ลู่เจิ้งวางมือลงบนบานประตูกระท่อมมุงจาก เตรียมผลักมันออก แต่ก่อนที่ประตูจะเปิด มือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งก็เอื้อมมาวางทับหลังมือของเขาไว้
เขาหันไปมองเหวินเชียน เธอเงยหน้าสบตา ก่อนกระซิบเบา ๆ
“ฉันจะไม่ห้ามคุณ... แต่พอคุณออกไป ฉันจะล็อกประตูทันที”
เธอรู้ดีว่าทั้งตัวเองและลู่เฉินมีแต่จะเป็นภาระ แม้ช่วงนี้เธอจะแข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังรับมือได้เพียงคนอย่างลู่เหยาเท่านั้น
หากต้องเผชิญหน้ากับคนโหดเหี้ยมอย่างพี่หลิว เธอคงไม่เพียงช่วยอะไรไม่ได้ แต่อาจทำให้ลู่เจิ้งต้องพะวงอีกด้วย
แต่เธอเชื่อมั่นในตัวเขา
หลายวันที่ผ่านมา เธอเห็นบาดแผลเต็มร่างของเขา บาดแผลที่แลกมาด้วยชีวิตในกองทัพ
เขาไม่มีทางผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาได้ด้วยโชคช่วยแน่นอน
สายตาของทั้งสองประสานกันเพียงครู่ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก
ประตูไม้ไผ่ค่อย ๆ เปิดออก
ลู่เหยารีบถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
ทันใดนั้น
ปัง!
ไม้ถูกเหวี่ยงฟาดเข้าหาประตูอย่างแรง ลู่เจิ้งบิดตัวหลบทันที มือหนึ่งคว้าไม้ไว้ ขาก็เตะสวนเข้าใส่ชายที่ซ่อนอยู่หลังประตูจนกระเด็นออกไป ชายคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น กุมท้องร้องครวญคราง ลุกไม่ขึ้น
“ไอ้เวร! กล้าทำน้องชายฉันเหรอ!”
พี่หลิวถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนคว้าเก้าอี้พุ่งเข้าฟาดใส่ลู่เจิ้ง
ลู่เจิ้งยกมือรับเก้าอี้ไว้ ก่อนเหวี่ยงกลับเต็มแรง
กร๊อบ!
เสียงเก้าอี้แตกดังลั่น พร้อมเสียงกระดูกที่แขนของพี่หลิวหัก
ในวินาทีนั้น ภาพเหวินเชียนที่ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวของลู่เจิ้ง
เปรี้ยง!
หมัดแรกกระแทกเข้าเต็มหน้า
เปรี้ยง!
หมัดที่สองซัดตามมาติดๆ
หมัดของเขาหนักหน่วง ดุดัน ราวกับต้องการเอาชีวิตอีกฝ่าย
ดวงตาแดงก่ำราวสัตว์ร้ายที่ถูกปลุกให้คลุ้มคลั่ง ไม่นานเสียงกรีดร้องของพี่หลิวก็ค่อย ๆ แผ่วลง ส่วนหมัดของลู่เจิ้งก็เปื้อนเลือดไปทั้งสองข้าง
“พี่ใหญ่!”
ลูกน้องที่เหลือหน้าซีด ต่างถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อเห็นหัวหน้าถูกซ้อมต่อหน้าต่อตา คนหนึ่งก็กัดฟัน พุ่งเข้ามาพร้อมไม้ในมือ
“ปล่อยพี่ชายฉัน!”
ลู่เจิ้งหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาสีแดงฉานของเขาในความมืด ทำให้ชายคนนั้นรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้าปีศาจ
ยังไม่ทันได้ฟาดไม้ ลู่เจิ้งก็เตะเข้าที่หน้าอกจนกระเด็น
อีกคนอาศัยจังหวะนั้นเหวี่ยงไม้เข้ามา ลู่เจิ้งยกมือรับ ก่อนกระชากไม้มาไว้ในมือ แล้วหมุนตัวฟาดกลับ
ชายคนนั้นรีบปล่อยไม้ แต่ก็ยังถูกเตะซ้ำจนล้มกลิ้ง
ไม่นานนัก ลูกน้องทุกคนก็นอนกองอยู่เต็มลาน บ้างกุมท้อง บ้างกุมแขน บ้างกุมขา ส่งเสียงคร่ำครวญระงม
ลู่เจิ้งยืนอยู่ท่ามกลางร่างเหล่านั้น เวลานี้เขาไม่เหมือนทหารอีกแล้ว
แต่เหมือนนักรบผู้เต็มไปด้วยความแค้น แต่ในสายตาของเหวินเชียน...เขากลับเป็นทั้งสามีและพ่อที่น่าเชื่อถือที่สุด
ลู่เจิ้งก้าวช้า ๆ เข้าไปหาพี่หลิว
ด้านหลัง ลู่เหยาค่อย ๆ ย่องเข้ามา มือกำท่อนไม้แน่น
เขาจ้องแผ่นหลังกว้างของลู่เจิ้ง ก่อนกลืนน้ำลายอย่างประหม่า แล้วชูไม้ขึ้นสุดแขน
แต่ก่อนที่ไม้จะฟาดลงมา
ปึก!
ลู่เหยาเบิกตากว้าง
ไม้หลุดจากมือ ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับพื้น
พอลู่เจิ้งหันกลับมา ใต้แสงจันทร์ เขาเห็นเหวินเชียนยืนถือท่อนไม้ด้วยสองมือ เหงื่อไหลอาบใบหน้า หายใจหอบไม่หยุด
เขามองลู่เหยาที่หมดสติ ก่อนหันกลับมาสบตาเธอ
เพียงชั่วพริบตา ภาพพี่หลิวที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เจิ้ง ก็ซ้อนทับกับความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตของเหวินเชียน
“อีสารเลว! กล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ!”
ฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเลือดไหลจากมุมปาก
“ฉันซื้อแกมา! แกก็ต้องเชื่อฟัง!”
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เธอถูกลากลงไปขังในห้องใต้ดิน อดน้ำ อดอาหาร ก่อนจะปล่อยหมาป่าสีเทาเข้ามา
มันเดินวนรอบตัว น้ำลายยืด แต่กลับกัดเธอไม่ได้
“ร้องอะไรนักหนา! จะเป็นผีหรือไง!”
หมัด เท้า และรอยฟกช้ำปกคลุมทั่วทั้งร่าง
ตอนนั้น...เธออยากตายเหลือเกิน อยากให้ทุกอย่างจบลงเสียที
ร่างของเหวินเชียนพลันอ่อนแรง ทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
ลู่เจิ้งรีบพุ่งเข้าประคอง
“คุณมาทำอะไรตรงนี้!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงปนตำหนิ
เหวินเชียนฝืนยิ้ม ใบหน้าซีดขาว
“ฉัน...เป็นห่วงคุณ”
“คนโง่...”
ลู่เจิ้งตั้งใจจะอุ้มเธอกลับเข้าบ้าน แต่เธอกลับคว้าแขนเขาไว้
“ฉันอยากดู”
เธอเงยหน้าขึ้น แววตาแน่วแน่
“ฉันต้องก้าวข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้...”
“ถ้ายังหนีมันอยู่ ฉันก็จะติดอยู่กับอดีตไปตลอดชีวิต”
“ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับฝันร้ายอีกแล้ว”
“ฉันต้องเห็นพวกมันได้รับผลกรรม... ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งพวกมันก็จะไปทำร้ายผู้หญิงคนอื่นอีก”
ลู่เจิ้งมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือ เสียงต่อสู้เมื่อครู่ดังสนั่นไปทั่วลานบ้าน
แต่หลังจากบ้านตระกูลลู่เกิดเรื่องวุ่นวายติดต่อกันหลายวัน ชาวบ้านต่างก็เคยชิน ไม่มีใครออกมาดู
ส่วนป้าฮวารู้ว่าลู่เจิ้งกลับมาแล้ว จึงวางใจว่าเหวินเชียนกับลู่เฉินคงไม่เป็นอันตราย
ไม่นาน ลู่เจิ้งก็จัดการคนทั้งหมดจนหมดสติ
เขาจับพวกนั้นยัดใส่กระสอบ แล้วใช้รถเข็นไม้ของลุงอ้ายกั๋วขนออกไปจากบ้าน
เหวินเชียนอยากตามไป แต่เมื่อนึกถึงลู่เฉินที่ยังซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า เธอก็หยุดฝีเท้า
เธอไม่อาจปล่อยลูกไว้เพียงลำพังได้
ลู่เจิ้งหันกลับมาพูด
“คุณรอผมอยู่ที่บ้านนี่แหละ”
“ที่เหลือ... ผมจะจัดการเอง”
“เหมือนที่คุณบอก”
หลังจากเขาจากไป เหวินเชียนเดินไปหาลู่เหยาที่นอนหมดสติอยู่กลางลาน ก่อนเตะเขาอย่างรังเกียจ
จากนั้นเธอเดินเข้าไปในบ้านอิฐ เมื่อเห็นสายตาหวาดกลัวของติงชุยฮัว เธอก็หัวเราะเยาะ
“ตกใจที่เห็นฉันยังไม่ตายใช่ไหม?”
“เสียใจด้วยนะ... แผนของพวกคุณไม่สำเร็จ”
เธอหันไปมองผู้เฒ่าลู่ สีหน้าเย็นชา
“รู้ไหมว่าทำไมลู่เหวินกับลู่เฟิงถึงถูกขาย?”
“ทั้งหมดก็เพราะผลกรรมที่พวกคุณก่อไว้เองนั่นแหละ”
“แก... แก... อีสารเลว!”
ติงชุยฮัวชี้หน้าด้วยมืออันสั่นเทา ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้าง หายใจหอบก่อนกัดฟันพูด
“รอฉันก่อนเถอะ...”
เหวินเชียนตอบอย่างเฉยเมย
“ก็เพราะฉันไม่มีของขวัญที่คุณอยากได้ เลยส่งของขวัญชิ้นนี้คืนให้ไง”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเย็น
“จำไว้ให้ดี”
“อย่าคิดแตะต้องเสี่ยวเฉินอีก”
“ไม่อย่างนั้น... ฉันจะทำให้พวกคุณรู้เองว่า ‘กรรมตามสนอง’ เป็นยังไง”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไป กลับเข้าไปในกระท่อม อุ้มลู่เฉินออกมาจากตู้เสื้อผ้า
มองใบหน้าที่หลับสนิทของลูกชาย หัวใจของเธอค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น
แต่เมื่อคิดถึงลู่เจิ้งที่หายเข้าไปในภูเขา ความกังวลก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
ถึงเขาจะเป็นทหาร แต่ในภูเขาลูกนั้นมีทั้งหมาป่า และยังร่ำลือกันว่ามีเสืออาศัยอยู่ด้วย
ต่อให้พยายามตีตัวออกห่างเพียงใด...เขาก็ยังเป็นพ่อของเสี่ยวเฉินอยู่ดี
ขณะเดียวกัน บริเวณเชิงเขา
ลู่เจิ้งหยุดรถเข็น วางเชือกลง สะพายกระเป๋าหนังงูไว้บนบ่า ก่อนลากรถเข็นมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก
เขาพาคนทั้งหมดขึ้นมาจนถึงกลางภูเขา จากนั้นก็นั่งยอง ๆ คลายเชือก เปิดกระสอบ เทร่างของพวกมันออกมากองกับพื้น
มือขวาของเขาล้วงไปหยิบมีดคมกริบออกมา มันคือมีดเล่มแรกที่เขาได้จากสนามรบ และเก็บติดตัวมาตลอดหลายปี
ปลายมีดค่อย ๆ ลากผ่านลำคอของพี่หลิวเบา ๆ ร่างที่หมดสติสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด เสียงจักจั่นและแมลงร้องระงม สายลมพัดให้ใบไม้เสียดสีกันเป็นระยะ
ไกลออกไป...เสียงหมาป่าหอนก้องป่า ดังประสานกับเสียงสัตว์ร้ายจากส่วนลึกของขุนเขา...