มือของติงชุยฮัวสั่นเทาไปทั้งร่าง จนแทบยืนไม่อยู่ เธอต้องรีบคว้าตู้ข้างตัวไว้พยุงตัวเอง
ดวงตาเหลือบมองผู้เฒ่าลู่อย่างหวาดหวั่น พอเห็นลู่เหยากำลังจะอ้าปากพูดอีก เธอก็รีบสาวเท้าเข้าไป ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ทันที
“แกพูดบ้าอะไร ไอ้ลูกอกตัญญู! พ่อของแกจะหลอกแกได้ยังไง!”
พูดจบ เธอรีบหันไปฝืนยิ้มให้ผู้เฒ่าลู่ พลางอธิบายอย่างร้อนรน
“ตาเฒ่า เสี่ยวเหยาดื่มมากไปหน่อย ท่านก็รู้ดีว่าเวลาเมาเขาพูดไม่รู้เรื่อง อย่าไปถือสาเลย พอสร่างเมาก็คงรู้ตัวเอง”
ลู่เหยาพยายามจะเถียง แต่ติงชุยฮัวรีบปิดปากเขาไว้แน่น ทั้งยังฝืนความปวดร้าวในใจ ตบหน้าเขาซ้ำอีกหลายครั้ง
“เลิกพูดเหลวไหลได้แล้ว! พ่อของแกทำทุกอย่างก็เพื่อตัวแกเอง ทำไมถึงโง่ได้ขนาดนี้!”
ไม่รู้เพราะฤทธิ์เหล้าหรือเพราะถูกตบจนมึน สุดท้ายลู่เหยาก็หมดแรง หลับฟุบลงบนพื้นทั้งอย่างนั้น
ติงชุยฮัวยังคงหน้าซีด เหงื่อไหลเต็มหน้าผาก เธอค่อย ๆ ลุกขึ้น มือกุมเอวที่ปวดร้าวจนต้องเบ้หน้า
ผู้เฒ่าลู่มองลูกชายที่นอนหมดสภาพ ก่อนสูดหายใจลึกหลายครั้ง คอยเตือนตัวเองว่านี่คือลูกชายแท้ ๆ เพียงคนเดียว หากพลั้งมือตีจนตาย เขาก็จะไม่เหลือใครอีก
เขาหลับตา เอนพิงกำแพงอย่างอ่อนล้า ลมหายใจหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง
เสียงเอะอะในบ้านดังไปถึงกระท่อมมุงจากด้านข้าง ลู่เหยาไม่ได้ลดเสียงลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งโวยวายเสียจนทุกคำได้ยินชัดเจน
เหวินเชียนกับลู่เจิ้งสบตากัน เหวินเชียนยิ้มบาง ส่วนลู่เจิ้งกลับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เธอจึงอธิบายเบา ๆ
“ลู่เหยาชอบดื่มเหล้า แต่ทุกครั้งที่เมา ถ้ามีใครคล้อยตาม เขาก็จะอารมณ์ดี
แต่ถ้าขัดใจเมื่อไร เขาจะเสียสติ พูดทุกอย่างที่คิดออกมา ไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร”
อีกอย่าง... วันนี้คงมีเรื่องที่ทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าเดิม เพราะแม้แต่ "ความบริสุทธิ์" ของตัวเองก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
เธอเพิ่งมารู้เรื่องนิสัยนี้หลังแต่งงานได้หลายปี
ปกติผู้เฒ่าลู่ ติงชุยฮัว และจางเหยียนต่างตามใจเขาทุกอย่าง ลู่เหยาจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ทุกครั้งที่ดื่มเหล้าก็มักอารมณ์ดี
มีเพียงครั้งเดียวที่เขาเมาแล้วคลุ้มคลั่งจนทั้งหมู่บ้านแตกตื่น
วันนั้นเป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ทุกคนออกไปทำงานกันหมด แต่ลู่เหยากลับแอบไปดื่มเหล้าจนเมาหลับอยู่ในป่า
ผู้ใหญ่บ้านกับลูกบ้านบังเอิญไปพบเข้า จึงช่วยปลุก
“ลู่เหยา ตื่นได้แล้ว ทุกคนกำลังทำงานอยู่ นายจะมานอนอู้แบบนี้ไม่ได้”
ลู่เหยาสะดุ้งตื่นด้วยความมึนงง พอเห็นคนปลุกก็ชี้หน้าด่าทันที
“แกเป็นใคร กล้ามาสั่งปู่ของแกได้ยังไง! ไสหัวไป!”
ต่อหน้าชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านได้แต่ระงับอารมณ์ พูดซ้ำอีกครั้ง
“เมาแล้วก็รีบกลับไปทำงานเถอะ”
ลู่เหยาหรี่ตามอง พอจำได้ว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดูแคลน แม้ยืนแทบไม่ไหว แต่ยังฝืนเดินโซเซเข้าไป
“เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วไง แกก็แค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็ก ๆ กล้ามายุ่งกับฉันงั้นหรือ!”
“รีบขอโทษเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าฉันจะให้อภัย! คิดว่าใช้อำนาจในหมู่บ้านแล้วฉันจะกลัวหรือ!”
คำด่าทอยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าผู้ใหญ่บ้านก็มืดครึ้ม ส่วนชาวบ้านรอบ ๆ ต่างยืนดูเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป
ต่อมาเธอจึงได้รู้จากชาวบ้านว่า ผู้เฒ่าลู่ยอมจ่ายเงินห้าสิบหยวน พร้อมซื้อหมูห้ากิโลกรัม น้ำตาลทรายแดงสองกิโล เหล้าขาวห้าขวด และบุหรี่ห้าซองไปขอโทษผู้ใหญ่บ้าน เรื่องจึงจบลง
หลังจากนั้นลู่เหยาก็ถูกพ่อตีเสียยกใหญ่
หลายปีผ่านไป เขาไม่เคยก่อเรื่องอีก เพราะมีชีวิตที่สุขสบายเกินกว่าจะหาเรื่องใส่ตัว
ลู่เจิ้งเม้มริมฝีปาก ก่อนพูดขึ้นเบา ๆ
“ตอนเด็กเขาก็เป็นแบบนี้ แต่ผ่านมาหลายปี ผมเกือบลืมไปแล้ว”
“สมัยนั้นเขาแอบดื่มเหล้าอยู่บ่อย ๆ พอเมาก็มักมาหาเรื่องผม แต่ผมไม่เคยยอม ตีกลับทุกครั้ง
จนหลัง ๆ เขาไม่กล้ายุ่งกับผมอีก”
เหวินเชียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ แต่ในแววตายังคงแฝงความกังวล
หากลู่เจิ้งเอาชนะลู่เหยาได้จริง ชีวิตของเขาภายใต้ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวคงยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม และอาจถูกทำร้ายหนักยิ่งกว่าเก่า
ลู่เจิ้งยิ้มบาง ๆ อย่างขมขื่น ยกมือขึ้นหมายจะลูบผมเธอ
แต่เหวินเชียนกลับหลบโดยไม่รู้ตัว ก่อนยิ้มแก้เก้อ
“มันผ่านไปหมดแล้ว”
เธอลุกขึ้นช้า ๆ เพราะยังไม่ชินกับการถูกใครแตะต้องหัว
ตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่มีคนจับผมเธอ มักเป็นการกระชากหรือทำร้าย
ผมดำยาวสลวยในอดีต บัดนี้เหลือเพียงระดับไหล่ แห้งเสียจนคล้ายวัชพืช
เธอตัดมันสั้นลงเพื่อให้ดูแลง่าย ร่างกายที่อ่อนแอจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไป
และที่สำคัญ...ติงชุยฮัวจะได้ไม่มีผมให้กระชากเวลาลงมือทำร้ายเธออีก
ขณะนั้นเอง เสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นจากเรือนใหญ่
เหวินเชียนเงยหน้ามอง เห็นติงชุยฮัวกำลังประคองผู้เฒ่าลู่ออกมา
ทันทีที่ติงชุยฮัวเห็นเธอยืนอยู่ในลาน ก็ถลึงตามองด้วยความเคียดแค้น
ผู้เฒ่าลู่เดินอย่างเชื่องช้า ต้องอาศัยติงชุยฮัวช่วยพยุง แต่เมื่อเดินผ่านเหวินเชียน เขากลับหยุดสายตาไว้ที่เธอ
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหมือนเปลือกไม้ โหนกแก้มสูง และดวงตาคมกริบ ทำให้เขาดูน่าเกรงขามอย่างประหลาด
เหวินเชียนสบตาเขาโดยไม่หลบ
ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอเห็นรอยยิ้มเย็นเยียบซ่อนอยู่ในแววตาของผู้เฒ่าลู่
ราวกับงูพิษที่กำลังจ้องเหยื่อ
เพียงพริบตาเดียว สีหน้าของเขาก็กลับมาเรียบเฉย ก่อนเดินจากไปอย่างช้า ๆ
จนเงาร่างของเขาหายลับ เหวินเชียนจึงรู้ตัวว่าหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
สัญชาตญาณร้องเตือนเธออย่างรุนแรง หากผู้เฒ่าลู่ยังหนุ่มกว่านี้ และลู่เหยาไม่ใช่คนไร้ประโยชน์
เธอคงถูกกำจัดไปนานแล้ว ก่อนที่ลู่เจิ้งจะกลับมาด้วยซ้ำ
ผู้เฒ่าลู่ในวัยหนุ่ม...คงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ลู่เจิ้งเดินออกมา เห็นสีหน้าซีดเผือดของเหวินเชียน ก็รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“คุณเป็นอะไร”
เหวินเชียนฝืนยิ้ม ก่อนมองเขาด้วยสายตาซับซ้อน แล้วรีบหลบสายตา เดินกลับเข้ากระท่อมช้า ๆ
เธอเริ่มมั่นใจว่า ลู่เจิ้งเองก็คงมีความลับบางอย่างที่ยังไม่เคยบอกเธอ
และการที่ผู้เฒ่าลู่กับติงชุยฮัวออกจากบ้านในคืนนี้ ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญแน่นอน
ไม่มีใครออกจากบ้านกลางดึกโดยไร้เหตุผล
คืนนี้...บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
หลังอาหารค่ำ ทั้งสามคนกำลังจะเข้านอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดเบา ๆ
แม้เสียงนั้นจะเบามาก แต่ลู่เจิ้งได้ยินทันที เหวินเชียนเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ไม่นานก็มีเสียงคนพูดคุยกันอยู่ในลานบ้าน
จากนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงของติงชุยฮัวจากด้านนอก
“ลู่เจิ้ง เหวินเชียน ออกมาหน่อย พวกเรามีเรื่องจะคุยด้วย”
ภายในกระท่อมยังคงเงียบ ไม่มีเสียงตอบ
ติงชุยฮัวเหลือบมองผู้เฒ่าลู่ที่นั่งรออยู่ในลาน เมื่อได้รับสัญญาณจากเขา เธอก็เคาะประตูอีกครั้ง
“รีบออกมาเถอะ มีเรื่องด่วนจริง ๆ”
ลู่เจิ้งกับเหวินเชียนสบตากัน ก่อนลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าและเดินไปเปิดประตู
ทันทีที่ประตูเปิดออก ติงชุยฮัวก็รีบถอยกลับไปยืนข้างผู้เฒ่าลู่
ในเวลาเดียวกัน ชายแปลกหน้าสองคนก็ปรากฏตัวตรงหน้าประตู
พวกเขาพูดพึมพำไม่หยุด พร้อมกับยืนกระสับกระส่ายราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง