บทที่ 97: เจ้าของที่ดินหมายเลข 12 คนใหม่
หยางจิ้นแสดงอาการไม่เห็นด้วยกับคำประเมินของลั่วเพ่ยที่มีต่อเซี่ยชิง ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลของตนเอง "เธอไม่เคยผ่านการฝึกระบบการต่อสู้ตามหลักสูตรเฉพาะทางมาก่อนก็จริงครับ แต่เธอเริ่มต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมาตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี จนถึงตอนนี้ร่างกายของเธอก็ยังไม่มีอาการบาดเจ็บหรือบอบช้ำใดเลย แถมเธอเป็นผู้มีพลังวิวัฒนาการระดับสูงถึงสามสาย ศักยภาพในตัวของเธอมีมากกว่าผมอยู่แล้วครับ เนื่องจากเป้าหมายในชีวิตของเธอแตกต่างจากพวกเรา เธอจึงไม่สนใจตารางจัดอันดับพลังการต่อสู้เลย ต่อให้วันหนึ่งทางฐานที่มั่นฮุยซานของเรามีการทำตารางจัดอันดับการทำฟาร์ม ผมเชื่อว่าเธอก็คงไม่สนใจมันอยู่ดี"
ลั่วเพ่ยรับฟังแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สิ่งที่หยางจิ้นพูดมาคือความจริง เขาบอก "นายประเมินเซี่ยชิงไว้สูงมากทีเดียว ถ้าหากเซี่ยชิงมาได้ยินประโยคนี้เข้า ปฏิกิริยาแรกของเธอคงจะคิดว่านายกำลังหาทางกดราคาสินค้าในการทำธุรกรรมซื้อขายแน่"
หยางจิ้นหัวเราะตาม อารมณ์ของเขาดีมาก ชายหนุ่มอธิบายแผนการต่อไป "พี่ลั่วครับ ผมจะเดินทางไปที่ฐานที่มั่นฮุยอี เพื่อลงทะเลไปกับทีมเลี่ยฮั่วสักระยะหนึ่ง ช่วงนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างเราจะถูกตัดขาด ผมขอฝากทีมชิงหลงไว้กับพี่และเซี่ยอวี้ดูแลแทน ผมจะพยายามรีบกลับมาให้เร็วที่สุดครับ"
ย้อนกลับไปหลังจากที่ลั่วเพ่ยถูกพิษ หยางจิ้นต้องนำทีมชิงหลงเดินทางฝ่าอันตรายข้ามภูเขาป่าวิวัฒนาการหลายลูกจนไปถึงเฟิงซานของฐานที่มั่นฮุยอี เพื่อทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับหั่วเฟิ่งหวง ผู้มีอำนาจแห่งทีมเลี่ยฮั่ว หนึ่งในเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนน้ำเพื่อมารักษาลั่วเพ่ยก็คือ หลังจากลั่วเพ่ยหายดีแล้ว หยางจิ้นจะต้องติดตามหั่วเฟิ่งหวงไปทำภารกิจหนึ่งครั้ง
เนื่องจากการช่วยเหลือจากเซี่ยชิง ทีมชิงหลงจึงไปตักน้ำจากเฟิงซานเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่หยางจิ้นก็ยังคงตัดสินใจที่จะไปทำภารกิจนี้ตามสัญญา เหตุผลข้อแรกคือเขาได้ตกลงรับปากกับหั่วเฟิ่งหวงเอาไว้ตั้งแต่ต้น เหตุผลข้อที่สองคือหยางจิ้นมีความสนใจในเนื้อหาของภารกิจนี้เป็นการส่วนตัว ส่วนเหตุผลข้อที่สาม แน่นอนว่าเป็นเพราะหยางจิ้นได้เจรจาบรรลุข้อตกลงใหม่กับหั่วเฟิ่งหวงเป็นที่เรียบร้อย ผลประโยชน์ที่ได้จากภารกิจครั้งนี้จะถูกแบ่งในอัตราส่วนสามต่อเจ็ด โดยทีมเลี่ยฮั่วได้รับเจ็ดส่วนและทีมชิงหลงได้รับสามส่วน
ส่วนแบ่งที่ทีมเลี่ยฮั่วได้มากกว่านี้ คือการแสดงความขอบคุณอย่างเป็นทางการจากหยางจิ้นต่อหั่วเฟิ่งหวง ที่เธอยอมแบ่งน้ำมาช่วยชีวิตลั่วเพ่ยในช่วงเวลาวิกฤต
แม้เงื่อนไขที่หั่วเฟิ่งหวงเสนอมาในตอนนั้นจะดูเอาเปรียบมาก การที่เธอยอมมอบน้ำแลกเปลี่ยนให้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการช่วยชีวิตคน
ในช่วงปีแห่งภัยพิบัติที่โหดร้าย การพบหน้ากันแต่ละครั้งอาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายในชีวิต การบอกลากันแต่ละครั้งอาจหมายถึงการจากลากันตลอดกาล
ลั่วเพ่ยตบบ่าหยางจิ้นเบาๆ เขาเตือนสติรุ่นน้อง "ในทะเลมีอันตรายมากกว่าป่าวิวัฒนาการบนบกมากนะ ให้ฉันติดต่อเหยียนหลงเพื่อขอแลกชุดอุปกรณ์ดำน้ำสู้รบรุ่นใหม่ล่าสุดกับเธอดีไหม"
เหยียนหลงมีชื่อจริงว่าเติ้งเหยียน เธอมีความสามารถในการต่อสู้ใต้น้ำที่แข็งแกร่งมาก ก่อนเกิดภัยพิบัติ เธอเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรบพิเศษมนุษย์กบของกองทัพฮุยเฉิง โค้ดเนมเหยียนหลงนี้ไม่ใช่ชื่อที่เธอตั้งขึ้นเอง แต่เหล่าบรรดาสมาชิกในหน่วยรบพิเศษเป็นคนเรียกขานเธอเพื่อแสดงความเคารพ เธอคือมังกรแห่งผืนน้ำ ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเธอได้เมื่อลงสู่น้ำ
หยางจิ้นส่ายหน้าปฏิเสธ เขาตอบ "ไม่ต้องหรอกครับพี่ กองทัพไม่มีทางนำอุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดออกมาปล่อยให้แลกเปลี่ยนแน่นอน ผมเตรียมการติดต่อกับว่านจี๋เอาไว้แล้วครับ"
ว่านจี๋เป็นพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดในฐานที่มั่นฮุยอี เขาต้องมีสินค้าคุณภาพสูงเก็บซ่อนอยู่ในมืออย่างแน่นอน ลั่วเพ่ยพยักหน้ารับรู้ เขาบอก "ถ้าเสร็จภารกิจแล้วก็รีบเดินทางกลับมา ระวังหั่วเฟิ่งหวงจะเล่นตุกติกด้วย การนำเสบียงกลับมาได้มากเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญเท่ากับความปลอดภัยของนายหรอกนะ"
หยางจิ้นตอบรับคำเตือน เขาถามต่อ "พี่ลั่วจำต้วนเส้าชิ่งได้ไหมครับ เขาเข้าเรียนในปีเดียวกับผม"
โรงเรียนทหารเอมีนักเรียนใหม่เข้าศึกษานับพันคนในแต่ละปี นักเรียนจำครูฝึกได้ง่าย แต่ครูฝึกจำนักเรียนทุกคนได้ยาก ลั่วเพ่ยพยายามนึกแต่ก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชื่อนี้เลย เขาถาม "เขาทำไมหรือ"
หยางจิ้นอธิบายข้อมูลที่ได้มา "ตอนนี้เขาติดตามอยู่ข้างกายหั่วเฟิ่งหวงครับ หลังจากภัยพิบัติเริ่มต้นขึ้น เขาเคยไปคลุกคลีอยู่กับสวีพิ่นเป็นเวลาครึ่งปี"
ความสามารถที่แท้จริงของสวีพิ่นต้องไม่ได้มีเพียงแค่การวิวัฒนาการสายความอดทนเพียงอย่างเดียว มิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าทีมซู่เฟิงได้ ทีมชิงหลงแอบสืบเรื่องราวของเขามาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต้วนเส้าชิ่งอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการสืบหาข้อมูลนี้ เนื่องจากในช่วงเริ่มต้นของภัยพิบัติ มนุษย์ที่เพิ่งได้รับพลังวิวัฒนาการมักจะอยู่ในช่วงที่มีความตื่นเต้น พวกเขามักจะชอบอวดความสามารถของตัวเองให้คนอื่นเห็น
สวีพิ่นอาจจะเคยอวดหรือทดลองใช้พลังความสามารถที่ปกปิดไว้ของเขาต่อหน้าต้วนเส้าชิ่ง
ลั่วเพ่ยวิเคราะห์ตามแล้วเตือนหยางจิ้น "ถ้าต้วนเส้าชิ่งล่วงรู้ความสามารถที่แท้จริงของสวีพิ่นแล้วยังสามารถเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ แสดงว่าตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเหมือนกัน นายต้องระวังตัวเวลาอยู่ใกล้เขาให้ดี"
หยางจิ้นปรับสีหน้าให้ขึงขัง เขาทำวันทยหัตถ์ให้ลั่วเพ่ยเพื่อรับคำสั่งก่อนจะเดินจากไปเพื่อเตรียมตัว
เด็กหนุ่มที่เคยยืนทำหน้าตาอวดดีอยู่ในสนามฝึกของโรงเรียนทหารจนดูน่าโดนสั่งสอนในวันนั้น บัดนี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งแล้ว ลั่วเพ่ยขยับหมวกของตัวเองให้เข้าที่ เขาหันไปถาม "เว่ยเฉิงต้ง กลุ่มเพาะปลูกของเรากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องอะไร"
เว่ยเฉิงต้งรายงาน "วันนี้เหมือนว่าพวกเขาหล่านั้นกำลังวิจัยเรื่องการทำปุ๋ยหมักกันอยู่ครับ"
สิ่งแรกที่ลั่วเพ่ยลงมือทำหลังจากหายดีและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การนำคนไปทำความสะอาดภูเขาหมายเลข 49 เขาได้เรียกตัวกลุ่มเพาะปลูกสองกลุ่มจากพื้นที่เพาะปลูกหลักของทีมชิงหลงให้มาช่วยทำการเพาะปลูกที่ที่ดินหมายเลข 1 อย่างจริงจัง
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้หูจื่อเฟิงต้องนำสิ่งของมีค่าไปแลกเปลี่ยนเชื้อเห็ดหกถุงกับหลี่ซื่อ พื้นที่เพาะปลูกของที่ดินหมายเลข 1 จะเต็มไปด้วยพืชผลในเวลาไม่นานนับจากนี้
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเขาต้องพักรักษาตัวและได้ฟังเจ้าของที่ดินคนอื่นๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนเทคนิคกัน ลั่วเพ่ยจึงเริ่มมีความสนใจในการทำฟาร์มเพาะปลูก การทำฟาร์มและการได้มองดูต้นกล้าเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตขึ้น สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดจากโลกภายนอกได้มากทีเดียว
แน่นอนว่าการผ่อนคลายความเครียดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย
ในช่องวิทยุสื่อสารของกลุ่มเจ้าของที่ดิน จ้าวเจ๋อกำลังบ่นอย่างกลัดกลุ้ม "ตะปูกับกาวของผมหมดเกลี้ยงแล้ว ขอถามทุกคนหน่อยครับ มีใครรู้วิธีทำกล่องไม้ไม่ให้รั่วซึมได้บ้าง"
ควงชิ่งเวยรีบตอบสนองเพื่อหาโอกาสทำกำไร "ผมมีตะปูกับกาวนะ คุณตั้งใจจะทำกล่องไม้กี่ใบ จะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ"
จ้าวเจ๋อไม่อยากสูญเสียของเพื่อทำการแลกเปลี่ยน เขาพูดบ่ายเบี่ยง "พี่ควง เสบียงของผมใกล้จะหมดแล้วจริงๆ ครับ มีวิธีทำกล่องไม้ไม่ให้รั่วซึมโดยไม่ต้องใช้ตะปูกับกาวบ้างไหม"
ควงชิ่งเวยได้ยินว่าจ้าวเจ๋อไม่ยอมจ่ายเพื่อทำการแลกเปลี่ยน ความสนใจของเขาก็ลดลงทันที เขาตอบ "เรื่องนี้ผมไม่รู้หรอก คุณลองไปถามคนที่เป็นงานไม้ดูสิ"
จ้าวเจ๋อระบุเป้าหมายในการขอความช่วยเหลือ เขาถามต่อ "พี่ฉี พี่สือ กล่องไม้ของพวกพี่ทำกันยังไงครับ ช่วยสอนผมหน่อยได้ไหม"
สือจงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบิกบาน "ผมยังมีตะปูกับกาวเหลืออยู่นะ"
ฉีฟู่อธิบายวิธีการของเขา "ผมไม่ได้ใช้ตะปูหรอก ผมใช้โครงสร้างการเข้าไม้แบบสลักเดือยเพื่อประกอบเข้าด้วยกัน แล้วก็ใส่กาวเพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อยให้มันแน่นขึ้น เรื่องนี้อธิบายแค่ประโยคสองประโยคคงไม่เข้าใจหรอกนะ"
ลั่วเพ่ยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พี่ฉีจะว่างช่วงไหนบ้างครับ ผมขอส่งคนสองคนไปเรียนวิธีทำกล่องไม้กับพี่ได้ไหม"
ฉีฟู่รู้สึกตกใจจนทำตัวไม่ถูกเมื่อผู้นำทีมชิงหลงเอ่ยปากขอ เขาตอบ "ได้อยู่แล้วครับ ช่วงนี้ผมไม่มีงานหนักอะไรให้ทำ คนของคุณสามารถมาหาผมได้ตลอดเวลาเลยครับ"
หลังจากที่ลั่วเพ่ยกลับมาประจำการที่ที่ดินหมายเลข 1 เขาได้สานสัมพันธ์กับเจ้าของที่ดินรอบข้างให้แน่นแฟ้นขึ้น เขาได้ทำสัญญาซื้อขายผลผลิตกับคนเหล่านั้น ผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้ภายในที่ดินรอบข้าง ไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าใด ทางทีมชิงหลงจะรับซื้อตามราคาตลาดทั้งหมด เหตุผลของลั่วเพ่ยคือที่ดินหมายเลข 1 มีจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น ความต้องการอาหารก็มีมาก เขาไม่อยากเสียเวลาและทรัพยากรในการขนส่งเสบียงจากเขตปลอดภัยฮุยซานมาที่นี่
แน่นอนว่าวัตถุดิบชั้นยอดที่เพาะปลูกได้ในที่ดินรอบข้าง จะต้องให้จางซานกับหลี่ซื่อเป็นคนเลือกก่อน ลั่วเพ่ยจะรับซื้อเฉพาะของที่จางซานและหลี่ซื่อไม่ต้องการเท่านั้น
ที่ดินหมายเลข 8 ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการทำธุรกรรมร่วมด้วย เจ้าของที่ดินหมายเลข 8 ไม่เคยตอบกลับการติดต่อจากใครเลย
ที่ดินหมายเลข 2 และที่ดินหมายเลข 12 ก็ถูกลั่วเพ่ยตัดออกจากขอบเขตการทำธุรกรรมเช่นกัน เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก หลังจากที่ลั่วเพ่ยถูกวางพิษและรอดกลับมา เขาไม่ไว้วางใจใครหน้าไหนจากตระกูลถังและทีมซู่เฟิงอีกต่อไป ถังเจิ้งป๋อ เจ้าของที่ดินหมายเลข 12 คนใหม่ เป็นพ่อแท้ๆ ของถังหวยและถังเหิง ก่อนเกิดภัยพิบัติเขาคือประธานกรรมการของโรงแรมเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในฮุยเฉิง
ฉีฟู่พูดจบ ถังเจิ้งป๋อก็เริ่มพูด เสียงของเขาไม่แสดงอาการถ่อมตัวหรือหยิ่งผยอง จังหวะการพูดไม่ช้าไม่เร็ว การออกเสียงชัดเจนมาก ฟังแล้วรู้สึกได้เลยว่าเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการอบรมมาอย่างดี "ฉีฟู่ ผมขอไปเรียนวิธีทำกล่องไม้กับคุณด้วยได้ไหมครับ"
ตามหลักแล้ว เจ้าของที่ดินหมายเลข 12 ไม่ควรเข้ามาอยู่ในช่องสื่อสารของกลุ่มเจ้าของที่ดินหมายเลข 1 ถึง 10 ถังเจิ้งป๋ออ้างเหตุผลว่าที่นี่มีแต่คนคุ้นเคยและเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเพาะปลูก เขาจึงขอเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้วย
คนในกลุ่มนี้ล้วนเป็นคนคุ้นเคยของถังเจิ้งป๋อจริงๆ ในที่ดินหมายเลข 2 มีลูกชายของเขาสองคนอาศัยอยู่ ฉีฟู่จากที่ดินหมายเลข 5 ก็เคยเป็นคนขับรถบรรทุกขนของให้บริษัทของเขา ควงชิ่งเวยจากที่ดินหมายเลข 6 ก็เคยเช่าพื้นที่ร้านค้าของเขาเพื่อเปิดร้าน สวนสาธารณะในเมืองที่จ้าวเจ๋อรับเหมาก่อสร้างซึ่งอยู่ในพื้นที่ของที่ดินหมายเลข 4 ในปัจจุบัน ก็เป็นโครงการที่เขาบริจาคเงินสร้าง หากไม่ใช่เพราะการมาถึงของภัยพิบัติที่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย ถังเจิ้งป๋อคือบุคคลระดับสูงที่พวกคนเหล่านี้ไม่สามารถเอื้อมถึงได้เลย
หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไป สังคมมนุษย์ได้ทำการสับเปลี่ยนตำแหน่งสถานะใหม่ตามความสามารถ ถังเจิ้งป๋อ ประธานกรรมการของโรงแรมเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในฮุยเฉิง ก็ต้องออกมาใช้ชีวิตทำฟาร์มในที่ดินเช่นกัน
ปัจจุบันฉีฟู่มีความสนิทสนมกับทีมชิงหลง เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนของตระกูลถังเพื่อป้องกันปัญหา แต่ถังเจิ้งป๋อเอ่ยปากขอร้องมา ฉีฟู่ไม่กล้าปฏิเสธ เขาตอบ "ท่านประธานถังอยากมา ก็สามารถมาได้ตลอดเวลาครับ"
ฉีฟู่มีความคิดอยากจะพูดออกไปว่างานไม้ของเขายังทำได้ไม่ดีเท่าเซี่ยชิง คนของทีมชิงหลงกับทีมซู่เฟิงไปขอเรียนกับเซี่ยชิงแทนน่าจะได้ผลดีกว่า แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกไป
ทุกวันนี้ ฉีฟู่ จ้าวเจ๋อ และควงชิ่งเวยมักจะได้ยินเสียงเซี่ยชิงกำลังทำความสะอาดป่าวิวัฒนาการบนภูเขาหมายเลข 49 ที่อยู่เหนือแนวป่ากันชนอยู่ทุกวัน ความรู้สึกเกรงขามที่พวกเขามีต่อเธอก็เพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา
ทีมชิงหลงได้เริ่มต้นภารกิจทำความสะอาดภูเขาหมายเลข 49 อย่างเป็นทางการ เซี่ยชิงกับสือตู้ต่างก็เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน เซี่ยชิงรับหน้าที่ทำความสะอาดป่าวิวัฒนาการทางทิศเหนือของที่ดินหมายเลข 1 หมายเลข 3 และหมายเลข 4 หลังจากรับภารกิจมา เซี่ยชิงสามารถเข้าออกสนามฝึกซ้อมส่วนตัวของเธอเพื่อทำความสะอาดและฝึกฝนการต่อสู้จริงได้อย่างเปิดเผย
ชีวิตของเซี่ยชิงในตอนนี้มีความวุ่นวายและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า
เมื่อได้ยินว่าในช่องสื่อสารของเจ้าของที่ดินไม่มีเสียงพูดคุยต่อแล้ว เซี่ยชิงที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บถั่วฝักยาวก็เอ่ยปากถาม "พี่ฉีคะ ถั่วฝักยาวที่เด็ดออกมาแล้วต้องตากแดดกี่วันคะ ต้องแกะเมล็ดออกมาก่อนตาก หรือสามารถตากไปทั้งฝักได้เลยคะ"
[จบบท]