คุณหมอขอให้เหวินเชียนยื่นมือออกมาเพื่อตรวจชีพจร ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันไปมองลู่เจิ้ง
“ผู้ชายคนนี้เป็นคนรักของคุณใช่ไหม?”
เหวินเชียนพยักหน้า คุณหมอจ้องลู่เจิ้งก่อนเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สหาย ต่อไปคุณต้องดูแลแม่ลูกคู่นี้ให้ดีกว่านี้ ทั้งสองคนขาดสารอาหารอย่างหนัก หากยังปล่อยไว้แบบนี้
อีกไม่นานต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่”
ลู่เจิ้งพยักหน้ารับเงียบ ๆ คุณหมอจึงจัดยาให้ลู่เฉิน หลังรับยาเรียบร้อย ทั้งสามก็พากันเดินทางกลับบ้าน
ระหว่างทาง เหวินเชียนกอดลู่เฉินไว้แน่น แท้จริงแล้ว การมาหาหมอในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
หมอคนนี้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีน และเธอรู้จักชื่อเสียงของเขาจากชาติที่แล้ว
อาจารย์ของเขาคือชายชราที่อาศัยอยู่ในคอกวัว ผู้เป็นแพทย์แผนจีนชื่อดัง
ในชาติที่แล้ว หลังเสี่ยวเฉินลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ร่างกายก็อ่อนแอจนเกือบเสียชีวิต ชายชราผู้นั้นสงสารแม่ลูกทั้งสอง
จึงยื่นมือเข้าช่วย ทั้งยังควักเงินซื้อยาให้ด้วยตัวเอง จนลู่เฉินรอดชีวิตมาได้
หลังจากนั้น เหวินเชียนพยายามตอบแทนบุญคุณหลายครั้ง แต่ชายชรากลับปฏิเสธทุกครั้ง
เธอเข้าใจดีว่า เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกัน
ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ทั้งสามกำลังเดินทางกลับบ้าน ลู่เหยากับจางเหยียนกลับถูกตำรวจสอบสวนอย่างต่อเนื่องที่สถานี
พวกเขาถูกเรียกไปซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบทุกชั่วโมง ราวกับถูกทรมานเสียมากกว่า
จนบางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังตอบคำถามอะไรอยู่
จู่ ๆ ลู่เหยาก็นึกถึงเงินก้อนหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋าของจางเหยียนได้
นั่นคือเงินที่ได้รับมาจากกายขายลูกชายทั้งสองคน แม้แผนจะล้มเหลวไปแล้ว แต่เงินก้อนนั้นยังสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้สูญเปล่า
ความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้าของเขา ลู่เหยาจึงลุกขึ้นโวยวายเสียงดังกลางสถานีตำรวจ
“ทำไมต้องขังพวกเราด้วย! พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด ลูกของพวกเราหายไป พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาปฏิบัติกับพวกเราแบบนี้!”
เสียงโต้เถียงดังก้องไปทั่วสถานีตำรวจ
ตกบ่ายวันเดียวกัน ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวก็กลับมาถึงบ้าน
ดูท่าทางแล้วน่าจะถูกโรงพยาบาลไล่ออกมา เพราะที่นั่นไม่ใช่ถนนในหมู่บ้านที่จะปล่อยให้ใครอาละวาดได้ตามใจ
หากไม่ได้ป่วยจริง โรงพยาบาลย่อมไม่ยอมให้พักรักษาตัวต่อ
ทันทีที่เห็นเหวินเชียนกับอีกสองคนนั่งอยู่ในบ้าน ติงชุยฮัวก็เม้มปากแน่น ก่อนจะอ้าปากด่าทันที
“อีนังสารเลว! แกไม่มีตาหรือไง! ไม่เห็นหรือว่าพ่อแกจะล้มอยู่แล้ว!”
“ฉันนี่มันซวยจริง ๆ ที่ได้สะใภ้อย่างแก!”
แต่เมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของผู้เฒ่าลู่ เธอก็รีบหุบปากทันที
ผู้เฒ่าลู่ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ สายตามืดมนทอดไปยังกระท่อมฟาง ก่อนจะเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ
“ลู่เจิ้ง ออกมาหน่อย”
ลู่เจิ้งเดินออกมานั่งตรงหน้า มองบิดาอย่างเย็นชา
“ไปช่วยน้องชายของแกเถอะ ฉันรู้ว่าแกทำได้”
ลู่เจิ้งตอบกลับทันที
“แล้วถ้าผมไม่อยากช่วยล่ะ?”
ผู้เฒ่าลู่เดือดดาลทันที
“ไอ้ลูกอกตัญญู! ฉันเป็นพ่อแกนะ แกต้องเชื่อฟังฉันสิ!”
เขาไออย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ทัน ก่อนจะฝืนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ถ้าแกไม่ช่วยน้องชาย คิดหรือว่าตำแหน่งทหารของแกจะยังปลอดภัย? ยังคิดว่าจะเลื่อนขั้นต่อไปได้อีกงั้นหรือ?”
เหวินเชียนยืนพิงกรอบประตู มองแผ่นหลังกว้างของลู่เจิ้งด้วยหัวใจที่บีบรัด
เธอมองไม่เห็นสีหน้าของเขา จึงยิ่งรู้สึกกังวล แต่สุดท้าย เขาก็ตอบออกมาทีละคำอย่างหนักแน่น
“ผมไม่สนใจ”
ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“แก...”
เขารู้ดีว่าลูกชายก้าวขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันแล้ว อีกไม่นานอนาคตก็จะยิ่งสดใส
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายกลับบอกว่าไม่สนใจทุกอย่าง เหตุผลที่พวกเขาวางแผนเล่นงานเหวินเชียน
ก็เพราะรู้ว่าลู่เจิ้งมีรายได้สูงทุกเดือน หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ พวกเขาคงไม่ยอมเสี่ยงถึงขนาดนั้น
ลู่เจิ้งกล่าวเรียบ ๆ
“คนทำผิด ก็ต้องรับผลของการกระทำของตัวเอง”
ผู้เฒ่าลู่ตัวสั่นด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำ
“ไอ้ลูกอกตัญญู! ถ้าไม่มีฉัน แกจะมีวันนี้ได้ยังไง จะมีเกียรติยศแบบนี้ได้หรือไง!”
ลู่เจิ้งหัวเราะเยาะเบา ๆ
“ทุกสิ่งที่ผมมี ได้มาด้วยสองมือของตัวเองทั้งนั้น”
เขาจ้องผู้เป็นพ่อเขม็ง
“พวกเราต่างก็รู้ดีว่าพ่อเคยให้อะไรผมบ้าง”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเตรียมเดินกลับ แต่เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าลู่ก็ดังไล่ตามมา
“ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ อย่าหวังว่าแกจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในกองทัพเลย!”
ติงชุยฮัวรีบตะโกนสมทบทันที
“ใช่! ต่อให้แกเป็นผู้บังคับกองพันแล้ว ฉันก็ทำให้แกไม่มีความสุขได้เหมือนกัน! ถ้าลูกฉันอยู่ไม่ได้ พวกแกก็อย่าหวังว่าจะอยู่เป็นสุข!”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ลู่เจิ้งเดินไปเปิด ก็พบตำรวจสองนายยืนอยู่หน้าบ้าน
“เราพบรังของขบวนการค้ามนุษย์แล้ว แต่พวกมันหนีไปก่อน เส้นทางหลบหนียังไม่ชัดเจน ตอนนี้เรายังไม่มีเบาะแสใหม่”
ผู้เฒ่าลู่รีบถามทันที
“แปลว่าหลานทั้งสองคนของฉันยังหาไม่เจอใช่ไหม?”
เหวินเชียนยกยิ้มบาง ๆ อย่างเงียบงัน ไม่มีใครทันสังเกตุเห็น
เธอไม่ได้ใจร้าย เพียงแต่มันถึงเวลาแล้ว...ที่คนพวกนี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับเธอในชาติที่แล้ว
ตำรวจหันมาทางผู้เฒ่าลู่
“ดังนั้น พวกเราจึงหวังว่าคุณจะให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติม”
ในเวลาต่อมา ลู่เหยากับจางเหยียนตัดสินใจออกตามหาพ่อค้ามนุษย์ด้วยตัวเอง
ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวเพิ่งมารู้เรื่องนี้ หลังจากลู่เหยานำเงินก้อนนั้นติดตัวออกไปแล้ว
ผู้เฒ่าลู่ตบบ่าลูกชายด้วยแววตาภาคภูมิ ราวกับกำลังบอกว่า
“ลูกโตแล้ว... พ่อภูมิใจในตัวลูก”
หลังตำรวจกลับไป ผู้เฒ่าลู่จึงหันมองลู่เจิ้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แกมีเงื่อนไขอะไร ถึงจะยอมช่วยลู่เหยา?”
ลู่เจิ้งตอบโดยไม่ลังเล “แยกครอบครัว แล้วแยกทะเบียนบ้านของพวกเราออกไป”
เส้นเลือดบนหน้าผากผู้เฒ่าลู่ปูดโปน เขากัดฟันแน่น
“แกกำลังเพ้อฝันอยู่หรือไง! อย่าหวังว่าจะตัดตัวเองออกจากตระกูลลู่ได้ง่าย ๆเลย!”
ติงชุยฮัวมองสามีอย่างร้อนใจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงดื้อดึงนัก
การแยกครอบครัวไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย แต่ผู้เฒ่าลู่กลับหันมาตวาดใส่เธอ ก่อนตบหน้าใบหน้าอย่างแรง
เพียะ!
ขณะที่เหวินเชียนกำลังจะปิดประตู เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงผู้หญิงที่ตะโกนลั่น
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสอง! ฉันมาหาลูกสาวกับหลานชายของฉัน!”
คนจากตระกูลจางมาถึงแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงได้รับข่าวทั้งหมดแล้ว
แม้จางเหยียนจะเป็นผู้หญิง แต่เธอกลับเป็นที่รักของคนทั้งตระกูลจางมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็นพี่ชาย ลุง ป้า ปู่ หรือย่า ต่างก็พร้อมยืนอยู่ข้างเธอเสมอ...