เมื่อติงชุยฮัวเห็นเหวินเชียนเดินเข้ามา ก็เหลือบมองเธอจากหางตา ก่อนจ้องมองเธอด้วยความอาฆาต แล้วกัดฟันพูดว่า
“ทั้งขี้เกียจทั้งขี้เหนียว ยังจะให้คนแก่แบบฉันทำอาหารให้อีก อยากให้ฉันเหนื่อยตายหรือยังไง!”
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกองเสื้อผ้าสกปรกในมือเหวินเชียน ก่อนแค่นหัวเราะอย่างพอใจ
“ดี รู้ตัวก็ดีแล้ว งั้นก็เอาเสื้อผ้าของคนทั้งบ้านไปซักให้หมด ทั้งของฉันและของพ่อเธอด้วย”
เหวินเชียนยิ้มบางๆ ก่อนเดินออกไปเก็บเสื้อผ้าของสองสามีภรรยาสูงวัยเพิ่ม
เมื่อติงชุยฮัวเห็นดังนั้นก็ยิ่งเชิดหน้าอย่างได้ใจ
นังนี่ ต้องโดนตีแบบนี้แหละ ตีอีกสักสองสามครั้ง เดี๋ยวก็เชื่องเอง
ทันทีที่ออกมาพ้นสายตา เหวินเชียนก็ยัดเสื้อผ้าทั้งหมดลงในเตาไฟ ก่อนใส่ฟืนแห้งตามลงไป แล้วสูบลมแรงๆ สองสามครั้ง
เปลวไฟลุกพรึ่บ พุ่งออกมาจากปากเตาในพริบตา
เธอยืนมองเสื้อผ้าค่อยๆ ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้า
เมื่อกลับเข้าไปในครัว ติงชุยฮัวก็เห็นไฟลุกโชนก็ร้องลั่น
“นั่นแกเผาอะไรอยู่! ในหม้อไม่มีอะไร เดี๋ยวมันก็ระเบิดหรอก!”
เหวินเชียนก้าวไปขวางไว้ พลางมองเปลวไฟที่กำลังลามถึงก้นหม้อ ก่อนยิ้มเย็น
“ก็เสื้อผ้าสกปรกของพวกคุณไงล่ะ ในเมื่อเอามากองไว้หน้าห้องฉัน ฉันก็เลยเผาทิ้งให้ซะเลย อ้อไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกนะ”
“อีนังตัวดี! นี่แกบ้าไปแล้วหรือไง! หลบไปเดี๋ยวนี้!”
ติงชุยฮัวหน้าซีด รีบคว้าไม้เขี่ยเสื้อผ้าออกจากเตา แต่เหวินเชียนกลับหันหลังเดินออกจากครัวทันที
พอเห็นคนในบ้านเริ่มเปิดประตูออกมา เธอก็ตะโกนเสียงดัง
“ไฟไหม้ในครัว! รีบมาช่วยกันเร็ว!”
ทุกคนตกใจ รีบวิ่งกรูกันมา แต่ยังไม่ทันเข้าไป ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นจากในครัว
ตูม
“แม่!”
ไม่นาน ติงชุยฮัวก็เดินโซเซออกมา ทั้งตัวเปื้อนเขม่าดำ เสื้อผ้าถูกไฟไหม้ขาดเป็นริ้วๆ
ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ราวกับอยากฉีกเหวินเชียนออกเป็นชิ้นๆ
“อีนังคนชั่ว! แกกล้าเผาเสื้อผ้าพวกเราได้ยังไง แถมยังทำหม้อระเบิดอีก! ฉันจะตีแกให้ตาย!”
ลู่เหยาและจางเหยียนเองก็เต็มไปด้วยฝุ่นเขม่าไม่ต่างกัน
พอได้ยินคำว่าเสื้อผ้า ลู่เหยาก็รีบหันไปมองหน้าห้องของเหวินเชียนทันที แต่กองผ้าที่เคยวางไว้หายเกลี้ยงแล้ว
“นังบ้า! แกเผาเสื้อผ้าพวกเราจริงๆ งั้นเหรอ!”
เหวินเชียนพิงประตูห้องอย่างสบายอารมณ์ ไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ก็พวกคุณโยนไว้หน้าห้องฉันเอง ฉันเห็นว่ามันรกหูรกตา ก็เลยเผาทิ้ง”
จางเหยียนหน้าถอดสี เธอตะโกนลั่น “ฉันสั่งให้เอาไปซัก ไม่ใช่ให้เผา! ลืมไปแล้วหรือไง!”
“ใช่ ฉันลืม”
เหวินเชียนตอบเรียบๆ
ตอนนี้ลู่เหยาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว “ดี! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกให้จำเอง!”
เขาคว้าไม้เท้าเดินพุ่งเข้ามาหาเหวินเชียนทันที แม้ตัวจะเต็มไปด้วยฝุ่น แต่ก็ยังเชิดหน้าเหมือนไก่ชน
เหวินเชียนมองแล้วหัวเราะเยาะ “ไก่ชนอะไรกัน... ไก่บ้านชัดๆ”
ทันทีที่ไม้ฟาดลงมา เธอก็คว้าไว้ได้อย่างแม่นยำ ฝ่ามือที่ด้านจากการทำงานหนักแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย
เธอกระชากไม้ออกจากมือเขาอย่างแรง ลู่เหยามองมือที่ว่างเปล่า ก่อนเงยหน้าขึ้นเห็นเหวินเชียนถือไม้เท้าสองอันอยู่
ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงคำเดียว คือ จบแล้ว...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
ยังไม่ทันคิดต่อ ไม้ทั้งสองก็หวดลงมารัวๆทีหัวของเขา ลู่เหยาไม่ทันตั้งตัว ถูกตีจนร้องลั่น
หลายปีที่ผ่านมา คนทั้งบ้านเอาแต่เกียจคร้าน โยนงานทุกอย่างให้เหวินเชียนทำคนเดียว
เธอต้องทำงานแทบเท่าคนสองคน ส่วนเธอกับเสี่ยวเฉินกลับแทบไม่มีอะไรกิน
วันนี้...ถึงเวลาทวงคืนแล้ว
ติงชุยฮัวเห็นลูกชายถูกตีจนล้มลุกคลุกคลาน ก็อยากเข้าไปช่วย แต่เมื่อนึกถึงความเจ็บจากครั้งก่อนก็ได้แต่ยืนนิ่ง
ร่างกายของเธอยังระบมอยู่เลย
ลู่เหยาวิ่งหนีวนไปทั่วลานบ้าน ส่วนเหวินเชียนก็เดินตามฟาดไม่ยั้ง
ทุกครั้งที่เขาวิ่งผ่านจางเหยียนหรือติงชุยฮัว ก็เหมือนตั้งใจพาภัยมาหาพวกเธอ
ส่วนผู้เฒ่าลู่เห็นท่าไม่ดี ก็รีบหันหลังวิ่งเข้าบ้านทันที
เมื่อใกล้ถึงเวลาออกไปทำงาน เหวินเชียนจึงหยุดมือ
เธอยืนเท้าเอว มองสามแม่ลูกที่นั่งร้องไห้อยู่กลางลาน ความสะใจเอ่อล้นอยู่ในอก
แต่เพียงเท่านี้...ยังไม่พอหรอก
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอกับเสี่ยวเฉินนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น
ความเจ็บปวดในวันนั้น ไม่ใช่แค่การถูกตีไม่กี่ไม้แล้วจะชดใช้ได้
เหวินเชียนเดินกลับเข้าบ้าน รอจนลานบ้านเงียบ จึงตรงไปที่เล้าไก่
เธอจับไก่มาสองตัว มัดขาไว้ด้วยเชือกฟาง ลับมีดจนคม ก่อนเชือดอย่างคล่องแคล่ว
เพียงไม่กี่อึดใจ ไก่ทั้งสองก็ถูกจัดการเรียบร้อย
เธอใช้หม้อดินใบเก่าที่เคยต้มยามาต้มซุป ส่วนไก่อีกตัวนำไปย่าง
จากนั้นเธอก็เปิดตู้เก็บของ พบทั้งไข่และแป้งยังเหลืออยู่อีกมาก เธอจึงขนทั้งหมดกลับไปเก็บไว้ในห้องของตัวเอง
หลังจากง่วนอยู่ครึ่งวัน ในที่สุดไก่ย่างกับซุปไก่ก็เสร็จเรียบร้อย
เธอเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่อยู่กลางศีรษะ ก่อนตั้งใจฟังเสียงด้านนอก
ได้เวลาพอดี เหวินเชียนจงใจเปิดประตูห้องทิ้งไว้ กลิ่นหอมของไก่ย่างและซุปไก่ลอยฟุ้งออกไปทั่วลานบ้าน
ทันทีที่ครอบครัวลู่เดินกลับมา ต่างก็สูดกลิ่นหอมจนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ลู่เหวินกับลู่เฟิงรีบวิ่งไปเกาะติงชุยฮัว
“คุณย่า! ฉันอยากกินเนื้อ!”
“ย่าไม่มีเนื้อหรอก ไว้คราวหน้าย่าจะซื้อให้นะ”
“ไม่เอา! จะกินเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ให้ ฉันจะตีคุณย่า!”
พูดจบ เด็กทั้งสองก็ทั้งผลักทั้งตีติงชุยฮัวจนเธอแทบตั้งตัวไม่ติด
“ตกลง ย่าจะต้มไข่ให้ กินไข่ก่อนนะ”
“ไม่เอา! จะกินเนื้อ!”
ยิ่งเดินเข้าใกล้บ้าน กลิ่นหอมก็ยิ่งชัดขึ้น เด็กทั้งสองสบตากัน ก่อนผลักประตูพรวดเข้าไป
กลิ่นไก่หอมกรุ่นอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน ลอยตามสายลมไปทั่วบริเวณ
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ทุกคนก็เห็นเหวินเชียนกับเสี่ยวเฉินกำลังนั่งกินขาไก่กันคนละชิ้น
ส่วนซุปไก่ในชามยังคงร้อนกรุ่น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้อง
ดวงตาของลู่เฟิงกับลู่เหวินเป็นประกายทันที “เนื้อ! ฉันอยากกินเนื้อ!”
เด็กทั้งสองร้องลั่น ก่อนพุ่งเข้าหาอาหาร
แต่เหวินเชียนไวกว่า เธอผลักประตูปิด แล้วเดินออกมาขวางไว้ จากนั้นยกเท้าเตะเด็กทั้งสองที่พุ่งเข้ามาจนกลิ้งไปกับพื้น
เด็กร้องไห้โวยวายเสียงดังทันที
ติงชุยฮัวหันไปมองเล้าไก่ที่ว่างเปล่า ก่อนหายใจหอบถี่ด้วยความโกรธ ดวงตาแทบลุกเป็นไฟ
“นังตัวดี! แกกล้าฆ่าไก่ของฉันกินงั้นเหรอ!”
เธอชี้หน้าเหวินเชียน พลางร้องโวยวาย
“นี่มันเวรกรรมอะไรของฉัน ถึงต้องมาเจอคนแบบนี้! ใครก็ได้ เอานังตัวซวยนี่ออกไปจากบ้านที!”
แม้จะโกรธจนแทบคลั่ง แต่ติงชุยฮัวก็ไม่กล้าเข้าไปแตะต้องเหวินเชียนอีก
ทุกครั้งที่ลงมือ คนที่เจ็บกลับเป็นตัวเอง
จางเหยียนชี้หน้าเหวินเชียนด้วยความอิจฉา
“เหวินเชียน! แกมีสิทธิ์อะไรมากินเนื้อคนเดียวแบบนี้ รีบเอามาแบ่งพวกเราเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ส่วนลู่เฟิงกับลู่เหวินก็ยังคงนอนดิ้นอยู่บนพื้น ทั้งตัวเปื้อนโคลนและฝุ่นมอมแมม
ติงชุยฮัวโมโหจนตัวสั่น สบถด่าไม่หยุด
“นังนี่มันโลภจริงๆ!”
ผู้เฒ่าลู่เองก็หน้าดำคล้ำ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนด้วยความโมโห
เขาถอดหมวกฟางในมือขว้างใส่ติงชุยฮัว ก่อนตวาดเสียงดัง
“พอได้แล้ว! ไปทำอาหาร ฉันหิว ตอนบ่ายยังต้องไปทำงานอีก!”
กลิ่นไก่ย่างกับซุปไก่ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ยิ่งทำให้ติงชุยฮัวทั้งโมโหทั้งน้ำลายสอ
เธอกระแทกหม้อกระแทกชามเสียงดังระหว่างทำอาหาร
แต่พอเปิดตู้เก็บของ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“ขโมย! แป้งกับไข่หายหมดแล้ว!”
“ผู้เฒ่าลู่! รีบวิ่งมาดูเร็ว!” ผู้เฒ่าลู่เหลือบมองเหวินเชียนเพียงแวบเดียว ก็เดาได้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร
เขาสูดหายใจลึกๆ ก่อนพูดเสียงเย็น “หุบปาก แล้วรีบทำอาหารได้แล้ว”
ติงชุยฮัวกัดฟันแน่น แม้จะโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าทำอาหารต่อ พลางด่าพึมพำไม่หยุด
ส่วนเหวินเชียนนั่งอยู่กลางลานบ้าน ดื่มน้ำเย็น กินซาลาเปาอย่างสบายอารมณ์
พลางมองสีหน้าของคนทั้งบ้านด้วยความพอใจ
ลู่เฟิงกับลู่เหวินเอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมกินข้าว จนพ่อของพวกเขาหมดความอดทน ใช้รองเท้าฟาดไปหลายที
สุดท้ายเด็กทั้งสองจึงยอมนั่งกินข้าวทั้งน้ำตา
แต่ซาลาเปาแข็งๆ ในมือ จะอร่อยสู้ไก่ย่างของเหวินเชียนได้อย่างไร
เสี่ยวเฉินแอบมองออกไปนอกห้อง ก่อนหันกลับมายิ้มให้แม่
แม่...เปลี่ยนไปจริงๆ เขาชอบแม่คนนี้เหลือเกิน
ในลานบ้าน ผู้เฒ่าลู่นั่งกินข้าวด้วยสีหน้ามืดมน เขาโยนตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง
ก่อนปรายตามองบ้านของเหวินเชียนด้วยแววตาเย็นชา
ส่วนลู่เหยาและจางเหยียนต่างก็โกรธจนกินอะไรแทบไม่ลง
ตกบ่าย แทนที่จะออกไปทำงาน ทั้งสองกลับแอบเดินเข้าป่าไปคุยกัน
จางเหยียนเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนหันไปถามสามี
“เมื่อกี้...คุณรู้จักพ่อค้ามนุษย์สองคนนั้นใช่ไหม?”
ลู่เหยาขมวดคิ้ว “ถามทำไม?” จางเหยียนลดเสียงลง สีหน้าดูเหี้ยมเกรียม
“เหวินเชียนจัดการยากเกินไป งั้นเราก็ขายลู่เฉินให้พ่อคามนุษย์มาลักพาตัวเขาไปสิ
อย่างน้อยก็ถือว่าชดใช้ความเสียหายที่มันก่อไว้ให้บ้านเรา”
ลู่เหยาสะดุ้ง รีบลุกขึ้นนั่งทันที “นี่มันผิดกฎหมายนะ! ถ้าถูกจับได้ ฉันติดคุกแน่!”
จางเหยียนหัวเราะ “ถ้าคุณไม่พูด ฉันไม่พูด แล้วจะมีใครรู้ล่ะ?”
เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นังนั่นอาละวาดจนคนทั้งบ้านอยู่ไม่เป็นสุข ถ้าไม่กำจัดมันสักที พวกเราจะใช้ชีวิตกันยังไง?”
ลู่เหยาก้มมองรอยฟกช้ำทั่วตัว ก่อนแตะบาดแผลอย่างเจ็บแค้น
สุดท้ายเขาก็กัดฟันแน่น
“ได้!”
แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต “ฉันจะไปหาพวกมันเดี๋ยวนี้ แล้วให้มารับตัวพรุ่งนี้เช้า!”