“โอ้ย ชามของฉัน! เวรเอ๊ย! ฉันจะตีแกให้ตายเลยคอยดู!”
เหวินเชียนมองติงชุยฮัวที่วิ่งตรงเข้ามาหาเธอ แล้วคว้าไม้จากมืออีกฝ่าย ตีใส่โดยไม่ลังเลเลย
เธอทำงานหนักทุกวัน ร่างกายของเธอจึงแข็งแรงมาตลอด เมื่อก่อนก็เพราะเธอใจอ่อนเลยยอมผู้หญิงแก่ๆ แบบนี้
แต่ครั้งนี้ ติงชุยฮัวถูกเธอฟาดหนักๆกลับหลายครั้งจนเธอร้องไห้โฮ แล้ววิ่งหนีไปซ่อนในลานบ้าน
ลู่เหยาและจางเหยียนเห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาคว้าไม้ไว้ แต่เหวินเชียนกลับฉวยโอกาสฟาดใส่ทั้งคู่กลับแบบไม่ยั้ง
ทั้งสามคนถูกตีพร้อมกัน ส่วนลู่เหวินกับลู่เฟิงก็กอดขาพ่อร้องไห้เสียงดัง
ในลานบ้านวุ่นวายไปหมด ลู่เฉินยืนอยู่ด้านข้าง ตกตะลึงจ้องมองแม่ของเขาด้วยความมึน งง
หน้าของผู้เฒ่าลู่ ซีดเผือด เขาตะโกนลั่น “หยุดนะ!”
เหวินเชียนหยุดลงมือแล้วรีบก้าวไปยืนข้างลูกชายเพื่อปกป้องเขาทันที แม้จะเหนื่อยจนหอบแต่เธอกลับรู้สึกโล่งใจ
และสะใจจนอยากลุกไปตีต่ออีก
เธอคิดในใจ หากเธอฆ่าได้คนพวกนี้ได้จริงๆ เธอคงทำไปแล้ว เรื่องจะได้จบๆไป!
“อีนังสารเลว! แกบ้าไปแล้วหรือไง ดูซิแกกล้าตีแม่สามีได้ยังไง! แกรีบคุกเข่าขอโทษแม่แกเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“แล้วแกก็รีบไปทำกับข้าวให้พวกเรากิน จากนั้นก็ไปทำงานต่อ!”
เหวินเชียนปรายตามองผู้เฒ่าลู่ด้วยรอยยิ้มเยาะ
ผู้ชายคนนี้ร้ายที่สดในบ้าน ภายนอกทำตัวเป็นคนดี แต่ภายในใจมืดมนยิ่งกว่าใครทั้งหมด
“ฉันไม่ไป วันนี้ฉันจะไปถอนเงิน และต่อไปก็จะไม่ทำงานให้อีกแล้ว”
“เงินห้าหยวนต่อเดือนที่ฉันกับเสี่ยวเฉินแบ่งให้ครอบครัวมันก็มากพอแล้ว!”
พูดจบ เหวินเชียนก็เหวี่ยงไม้ใส่ติงชุยฮัว ไม้ลอยไปโดนหน้าของเธอจนบวมแดงขึ้นมาทันที
เหวินเชียนพาลูกชายเดินเข้าบ้าน พอเห็นสีหน้าหวาดกลัวของเขาเธอก็โอบกอดเขาแน่น
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิด เธอปลอบเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“วันนี้แม่จะพาลูกเข้าเมือง ไปกินเนื้อกันนะ”
จากนั้นเธอก็ลงกลอนประตูให้แน่นหนา เธอคลานไปถึงด้านในสุดของห้อง เปิดม่านเตียง
หยิบอิฐสองสามก้อนออกมา ก่อนดึงกล่องที่ซ่อนไว้อออกมาอีกที
สายตาเธอจ้องลูกชายที่ผอมเหลือง แววตาสับสน ก่อนจะยิ้มแล้วเปิดกล่องออก
ในกล่องเต็มไปด้วยเงิน! เหวินเชียนถอนหายใจโล่ง อก
โชคดีที่ตลอดมาเธออ่อนโยน เชื่อฟัง ไม่เถียงใคร เวลาลู่เจิ้งส่งเงินมาก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
และเธอก็แอบเก็บเงินไว้เองเดือนละห้าหยวน โดยไม่ให้ใครรู้
แท้จริงแล้ว เป็นเพราะลู่เจิ้งวางแผนไว้ เขาแจ้งเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไว้ล่วงหน้าว่าเงินทุกเดือนต้องให้เหวินเชียนเป็นคนไปรับ
ไม่เช่นนั้นพวกติงชุยฮัวคงฮุบไปหมดแล้ว ครั้งหนึ่งติงชุยฮัวเคยพยายามค้นหาเงิน แต่ก็หาที่ซ่อนของเธอไม่เจอ
นับแต่นั้นมาติงชุยฮัวก็ด่าทอและข่มขู่เธอทุกวัน แต่เหวินเชียนก็อดทน ไม่เคยยอมให้เงินไป
เมื่อนับรวมเงินทั้งหมดในกล่องแล้ว ก็มีมากถึง 3,015หยวน!
ทุกครั้งที่ได้เงินมาเธอเก็บไว้หมดไม่กล้าแตะต้องเลยสักหยวน นอกจากจะซื้อขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้เสี่ยวเฉินแอบกินลับๆเท่านั้น
เธอคาดไม่ถึงเลยว่าเงินก้อนนี้ กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้เธอกับลูกต้องตายอย่างน่าเวทนาในชาติที่แล้ว…
ครั้งนี้ เธอหยิบตั๋วต่างๆ ทั้งหมดเก็บเงินใส่ถุงผ้า พกติดตัวไว้แน่น
เพราะเมื่อทะเลาะกับครอบครัวใหญ่เช่นนี้ หากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา เงินทั้งหมดก็จะหายเกลี้ยง
เธอจูงเสี่ยวเฉินออกจากห้อง ไม่สนเสียงด่าที่ดังไล่หลังราวกับเสียงสุนัขเห่า แล้วตรงไปขึ้นเกวียนที่ประตูหมู่บ้านทันที
บนเกวียน ป้าคนหนึ่งหันมาหัวเราะใส่เธอ “ครอบครัวลู่เจิ้งไปถอนเงินอีกแล้วสินะ!”
อีกคนเอ่ยแซว “ไปๆ รีบไปเอาเงินกันเถอะ”
หญิงชราที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมองเสี่ยวเฉิน ก่อนยกมือลูบแก้มน้อยๆ ของเขาอย่างอ่อนโยน สีหน้าเต็มไปด้วยความเวทนา
เมื่อเห็นเหวินเชียนยังมีท่าทีลังเล เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า
“แม่หนู ลู่เจิ้งส่งเงินมาให้ทุกเดือนใช่ไหม? แค่เธอกับเสี่ยวเฉินจะใช้หมดได้ยังไงกัน”
เธอทอดสายตามองร่างผอมบางของเด็กน้อยแล้วถอนหายใจ
“ดูสิ ผอมจนเหลือตัวเล็กนิดเดียว เขาเตี้ยกว่าเสี่ยวเหวิน ลูกชายของพี่ชายฉันตั้งครึ่งหัวเลยนะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ถ้าเอาเงินพวกนั้นมาทำอาหารดีๆ ให้ลูกกินเอง ยังจะคุ้มกว่าที่ต้องคอยเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่พวกนั้นอีก”
“ฉันเห็นลู่เจิ้งเติบโตมากับตา เขาไม่มีวันทำให้เธอผิดหวังหรอก อย่าไปเชื่อข่าวลือในหมู่บ้านเลย”
คำพูดนั้นทำให้เหวินเชียนรู้สึกทั้งอบอุ่นและขมขื่นในเวลาเดียวกัน
เพราะหลายปีมานี้ ลู่เจิ้งไม่เคยกลับบ้านเลย เขาเพียงแค่ส่งเงินมาทุกเดือน
แต่ก็ไม่เคยเขียนจดหมายมาเลยสักฉบับ
ข่าวลือในหมู่บ้านจึงแพร่สะพัดไม่หยุดว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่ ตอนแรกติงชุยฮัวยังปฏิบัติกับเธอตามปกติ
แต่ไม่นานท่าทีก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จนกลายเป็นรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
แต่ ความจริงนั้น...
หลังจากเธอตายในชาติก่อน เหวินเชียนไม่ได้จากโลกนี้ไป แต่วิญญาณของเธอยังวนเวียนอยู่ด้วยความอาฆาต
ที่เฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเงียบงัน จนวันหนึ่ง ลู่เจิ้งก็กลับมาที่บ้าน แต่ใรเวลานั้น ทั้งเธอและเสี่ยวเฉินต่างเสียชีวิตไปแล้ว
เขาลงมือกวาดล้างคนในตระกูลลู่ที่เคยรังแกทั้งสองแม่ลูกอย่างไม่ปรานี บางคนถูกส่งเข้าคุก บางคนพิการ
บางคนกลายเป็นอัมพาต ส่วนเสี่ยวเฉิน...
ร่างเล็กๆ ที่เน่าเปื่อย ถูกนำไปทิ้งไว้กลางป่า จนแทบไม่มีใครจำเขาได้
ภาพนั้นทำให้เหวินเชียนเกลียดลู่เจิ้งจนสุดหัวใจ ถ้าเขากลับมาเร็วกว่านี้...
เธอกับลูกก็คงไม่ต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนาแบบนี้
ความทรงจำอันโหดร้ายถาโถมเข้ามา ดวงตาของเหวินเชียนแดงก่ำ เธอกอดเสี่ยวเฉินไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะเสียเขาไปอีกครั้ง
ชาตินี้ ต่อให้ไม่มีลู่เจิ้ง เธอก็จะเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างปลอดภัยและมีความสุข
แน่นอนว่าสักวันเขาจะต้องกลับมา แต่เมื่อถึงวันนั้น เธอจะเลือกอีกครั้งว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับเขา หรือเดินจากไป
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะทำต่อจากนี้
เกวียนโยกคลอนไปตามถนน เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง เหวินเชียนก็พาเสี่ยวเฉินตรงไปยังที่ทำการไปรษณีย์ทันที
เธอถือกระดาษที่จดหมายเลขโทรศัพท์ไว้แน่น ก่อนกดหมายเลขด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ไม่นานสายก็เชื่อมติด “สวัสดีครับ” ไม่ใช่เสียงของลู่เจิ้ง
เหวินเชียนแอบถอนหายใจอย่างโล่ง อก ก่อนเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“ขอโทษนะคะ คุณอยู่หน่วยเดียวกับลู่เจิ้งใช่ไหม?”
“ใช่ครับ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า?”
“ช่วยตามลู่เจิ้งมารับสายหน่อยค่ะ ฉันเป็นภรรยาของเขา”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "ภรรยา" ปลายสายก็เงียบไปชั่วขณะ ทหารที่รับสายถึงกับตะลึง
ทุกคนในหน่วยรู้ว่ากัปตันลู่แต่งงานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นภรรยาของเขาเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ไม่มีทั้งจดหมายและโทรศัพท์ มีเพียงเงินที่เขาส่งกลับบ้านทุกเดือนเท่านั้น
หลายคนถึงกับสงสัยว่าเขามีภรรยาจริงหรือเปล่า บ้างก็ลือว่าเขาไม่ได้รักภรรยาของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
จึงทำให้สาวๆ ในหน่วยไม่น้อยแอบมีใจให้เขา เมื่อปลายสายเงียบเกินไป เหวินเชียนจึงถามอย่างระมัดระวัง
“หรือว่า...เขาไม่ได้อยู่หน่วยนี้แล้วคะ?” ทหารหนุ่มเพิ่งได้สติ รีบตอบทันที
“อยู่ครับ พี่สะใภ้! รอสักครู่นะครับ ผมจะไปตามกัปตันลู่เดี๋ยวนี้!”
เวลานั้น ลู่เจิ้งกำลังฝึกอยู่กลางสนาม พอได้ยินว่าภรรยาโทรมา ทั้งหน่วยก็ฮือฮากันยกใหญ่
ต่างพากันวิ่งตามไปแอบดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ในที่สุด...ภรรยาของกัปตันลู่ก็โทรมาจริงๆ
ลู่เจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบวิ่งตรงไปยังห้องโทรศัพท์
หัวใจของเขาเต้นแรง มือที่กำแน่นเริ่มสั่น ทำไมเธอถึงโทรมา? หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?
หลายปีที่ผ่านมา เขาตั้งใจไม่กลับบ้าน เพราะไม่อยากรบกวนชีวิตของเหวินเชียนกับลู่เหยา...
ยิ่งคิด เขาก็รีบวิ่งเร็วให้ขึ้นขึ้น เมื่อคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาก็รู้สึกเหมือนหายใจติดขัด
ต้องฝืนข่มอารมณ์ให้สงบลง แม้เสียงจะยังสั่นอยู่เล็กน้อยก็ตาม
“สวัสดี...ผมลู่เจิ้ง” เพียงได้ยินเสียงทุ้มสุขุมที่คุ้นเคย เหวินเชียนก็รู้สึกแสบจมูกทันที
ความโกรธ ความน้อยใจ และความเจ็บปวดที่กดไว้ทะลักออกมาพร้อมเสียงสั่นเครือ
“ฉันคือเหวินเชียน... ถ้าคุณไม่กลับมา ฉันกับลูกจะต้องตาย!”
ลู่เจิ้งตัวแข็งทื่อ “คุณหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ! รีบกลับมาเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณช้ากว่านี้...”
เธอหยุดหายใจลึกๆ ก่อนพูดช้าๆ
“คุณอาจไม่ได้เจอพวกเราสองแม่ลูกอีกเลย”