บทที่ 17: ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย
หลังจากการจำกัดการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา ครอบครัวของซ่งเข่อเข่อได้ปรับเปลี่ยนเวลาพักผ่อนและแบ่งหน้าที่กันใหม่
เวลา 0.00 น. ถึง 4.00 น. จะถูกตัดไฟและตัดน้ำ ทุกคนจึงใช้เวลานี้ในการนอนหลับพักผ่อน
เวลา 4.00 น. ถึง 7.00 น. เป็นช่วงที่น้ำประปาไหล ซ่งหัวจะตื่นนอนขึ้นมารับหน้าที่รองน้ำใส่ภาชนะ นำน้ำไปล้างผักและหั่นเตรียมเอาไว้
เวลา 6.30 น. ซ่งเข่อเข่อจะตื่นนอน หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็จะออกไปรับของแจกที่จุดแจกจ่ายสิ่งของ หากวันไหนตรงกับรอบเวรอาสาสมัครของตัวเอง ก็จะต้องตื่นตั้งแต่เวลา 4.30 น. เพื่อไปรวมตัว
เวลา 7.00 น. กู้ซือจะตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้า เมื่อทำเสร็จก็จะรอให้ซ่งเข่อเข่อกลับมาทานข้าวพร้อมหน้ากัน
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ น้ำและไฟก็ถูกตัดพอดี ทั้งครอบครัวจึงใช้เวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือพักผ่อน เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าวที่สุดของวันไปแล้ว ในช่วงเวลา 16.00 น. ถึง 18.00 น. สมาชิกทั้ง 3 คนจะลงมือทำอาหารเพื่อกักตุนเสบียง
เวลา 22.00 น. ซ่งหัวจะแยกตัวไปพักผ่อน ปล่อยให้กู้ซือกับซ่งเข่อเข่อทำงานต่อไปจนกระทั่งถึงเวลา 0.00 น. ของวันถัดไปที่ไฟถูกตัด
ครอบครัวซ่งมีเพียงซ่งเข่อเข่อคนเดียวที่เคยมีประสบการณ์ผ่านพ้นวันสิ้นโลกมาก่อน ด้วยเหตุนี้ซ่งเข่อเข่อจึงรับหน้าที่เป็นหลักในการจัดการเรื่องภายนอก ส่วนกู้ซือกับซ่งหัวรับผิดชอบดูแลเรื่องภายในบ้าน ทั้ง 3 คนต่างมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน การทำงานจึงมีประสิทธิภาพสูงมาก
การแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนควบคู่ไปกับการจัดสรรเวลาในช่วงที่โดนตัดน้ำตัดไฟ ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำและไฟฟ้าที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งยังรับประกันได้ว่าทุกคนจะได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ในอนาคตช่วงเวลาที่ถูกตัดน้ำตัดไฟจะต้องยาวนานขึ้น ถึงเวลานั้นค่อยปรับเปลี่ยนเวลาพักผ่อนและเวลาทำงานให้เหมาะสมอีกครั้งก็พอแล้ว
ซ่งเข่อเข่อเตรียมเครื่องปั่นไฟเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ไฟจะดับก็ยังสามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้ ครอบครัวซ่งทั้ง 3 คนจึงไม่ต้องทนทรมานกับความร้อนแม้อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีไฟฟ้าใช้
สถานการณ์ของคนอื่นๆ แตกต่างออกไป เมื่อไฟดับเครื่องปรับอากาศก็หยุดทำงานตามไปด้วย การต้องใช้ชีวิตในวันที่อากาศร้อนจัดโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศเป็นเรื่องที่ทรมานอย่างยิ่ง คนที่ทนไม่ไหวจึงทยอยย้ายออกจากหมู่บ้าน และเดินทางไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยในบริเวณใกล้เคียง
ตอนที่ซ่งเข่อเข่อทำหน้าที่อาสาสมัครแจกจ่ายและรับสิ่งของ เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนลดน้อยลงมาก ในขณะที่แผนที่บนโทรศัพท์มือถือกลับแสดงให้เห็นว่าจำนวนศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยมีเพิ่มมากขึ้น
1 เดือนต่อมา มีประกาศจำกัดการใช้ประปาและไฟฟ้าออกมาอีกครั้ง การประกาศรอบนี้ไม่เพียงแต่ขยายช่วงเวลาในการตัดน้ำตัดไฟให้ยาวนานขึ้น แต่ยังเริ่มต้นจำกัดโควตาการใช้น้ำและไฟฟ้าอีกด้วย
เมื่อมีประกาศนี้ออกมา ผู้คนที่เดิมทีตั้งใจจะอาศัยอยู่ในเขตที่พักอาศัยต่อไปต่างก็พร้อมใจกันถอดใจ และตัดสินใจอพยพไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย
ซ่งเข่อเข่อตัดสินใจว่าตราบใดที่ในหมู่บ้านยังมีคนอาศัยอยู่ เธอจะไม่ย้ายไปที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย เธอตั้งใจจะรอให้ผู้คนในเขตที่พักอาศัยย้ายออกไปจนเกือบหมดเสียก่อน ค่อยเดินทางตามคนอื่นๆ ไป
เธอเตรียมเสบียงเอาไว้อย่างเพียงพอ อันที่จริงเธอไม่ได้อยากไปที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยเลย ทว่าหากรอจนกระทั่งน้ำและไฟฟ้าถูกตัดอย่างถาวร แล้วทุกคนล้วนย้ายไปที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยกันหมด การที่ครอบครัวของเธอยังคงอาศัยอยู่ในเขตที่พักอาศัยอย่างสุขสบาย ย่อมไม่ต่างอะไรกับการป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าพวกเธอมีเสบียงอยู่ในมือมากมาย หากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก
ระยะเวลาการจำกัดไฟฟ้าถูกขยายจากเดิมวันละ 7 ชั่วโมง เพิ่มเป็นวันละ 12 ชั่วโมง โควตาการใช้น้ำต่อคนถูกจำกัดไว้ที่ 20 ลิตรต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือไฟฟ้าก็ล้วนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนที่ย้ายออกจากเขตที่พักอาศัยก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ต่างก็เริ่มปรึกษาหารือกันในกลุ่มแชตของลูกบ้านเกี่ยวกับการย้ายไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย
ตอนที่ไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ในช่วงค่ำ ซ่งเข่อเข่อดึงผ้าม่านเปิดออก เธอยืนอยู่หน้าหน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก หมู่บ้านที่เคยสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ปัจจุบันกลับมืดมิดไปทั่วบริเวณ มีเพียงไม่กี่บ้านที่ยังคงเปิดไฟอยู่ประปราย
บานหน้าต่างที่มืดสนิทแต่ละบานกลืนกินแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ดูราวกับปากขนาดใหญ่ที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งกำลังอ้ากว้างเตรียมจะกลืนกินผู้คน
ผู้คนในเขตที่พักอาศัยลดน้อยลงไปทุกที 1 สัปดาห์ต่อมา ประกาศงดจ่ายน้ำและไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ตลอดจนประกาศเรียกร้องให้ประชาชนย้ายไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยได้ถูกส่งลงมาพร้อมกัน
คราวนี้ทุกคนจึงถูกบังคับให้ต้องเดินทางไปที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ซ่งเข่อเข่อเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ด้วยคติประจำใจที่ว่าข้าวของทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งของมีค่า ในวันที่จะต้องเดินทางไปศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ซ่งเข่อเข่อจึงจัดการเก็บของกินของใช้ทุกชิ้นภายในบ้านเข้าไปไว้ในแหวนมิติทั้งหมด
คนอื่นอาจจะจากไปโดยไม่เก็บเกี่ยวสิ่งใดติดตัวไปเลย ทว่าซ่งเข่อเข่อกลับเลือกที่จะกวาดทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดเกลี้ยง
ตั้งแต่ของชิ้นเล็กอย่างยาสีฟัน ไม้จิ้มฟัน และผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงของชิ้นใหญ่อย่างโทรทัศน์ ตู้เย็น เตียงคู่ และโซฟา แม้กระทั่งแชมพูที่เหลืออยู่ครึ่งขวด น้ำยาซักผ้าครึ่งถุง รวมถึงโคมระย้าคริสตัลบนเพดาน เธอก็ไม่ยอมปล่อยผ่านเลยสักชิ้นเดียว
ซ่งหัวยืนอยู่ตรงประตู เขามองดูบ้านที่ว่างเปล่าหลังจากซ่งเข่อเข่อเก็บกวาดข้าวของทุกอย่างไปจนหมดด้วยความตกตะลึง
คนที่รู้เรื่องคงเข้าใจว่าพวกเขากำลังจะย้ายไปศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย แต่คนที่ไม่รู้คงคิดว่าบ้านหลังนี้ถูกโจรบุกเข้ามาขโมยของ ทว่าถึงแม้จะมีโจรบุกเข้ามาจริงๆ พวกโจรก็คงไม่กวาดทรัพย์สินไปจนเกลี้ยงเกลาขนาดนี้
หากจะใช้ 4 คำมาอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ คงมีเพียงคำที่เหมาะสมที่สุด นั่นก็คือ ว่าง เปล่า ไร้ สิ่ง ของ
นอกจากกำแพง หน้าต่างกระจก และส่วนตกแต่งที่รื้อถอนไม่ได้แล้ว ข้าวของชิ้นไหนที่สามารถถอดออกไปได้ล้วนถูกรื้อไปจนหมด ไม่ว่าจะเป็นของที่ยังใช้งานได้หรือไม่ได้ ต่างก็ถูกเก็บเข้าไปไว้ในแหวนมิติทั้งหมด
ซ่งหัวรู้สึกว่า คำกล่าวที่บอกว่าแม้แต่หนูวิ่งเข้ามาในบ้านก็ยังต้องร้องไห้แล้ววิ่งหนีไป น่าจะไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด
เมื่อจัดการเก็บเสบียงจนเสร็จสิ้น ซ่งเข่อเข่อก็ไม่ลืมที่จะเก็บไม้กวาดเอาไว้ 1 ด้าม เธอทำความสะอาดห้องทุกห้องทั้งด้านในและด้านนอกจนหมดจด จากนั้นจึงเก็บไม้กวาดและนำขยะทั้งหมดไปทิ้ง ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเดินทางออกเดินทางไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยพร้อมกับพ่อแม่
แม้ว่าเธอจะมีแหวนมิติสำหรับเก็บข้าวของ ทว่าเพื่อเป็นการตบตาผู้คน ซ่งเข่อเข่อจึงนำกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบออกมาถือไว้เหมือนกับคนอื่นๆ
สมาชิกทั้ง 3 คนพกแผ่นโฟมรองคลานขนาดใหญ่มาด้วย 3 แผ่น แผ่นโฟมเหล่านี้ถูกม้วนเก็บและอยู่ในอ้อมแขนของกู้ซือ ส่วนซ่งหัวกับซ่งเข่อเข่อต่างก็หิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่คนละใบ พร้อมกับถุงพลาสติกอีกหลายใบ
ภายในกระเป๋าเดินทางและถุงพลาสติกบรรจุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในฤดูร้อน ซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนของครอบครัวทั้ง 3 คน ผ้าปูที่นอน ปลอกผ้านวม เชือก เข็มกลัดและคลิปหนีบขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง รองเท้า ยาแก้อักเสบและยาแก้หวัดสำหรับใช้ในบ้าน 2-3 กล่อง แชมพู 1 ขวด น้ำยาซักผ้า 1 ขวด กระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำ พัดลมพกพา ปลั๊กพ่วง ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ พาวเวอร์แบงก์ กระดาษชำระ แก้วน้ำ ถ้วยชามและตะเกียบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 ห่อ รวมถึงบิสกิตอาหารเช้าอีก 1 ถุง
ซ่งเข่อเข่อนำเงินสด 60,000 หยวนที่กดออกมาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจำนวน 50,000 หยวนถูกเก็บไว้ในแหวนมิติ ส่วนอีก 10,000 หยวนถูกใส่ไว้ในชั้นล่างสุดของกระเป๋าเป้สะพายหลัง จากนั้นก็นำบัตรประจำตัวประชาชนและเอกสารสำคัญของทุกคนในครอบครัววางทับไว้ด้านบน
ตอนที่กำลังจะจากไป ซ่งเข่อเข่อก็ไม่ลืมที่จะเก็บรถยนต์อู่ซิงของตัวเองและรถของซ่งหัวเข้าไปด้วย
ครอบครัวของพวกเธอขับรถของกู้ซือเพื่อมุ่งหน้าไปยังศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย
พื้นที่โดยรอบศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยที่พอจะจอดรถได้ล้วนมีรถจอดอยู่จนเต็ม ไม่ว่าบริเวณนั้นจะเป็นพื้นที่สำหรับจอดรถหรือไม่ก็ตาม ขอเพียงแค่มีที่ว่าง รถทุกคันก็จะเข้าไปจอดจนเบียดเสียด โชคดีที่รถของกู้ซือเป็นรถยนต์ที่ใช้ขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตัวรถจึงมีขนาดกะทัดรัด พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถหาพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถได้สำเร็จ
ทว่าจุดที่จอดรถค่อนข้างอยู่ห่างจากศูนย์พักพิงเล็กน้อย ซ่งเข่อเข่อใช้มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋า ส่วนมืออีกข้างก็ลากกระเป๋าเดินทาง เธอเดินตามหลังซ่งหัวและกู้ซือ อาศัยแสงสว่างรำไรในช่วงเวลา 5.00 น. เพื่อมุ่งหน้าไปยังศูนย์พักพิง
ผู้คนที่เดินทางมาพร้อมกันยังมีชาวบ้านจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ทุกคนต่างพากันหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง ทั้งยังพาครอบครัวมาด้วย
ระหว่างทางซ่งเข่อเข่อมองเห็นเด็กทารกหลายคนที่ถูกอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน แม้จะเป็นช่วงเช้ามืด แต่อุณหภูมิภายนอกก็ยังสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ใหญ่อย่างพวกเขายังพออดทนได้บ้าง แต่เด็กเล็กย่อมรู้สึกร้อนจนทรมาน และเมื่อไม่สามารถพูดสื่อสารได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมกอดของผู้ใหญ่
ซ่งเข่อเข่ออดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอยู่เงียบๆ โลกในยุคสมัยนี้ คนหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรงยังพอจะกัดฟันสู้ต่อไปได้ แต่ผู้สูงอายุและเด็กเล็กกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัส
เมื่อเดินทางมาถึงศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามาบริเวณจุดลงทะเบียน พวกเธอก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ปะทะเข้ากับใบหน้า
ซ่งเข่อเข่อหยิบเอกสารประจำตัวของทั้ง 3 คนออกมาจากกระเป๋าเป้เพื่อทำการลงทะเบียน
หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น เมื่อเดินผ่านประตูบานที่ 2 เข้าไป ก็ราวกับได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ภายนอกนั้นร้อนอบอ้าวเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก ทว่าภายในกลับเย็นสบายอย่างยิ่ง
บริเวณด้านข้างประตูบานที่ 2 มีกลุ่มคนหนุ่มสาวหลายคนยืนอยู่ เมื่อเห็นว่าพวกเธอเดินเข้ามา เด็กสาวหน้าตาอ่อนเยาว์วัยราว 20 ปีคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหา
เด็กสาวคนนั้นสวมเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง บนแขนของเธอมีปลอกแขนสีน้ำเงินสวมเอาไว้ บนปลอกแขนพิมพ์ตัวอักษรสีเหลืองขนาดใหญ่ 3 คำว่า อาสาสมัคร เอาไว้อย่างชัดเจน
“พวกคุณตามฉันมาเลยค่ะ ฉันจะพาพวกคุณไปยังที่พักเอง” เด็กสาวเอ่ยปากพลางเดินนำหน้าเพื่อชี้ทาง ระหว่างที่เดินไปเธอก็แนะนำตัวกับคนที่เดินตามมาด้านหลัง “ฉันชื่อเสิ่นเซี่ยวซิง พวกคุณจะเรียกฉันว่าเสี่ยวซิงซิงก็ได้นะคะ ฉันเป็นอาสาสมัครที่รับผิดชอบดูแลพวกคุณค่ะ หลังจากนี้ถ้าพวกคุณมีปัญหาอะไรสามารถมาหาฉันได้เลยนะคะ”
เสิ่นเซี่ยวซิงพาผู้คนมายังพื้นที่ว่างที่ถูกล้อมรอบด้วยเทปกาวสีน้ำเงิน ก่อนจะหันไปหาคนทั้ง 10 คนที่เดินตามมา
“ที่นี่คือที่พักของพวกคุณหลังจากนี้นะคะ พวกคุณสามารถปรึกษากันเองได้เลยว่าจะจัดสรรพื้นที่นอนกันอย่างไร อาสาสมัครที่รับผิดชอบดูแลทางฝั่งนี้ทุกคนจะสวมสัญลักษณ์สีน้ำเงินเอาไว้ค่ะ ถ้าหากพวกคุณหาฉันไม่เจอ ก็สามารถไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาแทนได้เหมือนกันนะคะ”
“พื้นที่ตรงนี้ของเราอยู่บนชั้น 3 นะคะ ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจะมีห้องน้ำและห้องซักล้างอยู่ฝั่งละ 1 ห้อง พวกคุณสามารถไปใช้งานได้ตามความต้องการเลยค่ะ ส่วนอาหารทั้ง 3 มื้อรวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน ทางอาสาสมัครจะเป็นคนนำมาแจกจ่ายให้นะคะ อาหารที่ได้รับจะเป็นอาหาร 3 มื้อตามปกติ ส่วนของใช้จะแจกให้สัปดาห์ละ 1 ครั้งค่ะ ถ้าหากของใช้ไม่พอ พวกคุณสามารถขึ้นไปซื้อเพิ่มเติมได้ที่ชั้น 7 นะคะ”
หลังจากอธิบายจบ เธอก็หยุดคิดไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าได้บอกกล่าวเรื่องที่สมควรบอกไปจนครบถ้วนแล้ว จึงกล่าวทิ้งท้าย
“ที่นี่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกที่เลยนะคะ แถมยังมีตำรวจคอยเดินลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลาด้วย เพราะฉะนั้นอย่าทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีเด็ดขาดเลยนะคะ”
เมื่อเสิ่นเซี่ยวซิงเดินจากไป คนทั้ง 10 คนก็รีบทิ้งกระเป๋าและสัมภาระในมือลงบนพื้น แล้วเริ่มต้นจับจองพื้นที่ของตัวเอง
การแย่งชิงพื้นที่ถือเป็นเรื่องที่ซ่งเข่อเข่อมีความเชี่ยวชาญมาก ในช่วงเวลาที่เสิ่นเซี่ยวซิงกำลังอธิบายกฎระเบียบต่างๆ เธอก็ได้เล็งตำแหน่งที่ต้องการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทันทีที่เสิ่นเซี่ยวซิงเดินออกไป เธอจึงกลายเป็นคนแรกที่สามารถจับจองพื้นที่ของตัวเองได้สำเร็จ
ตำแหน่งทั้ง 3 ที่ซ่งเข่อเข่อจับจองได้นั้น เรียงตัวติดกันแนบชิดไปกับกำแพง ซ่งเข่อเข่อเลือกนอนอยู่ด้านในสุดที่ติดกับกำแพง ถัดมาคือพื้นที่ของกู้ซือ ส่วนซ่งหัวรับหน้าที่นอนอยู่ด้านนอกสุด โดยที่ถัดจากซ่งหัวออกไปก็ยังมีคนอื่นๆ นอนอยู่
แผ่นโฟมรองคลานทั้ง 3 แผ่นที่ซ่งเข่อเข่อนำมาด้วย ล้วนมีขนาดความกว้าง 1.5 เมตรและยาว 2 เมตร ทว่าส่วนสูงของเธอกับกู้ซือนั้นอยู่ที่ 165 เซนติเมตร เมื่อพวกเธอนอนลงบนแผ่นโฟม บริเวณปลายเท้าจึงยังมีพื้นที่ว่างเหลืออยู่อีกมาก ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้มีขนาดกว้างพอที่จะใช้วางสัมภาระทั้งหมดได้อย่างพอดิบพอดี
เมื่อจัดเตรียมที่นอนเสร็จเรียบร้อย ซ่งเข่อเข่อก็นำตะขอแบบกาวไปติดไว้บนกำแพงทั้ง 2 ด้าน เธอนำเชือก 2 เส้นมาผูกโยงเข้ากับตะขอ จากนั้นจึงใช้คลิปหนีบขนาดเล็กหนีบผ้าปูที่นอนสีเข้มเนื้อบางแขวนเอาไว้บนเชือก เพื่อสร้างเป็นพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ แบบเรียบง่ายขึ้นมา
การกระทำที่ดูช่ำชองและเชี่ยวชาญของซ่งเข่อเข่อ ทำให้คนที่มองดูรู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย กู้ซือมองดูมือที่ขยับไปมาอย่างไม่หยุดพักของลูกสาว พลางขบคิดอยู่ในใจว่า ในชาติที่แล้วเด็กคนนี้ต้องเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายอะไรมาบ้างกันแน่
[จบบท]