ลู่เหยานั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง ฟังเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นไม่หยุด ความหวาดกลัวทำให้เขาอยู่ไม่สุข
หากไม่เปิดประตู... คนข้างนอกคงพังเข้ามาแน่
และคนพวกนั้น ล้วนเป็นพวกโหดเหี้ยม ไม่เคยเกรงกลัวใคร
คนที่ยืนอยู่นอกบ้าน ก็คือชายที่เขาพบในวันที่ไปติดต่อกับแก๊งค้ามนุษย์
วันนั้น เขาเดินทางไปยังที่ซ่อนชั่วคราวของพวกค้ามนุษย์ ทุกอย่างเกือบตกลงกันเรียบร้อย
ขณะที่กำลังจะจากไป ชายร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งยืนนิ่งมาตลอดก็เอ่ยขึ้น
“แล้ว... ขายผู้หญิงไหม?”
ลู่เหยาชะงัก มองหนวดเครารุงรังกับมัดกล้ามของอีกฝ่าย ก่อนจะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“คุณ... อยากได้ผู้หญิงแบบไหน?”
ชายคนนั้นตอบเรียบ ๆ
“ถ้าเป็นผู้หญิงที่เคยมีลูก ฉันรับซื้อ”
พูดจบ เขาก็หยิบธนบัตรสิบหยวนออกมายัดใส่มือลู่เหยา
“นี่ค่ามัดจำ ที่เหลือจะจ่ายเมื่อส่งตัวคนมา”
ทันทีที่เห็นเงิน ชื่อของเหวินเชียนก็ผุดขึ้นมาในหัวลู่เหยา
เขากำธนบัตรแน่น ลูบขอบกระดาษไปมาอย่างลังเล ก่อนถามเสียงต่ำ
“ต้องส่งตัวไปที่ไหน? อย่างน้อยฉันก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัย”
ชายคนนั้นหัวเราะเย็นชา
“ไม่ต้องห่วง พอเข้ามาที่ภูเขาแล้ว ต่อให้มีปีกก็หนีไม่รอด”
น้ำเสียงแหบต่ำกับสำเนียงท้องถิ่น ทำให้ลู่เหยาคาดว่าอีกฝ่ายน่าจะมาจากหมู่บ้านในแถบภูเขา
เขานึกถึงลู่เจิ้งที่ประจำการอยู่ในกองทัพ และถ้าหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป...ผลที่ตามมาคงน่ากลัวเกินจะรับไหว
แต่เมื่อนึกถึงลู่เฉิน เขาก็ตัดสินใจได้ทันที หากจะขายเด็ก ก็ต้องกำจัดเหวินเชียนไปพร้อมกัน
ไม่เช่นนั้น หากเธอติดต่อกับลู่เจิ้ง ทุกอย่างย่อมพังไม่เป็นท่า
“ตกลง... รอข่าวจากผมได้เลย”
ชายคนนั้นเหลือบมองเขา
“แน่ใจนะว่าเธอมีลูกได้”
“แน่นอน เธอเคยคลอดลูกมาแล้ว แค่ผอมไปหน่อย”
อีกฝ่ายโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ขอแค่มีลูกได้ ที่เหลือฉันไม่สน”
หลังจากแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวเด็กสำเร็จ ลู่เหยาก็รีบส่งข่าวให้อีกฝ่าย พร้อมนัดวันส่งตัวอย่างชัดเจน
คืนนี้...คือคืนที่นัดกันไว้ แต่ตอนนี้ เหวินเชียนกลับขายไม่ได้อีกแล้ว
ทุกแผนที่วางไว้พังทลายลงในพริบตา ลู่เหยาตัวสั่น เดินไปเปิดประตูอย่างระมัดระวัง
พอเห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอกก็รีบถอยกลับด้วยความตกใจ ชายร่างใหญ่ผลักเขาจนเซถอย
“จะมัวชักช้าอะไร คนอยู่ไหน รีบพาออกมา!”
เสียงตะคอกนั้นดังลั่นไปทั้งลาน
ภายในกระท่อมมุงจาก เหวินเชียนสะดุ้งจนแทบทำถ้วยน้ำหลุดมือ
โชคดีที่ลู่เจิ้งรับไว้ได้ทัน เขาหันมองเธอด้วยความเป็นห่วง
ร่างของเหวินเชียนสั่นอย่างรุนแรงขึ้น ความทรงจำในชาติก่อนถาโถมกลับมาราวกับคลื่นยักษ์
เธออยากซ่อนตัว... อยากหายไปจากโลกใบนี้
ลู่เหยารีบปิดประตู ก้มหน้าพูดเสียงสั่น
“พี่หลิว... คนนี้ขายไม่ได้แล้ว ผมคืนมัดจำให้นะ”
เขารีบหยิบธนบัตรสิบหยวนยื่นส่งคืนด้วยสองมือ
แต่พี่หลิวกลับคว้าคอเสื้อเขา ยกร่างลอยจากพื้น ลู่เหยาต้องเขย่งปลายเท้าด้วยความหวาดกลัว
“แกกำลังจะบอกว่า... ขายไม่ได้แล้วงั้นเหรอ?”
“แกกล้าหลอกฉันงั้นหรือ?”
“รู้ไหมว่าฉันฆ่าแกได้เดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“พี่หลิว... ผมไม่ได้โกหกนะ! คน... คนหายไปแล้วจริง ๆ!”
ลู่เหยาแอบเหลือบมองกระท่อมมุงจาก พลางโทษลู่เจิ้งที่ไม่ออกมาช่วย
แต่ในใจลึก ๆ เขากลับหวังว่า หากคนพวกนี้บุกเข้าไป ลู่เจิ้งอาจรับมือได้ อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงเวลาให้เขา
พี่หลิวเหวี่ยงเขาลงกับพื้น ก่อนเหยียบต้นขาเต็มแรง
“อ๊าก!”
ลู่เหยากรีดร้อง พลางกอดขาอีกฝ่ายไว้แน่น
“พี่หลิว ผมผิดแล้ว! ปล่อยผมก่อน ผมจะอธิบายทุกอย่าง!”
พี่หลิวย่อตัวลง ตบหน้าลู่เหยาเบา ๆ แต่แววตากลับเย็นเฉียบ
“ถ้าแกโกหก... ฉันฆ่าแกแน่”
“ผมไม่กล้า!”
ลู่เหยาหลับตา ก่อนชี้ไปยังกระท่อมมุงจาก
“คน... อยู่ในห้องนั้น”
พี่หลิวกับลูกน้องสบตากัน พวกเขาไม่ใช่คนโง่
สีหน้าหวาดกลัวของลู่เหยาบอกชัดว่า ในห้องนั้นไม่มีทางมีแค่ผู้หญิงคนเดียว
เขากวาดสายตามองบ้านใหญ่ที่ถูกรื้อจนเหลือแต่ซาก ก่อนรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด
พี่หลิวกระชากผมลู่เหยาจนต้องเงยหน้า
“พูดมาให้ชัด... ว่าในห้องนั้นมีใครกันแน่?”
“พี่หลิว... ผมไม่กล้าโกหกจริง ๆ เธออยู่ในนั้น...”
ยังไม่ทันพูดจบ
กร๊อบ!
พี่หลิวบิดข้อมือเขาจนเกิดเสียงดัง
เสียงกรีดร้องของลู่เหยาดังลั่นไปทั้งบ้าน ติงชุยฮัวที่หลบอยู่ในห้องทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป รีบเปิดประตูวิ่งออกมา
ทั้งที่ลูกชายร้องห้าม
แต่พอเห็นชายแปลกหน้ายืนเต็มลาน เธอก็หน้าซีด รีบปิดประตูแทบไม่ทัน พิงบานประตูหายใจหอบ
พี่หลิวส่งสายตาให้ลูกน้องทันที ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้าไป ก่อนถีบประตูเปิด
ติงชุยฮัวถูกแรงถีบกระแทกจนล้มลงกับพื้น
ชายคนนั้นกวาดตามองทั่วห้อง จับคางเธอเงยขึ้นสำรวจ ก่อนสะบัดมือทิ้งอย่างรังเกียจ
“มีแต่หญิงแก่กับตาแก่ใกล้ตาย”
พี่หลิวหันมองกระท่อมมุงจากอีกครั้ง ดวงตาหรี่แคบ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย็น
“งั้น... บอกฉันมา”
“ว่าในห้องนั้น ยังมีใครอีก?”
มือที่กระชากผมลู่เหยารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนหนังศีรษะของเขาแทบหลุดออกจากกะโหลก