เธอบิดเอวเขาด้วยความโกรธ
ป้าฮัวเดินมาจากอีกฝั่ง เห็นติงชุยฮัวกำลังเขย่าบันไดจนลูกชายเธอเกือบตกลงมา
ทันใดนั้น ป้าฮัวก็โกรธจัด เดินเข้ามาตวาดเสียงดัง
“ติงชุยฮัว อีแก่น่าสมเพช! กล้าทำร้ายลูกชายฉันอย่างั้นเหรอ!
ป้าฮัวตรงเข้าไปคว้าผมติงชุยฮัวที่พยายามหนี แล้วดึงเธอทันที เจียงลี่เย่รีบลงจากบันได
ป้าฮัวลากติงชุยฮัวลงไปกองกับพื้น ก่อนจะฟาดตีเธอเหมือนที่ทำเมื่อเช้า
แรงตบของป้าฮัวหนักหน่วง ติงชุยฮัวไม่มีทางดิ้นหลุดได้เลย
“อีสารเลว! หลานแกตายไปแล้ว แกยังคิดจะฆ่าลูกฉันอีกเหรอ!”
ผู้คนรอบๆ หยุดดูเหตุการณ์ เหวินเชียนแอบชูนิ้วโป้งให้ป้าฮัวในใจ ป้าฮัวเล่นงานได้ตรงจุดจริงๆ
เมื่อเทียบกันแล้ว เธอเองก็เหมือนตัวประกอบเล็กๆ เท่านั้น เธอเทียบกับป้าฮัวไม่ได้เลย
พอได้ระบายจนพอใจแล้ว ป้าฮัวก็ลุกขึ้น หวีผมตัวเองที่ยุ่งเหยิง แล้วถ่มน้ำลายใส่ติงชุยฮัว
ถ้าแกกล้ามายั่วฉันอีก ฉันจะกดหัวแกให้จมดินไม่ให้มีโอกาสได้โผล่ขึ้นมาอีกเลย
คำพูดนี้ทำให้เหวินเชียนนึกถึงอดีต
ครอบครัวลู่ย้ายมาที่นี่เกือบสามสิบปีแล้ว ติงชุยฮัวกับป้าฮัวทะเลาะกันมา กว่ายี่สิบปี
แต่ผลสุดท้าย ป้าฮัวก็ชนะขาดเสมอ ติงชุยฮัวไม่เคยสู้กลับได้เลย
แต่ติงชุยฮัวก็เหมือนจะไม่เคยจำอะไรได้เลย เธอกระโดดโลดเต้นต่อหน้าป้าฮัวเหมือนแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตาย
ติงชุยฮัวร้องโวยวาย ร้องไห้เสียงดัง หลายปีผ่านไปภาพแบบนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกคนเห็นจนชิน
ลู่เหยาและผู้เฒ่าลู่รู้สึกอายเกินกว่าจะออกไปช่วย สุดท้ายติงชุยฮัวจึงกลับเข้าบ้านไปอย่างหดหู่เหมือนหมาโดนตี
“ฉันทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ทำไมต้องถูกรังแกตลอด! ฉันไม่อยากอยู่แล้ว! ไม่มีใครช่วยฉันเลย”
“โอ้พระเจ้า! ช่วยเอาฉันไปที ฉันอยู่ไม่ไหวแล้ว!”
ลู่เหยาทนฟังเสียงบ่นในห้องไม่ไหว ลุกขึ้นพูดสั้นๆ ก่อนเดินออกไป
“ผมจะไปเบิกเงินมา ไม่ต้องรอกินข้าวเที่ยงนะ
เหวินเชียนกลับถึงบ้าน มองกองของข้างกำแพง เธอดึงลู่เจิ้งแล้วพูด
“ไปที่จุดรับเศษเหล็กด้วยกันเถอะ ดูว่าเขารับของพวกนี้ไหม แล้วก็ลองถามเรื่องบ้านด้วย”
ลู่เจิ้งพยักหน้า “ผมจะไปยืมจักรยานจากผู้ใหญ่บ้านก่อน รอแป๊บหนึ่งนะ
ก่อนเขาออกไป เหวินเชียนคว้าแขนเขาไว้ เดินไปที่ตู้ หยิบถุงเค้กพีชออกมาแล้วส่งให้
“เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้านด้วย จะได้ไม่ใช่รถเขาเปล่าๆ ผู้ใหญ่บ้านช่วยเราไว้เยอะ
ยิ่งตอนแบ่งสมบัติครอบครัว ยิ่งต้องรักษาน้ำใจไว้”
“คืนนี้เราค่อยส่งของเล็กๆ น้อยๆ ไปอีกทีหลังกลับจากในเมือง”
ถ้าข่าวการตัดขาดแพร่ออกไป มันจะกระทบทั้งหมู่บ้าน การที่ผู้ใหญ่บ้านยืนข้างพวกเธอถือว่าโชคดีมาก
ถึงจะมีพ่อแม่ช่วยเหลือ แต่ขั้นตอนพวกนี้ก็ต้องทำตาม
พ่อแม่ยังอยู่ที่นี่ ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่บ้านคอยดูแลไปอีกนาน
“อืม
หลังจากลู่เจิ้งออกไป เหวินเชียนเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าหนังงู เธอมองเสี่ยวเฉินที่ช่วยอยู่แล้วก็ยิ้มขมขื่น
เสี่ยวเฉินเชื่อฟังมาตลอด ตั้งแต่เล็ก เขาไม่ค่อย งอแง มีแค่ตอนป่วยเขาถึงจะร้องไห้เบาๆ นอกนั้นไม่เคยทำให้เธอเป็นห่วง
เขาไม่เคยเล่าเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งให้เธอฟังเลย
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องอดทนเรื่องของลู่เหวินกับลู่เฟิงมากขนาดไหน
ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้ ถ้าไม่ถูกบังคับ เธอคงไม่รู้เลย
เธอไม่ใช่แม่ที่สมบูรณ์แบบ เสี่ยวเฉินเก็บตัว เงียบ ไม่ค่อยแสดงออก ส่วนใหญ่ก็เพราะเธอเอง
แน่นอนว่าในฐานะพ่อ ลู่เจิ้งก็มีส่วนรับผิดชอบ
เวลาผ่านไปนานกว่าลู่เจิ้งจะกลับมา เหวินเชียนเริ่มคิดจะออกไปหา
พอกลับมา เธอเอากระเป๋าหนังงูขึ้นรถ ล็อกบ้าน เตรียมออกเดินทาง
“เสี่ยวเชียน จะเข้าเมืองเหรอ!”
เหวินเชียนหันไปยิ้มให้ป้าฮัว “ใช่แล้ว ป้าอยากฝากอะไรไปด้วยไหม”
“ไม่ๆ ไปเถอะ ฉันจะเฝ้าบ้านให้ ไม่มีใครเข้าไปได้แน่นอน”
“ขอบคุณนะป้า”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันต่างหากที่ต้องขอบใจพวกเธอ”
ออกจากบ้านมา เหวินเชียนถอนหายใจโล่ง อก บางครั้งความกระตือรือร้นเกินไปก็ไม่ดีจริงๆ
ระหว่างทาง พวกเขาเจอลู่เหยาที่เดินเอ้อระเหยอยู่ แต่พวกเธอทำเป็นไม่เห็นแล้วผ่านไป
ระหว่างขี่จักรยาน ลู่เจิ้งเกิดความคิดแผลงๆ เขากระซิบลูกชายให้กอดเอวไว้แน่น
เสี่ยวเฉินกอดเขาทันทีอย่างเชื่อฟัง
อยู่ๆ ลู่เจิ้งก็เร่งความเร็ว เหวินเชียนตกใจ คว้าเสื้อเขาไว้ทันที
เธอหันไปมอง เห็นถนนเรียบ ไม่มีหลุม นั่นหมายความว่าเขาตั้งใจแกล้ง
เธอเลยปล่อยเสื้อแล้วหันไปจับเบาะแทน
เขาทำซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เหวินเชียนบิดเอวเขาพลางทำหน้าบึ้ง “ขี่ดีๆ หน่อยสิ”
“เอ่อ เขาไอเบาๆ “แค่ร้อนน่ะ จับไว้แน่นๆ เดี๋ยวผมขี่เร็วขึ้นอีกหน่อย”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจับเบาะเอง คุณจะขี่ยังไงก็เชิญ”
ลู่เจิ้งยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้า
ถึงจุดรับเศษเหล็ก พวกเขายกของออกมาให้คนเก็บ ได้เงินมาแค่สองหยวน ขาดทุนเยอะเลย
พวกเขาซื้อของบางอย่างจากสหกรณ์ แล้วไปที่ไปรษณีย์เพื่อโทรศัพท์
เหวินเชียนกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่หญิง ส่วนลู่เจิ้งไปต่อคิวโทรศัพท์
ขณะนั้น เหวินเชียนเห็นลู่เหยาเดินเข้ามาอย่างเชิดหน้าเหมือนนกยูง
วางสมุดบัญชีลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง
“ถอนเงิน! ถอนทั้งหมด!”
เขาพูดเสียงดังเหมือนอยากให้ทุกคนได้ยิน เงยหน้าสูงยิ้มอย่างภาคภูมิ
ความสุขล้น อก ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนเมืองทันที ความหงุดหงิดที่ผ่านมาเหมือนได้ปลดปล่อย
โดยเฉพาะเช้านี้ที่อับอายมาก เขาต้องหาทางระบาย
เจ้าหน้าที่ธนาคารหยิบสมุดบัญชีขึ้นดู ก่อนถามอย่างตกใจ
“ถอนทั้งหมดจริงๆ เหรอ?”
“ใช่ เอามาให้หมด! ฉันไม่สนเงินเล็กๆ น้อยๆ หรอก!” ลู่เหยาเชิดหน้า ยิ่งภูมิใจมากขึ้นไปอีก
คิดว่าเธอต้องหวั่นไหวแน่กับเงินก้อนใหญ่แบบนี้
พนักงานหยิบเงินให้ เขารับมาแล้วเดินตัวปลิวออกไป โชว์ให้เห็นชัดๆ ว่ากระเป๋าเต็มไปด้วยเงิน
เหวินเชียนหัวเราะในใจ นี่เขาไม่กลัวโจรเลยสักนิด แถมยังเดินอวดไปทั่ว
พอเขาเดินไปถึงร้านอาหารของรัฐ จู่ๆ ก็หยุด หันกลับไปทางตรอกเล็กๆ
เธอรู้ทันที ที่นั่นเต็มไปด้วยพวกขายตั๋วผี และโจรที่คอยล่อซื้อคนโลภ
แบบนี้ไม่ต้องคิดเลยว่าเขาจะตกเป็นเป้าแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่นาน ลู่เหยาก็เดินออกมาจากตรอก มือไขว้หลัง กระเป๋ากางเกงป่องออกมาเหมือนจะประกาศให้โลกรู้ว่าเขามีเงิน
แต่เหวินเชียนสังเกตเห็นชายสองคนเดินตามเขามาเงียบๆ แววตาเจ้าเล่ห์ ราวกับเล็งเป้าไว้แล้ว
แต่ลู่เหยากลับเดินเอ้อระเหย ไม่สนใจอะไรเลย
เธอหรี่ตาลงมอง และกำลังคิดว่า ใครจะได้เงินก้อนนี้ไป
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีชั้นเชิงมากกว่ากัน