บทที่ 64: ขนมหวานหลังมื้ออาหารของฝูงหมาป่า
จางซานผู้เป็นเจ้าของที่ดินหมายเลข 7 ซึ่งร้อยวันพันปีแทบไม่เคยโผล่มามีส่วนร่วมในหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับการทำฟาร์มเลย จู่ๆ วันนี้กลับให้ความสนใจเรื่องเมล็ดพันธุ์ของต้นปวยเล้งขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เซี่ยชิง ฉันเอง พี่สามของเธอ ปวยเล้งไฟเขียวพอโตเต็มที่จนสุกงอม ต้นของมันจะเริ่มไวต่อการกระตุ้นและจะยิงเมล็ดพุ่งออกไปรอบทิศทาง รัศมีการยิงแผ่ขยายไปไกลได้ถึงสิบกว่าเมตร แถมยังมีพลังทำลายล้างสูงมากด้วยนะ”
หา อะไรนะ สารานุกรมการเพาะปลูกในหมวดหมู่ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปลูกต้นปวยเล้ง ไม่เห็นมีข้อมูลระบุเอาไว้เลยสักนิดว่าต้นปวยเล้งเวลาออกเมล็ดจนสุกงอมเต็มที่แล้วเมล็ดของมันจะสามารถระเบิดได้ด้วย
เซี่ยชิงรับฟังจางซานถ่ายทอดประสบการณ์การเพาะปลูกต่อไป
“เพราะเหตุนี้ ตอนที่เมล็ดปวยเล้งใกล้จะสุกงอม เธอต้องเตรียมตัวทำที่ครอบป้องกันที่มีความยืดหยุ่นและความทนทานสูงเอาไว้ล่วงหน้าเลย ใช้ผ้าใบกันฝนมาซ้อนกันสี่ชั้นแล้วประกบเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นที่ครอบ เพียงเท่านี้ถึงจะสามารถรับแรงกระแทกจากการระเบิดของเมล็ดปวยเล้งได้”
เซี่ยชิงรีบขอคำแนะนำจากอีกฝ่ายด้วยความนอบน้อม
“ขอบคุณพี่สามมากค่ะที่ช่วยเตือน แล้วเราจะดูยังไงเหรอคะว่าเมล็ดปวยเล้งมันสุกแล้ว ดูจากสีสัน รูปร่าง หรือว่าดมกลิ่นเอาคะ”
“วิธีพวกนั้นเอามาใช้วัดผลไม่ได้หรอก” จางซานประสานเสียงหัวเราะ
“เธอลองใช้วิธีเด็ดใบปวยเล้งมาสักใบดูสิ ถ้ามันสุกแล้วมันจะยิงเมล็ดออกมาทันที ใบที่เด็ดออกมาก็อย่าทิ้งให้เสียของล่ะ เอามาส่งให้ฉันทั้งหมดได้เลย ตอนที่ปวยเล้งมันใกล้จะสุก ใบของมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรต่อตัวต้นแล้ว เด็ดใบออกเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก”
เซี่ยชิงฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก สมคำร่ำลือจริงๆ จางซานอ้าปากพูดทีไรจุดประสงค์หลักก็หนีไม่พ้นเรื่องของกินทั้งนั้น
เซี่ยชิงยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยตอบกลับ ถังหวยเจ้าของที่ดินหมายเลข 2 ก็ชิงจังหวะพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“พี่สามครับ ผมถังหวยจากที่ดินหมายเลข 2 นะครับ หลายวันนี้ผมพยายามโทรหาพี่แต่โทรไม่ติดเลย ในอาณาเขตของเราบังเอิญไปพบดอกเก๊กฮวยป่าไฟเขียวกับผักเบี้ยใหญ่ไฟเขียวเข้า ผมก็เลยอยากจะเอาไปให้พี่สามลองชิมดูครับ เรื่องเนื้อแกะที่เอาไปแลกคราวที่แล้วแล้วมันเสีย เป็นความผิดของผมเองครับ ขอพี่สามผู้ใหญ่ใจกว้างโปรดให้อภัย ให้โอกาสผมแก้ตัวอีกสักครั้งเถอะนะครับ ถ้าพี่ยอมตกลง สวีพิ่นรองหัวหน้าทีมซู่เฟิงของเราจะรีบเป็นธุระเอาผักไปส่งให้พี่เดี๋ยวนี้เลยครับ”
เซี่ยชิงเลิกคิ้วประหลาดใจ ช่วงนี้ทีมซู่เฟิงว่างงานกันมากขนาดนั้นเลยหรือ สวีพิ่นถึงยังลอยชายไม่ยอมกลับไปที่เขตปลอดภัย จางซานคนนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือมีฐานะอะไรกันแน่ ถึงขนาดทำให้ทีมซู่เฟิงซึ่งเป็นทีมล่าสัตว์ที่อยู่อันดับหนึ่งของฐานที่มั่นฮุยซาน ต้องยอมก้มหัวส่งรองหัวหน้าทีมไปส่งผักเพื่อเป็นการขอขมาถึงที่
ความตะกละของจางซานเป็นที่เลื่องลือแค่ไหน ทุกคนในละแวกนี้ต่างก็รู้ดี เรื่องผิดใจกันคราวที่แล้วก็ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว จางซานก็น่าจะอารมณ์เย็นลงแล้ว แต่เหตุการณ์กลับพลิกโผ จางซานปฏิเสธกลับไปอย่างชัดเจนอีกครั้ง
“ของสองอย่างนี้ในพื้นที่ของฉันก็มีปลูกเอาไว้ ไม่แลก แล้วก็จำเอาไว้ด้วยว่า ฉันไม่ชอบเจอหน้าคนที่น่ารำคาญ”
เซี่ยชิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น สวีพิ่นรองหัวหน้าทีมจากทีมซู่เฟิงเป็นคนประเภทที่เห็นหน้าแล้วรู้สึกน่ารำคาญจริงๆ
นี่ไม่ได้หมายความว่ารูปร่างหน้าตาของเขาขี้ริ้วขี้เหร่อะไรหรอกนะ แต่เป็นกิริยาท่าทางที่ชอบแสดงออกว่าตัวเองหล่อเหลาที่สุด เก่งกาจที่สุดในโลกหล้า คนอื่นล้วนเป็นเพียงเศษขยะ ไม่คู่ควรแม้แต่จะลดตัวลงไปถือรองเท้าให้เขา เห็นท่าทางอวดดีแบบนั้นแล้วก็อยากจะเดินเข้าไปเตะสั่งสอนสักสองสามทีแล้วถ่มน้ำลายใส่หน้าให้รู้แล้วรู้รอด
หยางจิ้นหัวหน้าทีมชิงหลงที่ทั้งเก่งกาจและหน้าตาดีกว่าตั้งหลายเท่า ยังไม่เคยทำตัวกร่างแบบนั้นเลยสักครั้ง
ถังหวยเมื่ออยู่ต่อหน้าจางซานก็ทำตัวหดหัวเหมือนลูกไล่ พอถูกปฏิเสธก็ไม่กล้าแสดงอาการโกรธเคืองออกมา
“เข้าใจแล้วครับพี่สาม ผมจำไว้แล้วครับ ถ้าวันหน้าพบอาหารไฟเขียวชนิดอื่น ผมจะมาขอแลกเปลี่ยนกับพี่ใหม่นะครับ”
จางซานไม่ใส่ใจคำพูดประจบประแจงของเขา หันไปพูดถึงจุดประสงค์หลักที่เขาเข้ามาในช่องสนทนา
“ควงชิ่งเวย ฉันจำได้ว่านายเคยเล่าให้ฟังว่าหมูป่าของศูนย์เพาะพันธุ์หมูป่า พบในหุบเขาแห่งนั้นใช่ไหม”
ควงชิ่งเวยเจ้าของที่ดินหมายเลข 6 รีบตอบกลับทันที
“ใช่ครับ ในหุบเขาเราพบหมูป่าตัวใหญ่สามตัวพร้อมกับลูกหมูป่าอีกฝูงหนึ่ง แต่หลังจากที่สร้างศูนย์เพาะพันธุ์หมูป่าเสร็จสมบูรณ์ ทางเขตปลอดภัยก็ทำการขนย้ายหมูป่ามาเพิ่มอีกฝูง มีจำนวนรวมแล้วเท่าไหร่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับพี่สาม มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือครับ”
เจ้าของที่ดินคนอื่นๆ ที่อยู่ในช่องสนทนาก็เงี่ยหูรอฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
จางซานอธิบายด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านตามสไตล์
“หมูป่าฝูงนั้นในหุบเขา มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกมันจะเป็นเสบียงอาหารที่ฝูงหมาป่าเลี้ยงกักตุนเอาไว้ พอฝูงหมาป่าอพยพกลับมาจากการหลบหนาวในภูเขาลึก พบว่าอาณาเขตของพวกมันถูกมนุษย์บุกรุกจัดการไปแล้ว อาหารที่เลี้ยงไว้ก็ถูกมนุษย์แย่งชิงไป พวกมันถึงได้โกรธแค้นและออกอาละวาดไล่ล่าหมูป่า ช่วงหลายวันนี้พวกนายก็ทำตัวให้มันเงียบๆ หน่อย ทางที่ดีอย่าไปป้วนเปี้ยนเดินเล่นแถวชายขอบพื้นที่ อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็พยายามสวมชุดป้องกันภัยระดับหนึ่งติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา แล้วก็พยายามอย่าส่งเสียงพูดคุยหรือหัวเราะดังๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฝูงหมาป่าเข้าใจผิดคิดว่าพวกนายกำลังส่งเสียงยั่วยุพวกมัน”
นี่ถือเป็นประโยคคำพูดที่ยาวเหยียดที่สุดเท่าที่จางซานเคยพิมพ์ในช่องสนทนาของเจ้าของที่ดิน และมันยังเป็นเครื่องยืนยันคำประเมินที่ถานจวินเจี๋ยหัวหน้าหน่วยตรวจสอบความเสี่ยงที่ 6 เคยมีต่อจางซานได้เป็นอย่างดี ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีนิสัยใจคอเลวร้ายอะไรเลยจริงๆ
ขณะที่เซี่ยชิงกำลังรู้สึกซาบซึ้งใจกับคำเตือนนั้น เธอก็ได้รับสายโทรศัพท์สายตรงจากจางซาน
จางซานกล่าวเตือนเซี่ยชิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เซี่ยชิง แกะของเธอตัวนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกันว่ามันจะเป็นอาหารที่ฝูงหมาป่าเลี้ยงกักตุนไว้ ถ้าหยางจิ้นไม่สามารถกำจัดฝูงหมาป่าฝูงนั้นได้ ไม่ช้าก็เร็วพวกมันจะต้องแกะรอยกลับมาตามหาแกะตัวนั้นแน่ๆ หรือไม่บางทีพวกมันก็อาจจะแอบซุ่มรอคอยจังหวะอยู่ในป่าวิวัฒนาการใกล้ๆ อาณาเขตนี้แล้วก็ได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แกะของเธอถูกฆ่าตาย เธอสามารถใช้วิธีฉีดพ่นน้ำยากำจัดกลิ่นประสิทธิภาพสูงลงในพื้นที่ของเธอได้ ฉันมีหัวเชื้อน้ำยากำจัดกลิ่นถังละสามสิบชั่ง แค่เอาไปผสมน้ำตามสัดส่วน ปริมาณแค่นี้ก็เพียงพอให้เธอฉีดพ่นกระจายทั่วพื้นที่ได้ถึงสามรอบ ฉันรับรองเลยว่าประสิทธิภาพของมันได้ผลดีกว่าของห่วยๆ ที่เธอซื้อมาจากเขตปลอดภัยเป็นสิบเท่า ฉันจะแบ่งสเปรย์สำหรับฉีดบนตัวแกะให้เธออีกขวด นอกจากหมาป่าวิวัฒนาการสายการดมกลิ่นแล้ว หมาป่าธรรมดาตัวอื่นจะไม่มีทางได้กลิ่นแกะในพื้นที่ของเธอเลย”
นี่คือของล้ำค่าที่สามารถช่วยรักษาชีวิตแกะของเธอเอาไว้ได้ เซี่ยชิงเข้าใจสถานการณ์และความหวังดีของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
“ขอบคุณมากค่ะพี่สาม ฉันจะไปทำการเด็ดใบปวยเล้งกับตัดจื่อซูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ อีกเดี๋ยวฉันจะเอาไปส่งให้พี่นะคะ แต่ปริมาณผลผลิตอาจจะมีไม่ค่อยเยอะ ถ้ารวมกันสักสองชั่งจะพอไหมคะ”
ผ่านการค้าขายแลกเปลี่ยนกันมาหลายต่อหลายครั้ง เซี่ยชิงแน่ใจเต็มประดาแล้วว่าของทุกชิ้นที่จางซานนำออกมาแลกเปลี่ยนล้วนเป็นของดีมีคุณภาพเยี่ยมจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนหยิ่งยโสอย่างถังหวยจะยอมลดตัวลงมาพูดจาประจบประแจงเพื่อขอแลกเปลี่ยนสินค้ากับเขา
พอมีเรื่องของกินอร่อยๆ เข้ามาล่อ น้ำเสียงของจางซานก็ฟังสบายหูและดูใจดีขึ้นมาทันที
“แค่สองชั่งมันไม่พอจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบหรอก อย่างน้อยที่สุดต้องได้สักสี่ชั่ง แตงกวาไฟเขียวของเธอกินหมดไปแล้วเหรอ”
“กินหมดไปแล้วค่ะ”
แตงกวาไฟเขียวสองต้นนั้นเธอใช้น้ำพุรดบำรุงมาตลอด รสชาติของมันจึงอร่อยหวานกรอบมาก เนื่องจากเธอไม่รู้ว่าปริมาณธาตุชางในพืชไฟเขียวของพื้นที่อื่นมีค่ามาตรฐานอยู่ที่เท่าไหร่ เซี่ยชิงจึงกังวลใจว่าแตงกวาไฟเขียวของตนจะมีปริมาณธาตุชางต่ำกว่าพืชไฟเขียวของคนอื่นๆ ดังนั้นก่อนที่จะสามารถหาวิธีวัดปริมาณธาตุชางของพืชไฟเขียวในพื้นที่อื่นๆ ได้ เพื่อความรอบคอบและปลอดภัย เซี่ยชิงจึงตัดสินใจที่จะระงับการนำพืชไฟเขียวที่รดด้วยน้ำพุไปทำการแลกเปลี่ยนชั่วคราว
ส่วนต้นปวยเล้งกับจื่อซูนั้นเธอใช้น้ำในแม่น้ำรดตามปกติ จึงสามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนได้อย่างสบายใจ
จางซานแสดงอาการเสียดายออกมา
“ถ้างั้นก็คงต้องรอให้ผักไฟเขียวลอตหน้าของเธอโตเต็มที่แล้วค่อยเอามาจ่ายชดเชยให้ฉันก็แล้วกัน ข้างนอกตอนนี้มันอันตรายมาก หน่วยตรวจสอบก็คงกำลังยุ่งจนไม่มีเวลาว่าง ฉันจัดส่งคนเอาน้ำยากำจัดกลิ่นไปแลกเปลี่ยนกับเธอที่บริเวณริมเขตพื้นที่ของเธอได้ไหม”
“ได้แน่นอนค่ะ ขอบคุณพี่สามมากนะคะ”
เซี่ยชิงกล่าวขอบคุณจากใจจริง และอาศัยจังหวะนี้สอบถามขอคำแนะนำเพิ่มเติม
“เมื่อกี้พี่สามบอกว่าแกะของฉันอาจจะเป็นเสบียงอาหารที่หมาป่าเลี้ยงเอาไว้ ตามหลักธรรมชาติแล้วการเลี้ยงกักตุนอาหารไม่น่าจะมีแค่ตัวเดียว พี่คิดว่าพอจะมีวิธีตามหาแกะตัวอื่นๆ อีกไหมคะ”
เซี่ยชิงตั้งข้อสังเกตว่า แกะที่ถังหวยล่ามาได้ตอนที่เขาเพิ่งเดินทางมาถึงพื้นที่ใหม่ๆ แล้วเอาเนื้อแกะไปขอแลกของกับจางซาน น่าจะเป็นแกะสายพันธุ์เดียวกันและมาจากฝูงเดียวกับพี่ใหญ่แกะของเธอแน่ๆ
จางซานเอ่ยถามกลับ
“แกะของเธอตัวนั้นมีพลังวิวัฒนาการสายไหน เธอถ่ายรูปส่งมาให้ฉันดูหน่อยสิ”
“เป็นวิวัฒนาการสายพละกำลังค่ะ”
เซี่ยชิงรีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปพี่ใหญ่แกะแบบเต็มตัวแล้วส่งภาพไปให้จางซานดู
“ของเธอตัวนี้คือสายพันธุ์แกะหางสั้น แกะพันธุ์นี้เนื้อจะนุ่มละเอียด รสชาติหอมอร่อย ปริมาณสัดส่วนเนื้อก็เยอะด้วย น่าจะเป็นฝูงแกะที่ชาวนาแถวๆ นี้เคยเลี้ยงไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินั่นแหละ”
พอพูดพาดพิงถึงของอร่อย จางซานก็กลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง
“เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ในอาณาเขตพื้นที่ของเรามีแกะพันธุ์นี้หลงเข้ามาฝูงหนึ่งจริงๆ มีทั้งหมดแปดตัว เจ็ดตัวถูกทีมล่าสัตว์จับตัวไปได้ มีแค่ตัวเดียวที่หนีรอดไปได้ แต่แกะตัวที่หนีรอดไปได้เป็นแกะตัวเมีย ของเธอตัวนี้เป็นแกะตัวผู้ เธอช่วยแหกปากแกะของเธอออกหน่อย ฉันขอใช้เวลาพิจารณาดูลักษณะฟันของมันหน่อย”
“ได้ค่ะ”
เซี่ยชิงออกแรงง้างปากพี่ใหญ่แกะออก ใช้กล้องถ่ายรูปฟันแบบซูมใกล้ๆ แล้วส่งภาพไปให้จางซาน
จางซานพิจารณารูปแล้วให้คำตอบยืนยัน
“แกะของเธอตัวนี้ฟันน้ำนมของมันยังหลุดไม่หมด น่าจะเป็นลูกแกะที่เกิดจากแกะตัวเมียที่หนีรอดไปได้เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว แกะตัวอื่นๆ เธอไม่ต้องไปเสียเวลาคิดถึงแล้วล่ะ แกะตัวเมียตัวนั้นกับลูกแกะตัวอื่นๆ ถ้าไม่ถูกคนล่าจับไปก็คงตกเป็นอาหารของหมาป่าไปหมดแล้ว เธอไม่ต้องเก็บไปกังวลใจหรอก”
เซี่ยชิงจ้องมองพี่ใหญ่แกะที่ยืนทำตัวกร่างด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
“พี่สามแน่ใจนะคะว่าแกะตัวนี้เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้มันตัวใหญ่จนน้ำหนักปาเข้าไปตั้งสองร้อยกว่าชั่งแล้วนะคะ”
เซี่ยชิงได้ยินเสียงจางซานกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่มาตามสายอย่างชัดเจน
“ก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติ แกะหางสั้นอายุเจ็ดเดือนก็สามารถเจริญเติบโตจนหนักร้อยกว่าชั่งได้แล้ว หลังผ่านการวิวัฒนาการ อายุแค่หนึ่งปีโตจนหนักสองร้อยชั่งถือเป็นเรื่องปกติมาก หลังจากการเกิดการวิวัฒนาการทางชีวภาพครั้งใหญ่ สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการระดับสูงบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินจำนวนมากต่างก็มีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ดังนั้นการอาศัยประสบการณ์เก่าๆ ก่อนเกิดภัยพิบัติมาใช้ประเมินอายุขัยก็อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้เสมอ บางทีแกะวิวัฒนาการที่เกิดเมื่อปีก่อนฟันน้ำนมของมันอาจจะยังไม่หลุดร่วงไปก็ได้”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ เซี่ยชิงก็จ้องมองพี่ใหญ่แกะอย่างเหม่อลอย
แกะจอมตะกละกินจุที่มีเขาบิดเป็นเกลียวบนหัว น้ำหนักปาเข้าไปตั้งสองร้อยกว่าชั่งตัวนี้ เพิ่งจะมีอายุแค่ปีสองปีเองเหรอเนี่ย
ไม่ได้การ เซี่ยชิงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตั้งชื่อใหม่ให้มัน
“เจ้าลูกรอง แกรอคอยอยู่ที่บ้านนะ ฉันจะไปเด็ดผักมาแลกยาช่วยรักษาชีวิตแก”
พอเห็นเซี่ยชิงทำท่าจะเดินออกไป พี่ใหญ่แกะก็รีบผุดลุกขึ้นยืนทันที เซี่ยชิงหยิบหน่อไม้ไฟเหลืองตากแห้งยัดใส่ปากให้มันอีกสองสามอัน
“เชื่อฟังกันหน่อย แกอยู่คอยเฝ้าบ้านนะ ตอนเย็นฉันจะทำอาหารเสริมอร่อยๆ ให้กิน”
เซี่ยชิงหอบผ้าใบกันฝนม้วนใหญ่หนึ่งม้วนเดินตรงไปที่พื้นที่เพาะปลูกบนบริเวณเนินเขาทางทิศเหนือ ค่อยๆ กางผ้าใบล้อมต้นปวยเล้งที่เริ่มแทงยอดออกเมล็ดไว้ ลองเด็ดใบปวยเล้งมาทดสอบดูใบหนึ่ง ต้นปวยเล้งยังไม่แสดงปฏิกิริยายิงเมล็ดออกมา แสดงว่าเมล็ดของมันยังไม่สุก เซี่ยชิงจัดการเด็ดทั้งก้านทั้งใบมาอีกสามสิบกว่าใบใส่ลงในตะกร้าสาน
เธอมีปวยเล้งปลูกอยู่ทั้งหมดห้าสิบกว่าต้น แต่เคยบอกเล่าไว้ในช่องสนทนาของกลุ่มเจ้าของที่ดินว่ามีแค่สิบกว่าต้น ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเด็ดใบออกมามากเกินไปได้ ถ้าขืนเด็ดออกมามากไปเดี๋ยวความลับจะแตกเอาได้ แม้ว่าทุกคนจะพูดคุยสื่อสารกันในช่องสนทนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนล้วนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลยสักครั้ง การมีความระมัดระวังตัวคอยป้องกันคนอื่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ทุกคนจะไม่มีทางยอมเปิดเผยทรัพย์สินและจำนวนเสบียงของตัวเองออกมาให้คนอื่นล่วงรู้เด็ดขาด
หลังจากจัดการตัดจื่อซูเสร็จเรียบร้อย เซี่ยชิงกำลังเตรียมตัวจะนำของไปแลกเปลี่ยนกับลูกน้องที่จางซานส่งมาบริเวณใต้ป้ายบอกทางตรงทิศใต้ของพื้นที่ จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นเคยดังแว่วมา เธอรีบพุ่งตัวหลบเข้าไปซ่อนในแนวป่ากันชน เห็นพี่ใหญ่แกะคาบหน่อไม้แห้งไว้เต็มปากวิ่งหน้าตั้งตรงเข้ามาหา เธอก็หลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย จะออกไปต่อสู้กับฝูงหมาป่าก็ยังต้องพกเสบียงติดตัวไปด้วยเหรอ มันเอาตัวเองไปส่งเข้าปากหมาป่ายังไม่พอ ยังต้องมีน้ำใจเตรียมขนมหวานหลังอาหารที่มีทั้งเนื้อทั้งผักไปประเคนให้หมาป่าอีกงั้นเหรอ เซี่ยชิงพุ่งตัวเข้าไปดักหน้า คราวนี้พี่ใหญ่แกะไม่ยอมวิ่งหนีและไม่หลบเลี่ยง แต่กลับเบรกเท้าหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเซี่ยชิง มันเชิดหัวขึ้นมา ส่งสัญญาณให้เซี่ยชิงวางตะกร้าใบนั้นลง มันจะได้เอาหน่อไม้แห้งบ้วนใส่ลงในตะกร้า
[จบบท]