อตรวจสอบเหตุผลเรื่องที่ทีมชิงหลงตกลงซื้อภูเขาหมายเลข 49 อดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชัน “หัวหน้าหยางทำธุรกิจเก่งสมกับคำร่ำลือเลยนะคะ”
หยางจิ้นพยักหน้ารับ เขายอมรับคำชื่นชมของเธอเอาไว้โดยไม่รู้สึกละอายใจ ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งการหูจื่อเฟิง “จื่อเฟิง คุณหนูถังคือกลุ่มแขกกลุ่มแรกของสถานที่ฝึกซ้อมภาคปฏิบัติของพวกเรา พวกนายช่วยทำหน้าที่นำทางให้กับแขกด้วย หวังเหลียง นายจงไปหาป้ายมาเพื่อเขียนกฎระเบียบสำหรับการเปิดให้บริการภูเขาหมายเลข 49 ของพวกเราเอาไว้ แขกไปใครมาจะได้รู้ถึงจำนวนคะแนนที่พวกเขาต้องจ่าย”
“ครับผม” หูจื่อเฟิงและหวังเหลียงซึ่งเป็นสมาชิกทีมชิงหลงผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยย่อยวิวัฒนาการสายความเร็วระดับ 4 ตอบรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด
สมกับที่เป็นยอดคนตระหนี่อันดับ 1 แห่งทีมชิงหลง มีเพียงคำเดียวที่จะสามารถอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ได้คือ ยอดเยี่ยม
เซี่ยชิงซึ่งยืนอยู่บริเวณภายในของแนวป่ากันชนหมายเลข 3 ชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาเพื่อแสดงความสะใจอยู่เพียงไม่กี่วินาที เธอกลับมีความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ตอนที่เธอทำการเซ็นสัญญาเช่าภูเขาร่วมกับหยางจิ้น เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยเรื่องที่ทีมชิงหลงจะทำการเปิดธุรกิจเพื่อรับแขกจากภายนอก
รายได้ที่ได้รับจากธุรกิจนี้มีจำนวนมหาศาลมาก ตัวเธอจะสามารถขอรับส่วนแบ่งจากรายได้ส่วนนี้ได้บ้างไหม
การขอทำการเซ็นสัญญาเพิ่มเติมในตอนนี้จะยังสามารถทำได้ทันเวลาหรือไม่
[จบบท]