บทที่ 102 : คนเอาใจใส่
ลู่ชิงชิงนึกขำอยู่ในใจ คนยุคนี้ช่างขี้อายกันง่ายเหลือเกิน เวลาเดินไปตามถนนหนทาง พวกหนุ่มสาวที่กำลังคบหากันอย่าว่าแต่เดินจับมือเลย แค่เดินเคียงข้างกันก็ยังรู้สึกเขินอายจนต้องเว้นระยะห่างเอาไว้ตั้งหนึ่งถึงสองช่วงตัว
หนักกว่านั้นคือ บางคู่เดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกันแท้ๆ แต่คนหนึ่งเดินฝั่งซ้าย ส่วนอีกคนเดินฝั่งขวา ทิ้งระยะห่างกันคนละฟากฝั่งถนนเลยทีเดียว
ถึงแม้ผู้คนในยุคสมัยนี้จะค่อนข้างหัวโบราณ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คนส่วนใหญ่เท่านั้น ท่ามกลางสังคมแบบนี้ก็ยังมีบางคนที่ไม่สนใจสายตาชาวบ้านและเลือกที่จะทำตามใจตัวเอง ถึงจะถูกคนอื่นชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ แต่พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
แต่แน่นอนว่า ในบรรดาคนเหล่านั้นก็ต้องมีพวกคนเลวปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นคนแบบหลิวฉางซุ่น คนเราจะซื่อสัตย์หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเติบโตมาจากชนบทหรือเปล่า และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในยุคสมัยไหนด้วย
เหมือนที่เคยเห็นในโทรทัศน์บ่อยๆ ขนาดในยุคโบราณก็ยังมีโจรราคะเลย! แล้วผู้ชายร้ายกาจสามคนที่เพิ่งเจอมาเมื่อครู่นี้ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดไม่ใช่เหรอ?
ขนาดท่านขงจื๊อยังเคยกล่าวเอาไว้ว่า ความต้องการอาหารและเรื่องเพศเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถทำผิดพลาดในเรื่องแบบนี้ได้ทั้งนั้น
เมื่อลู่ชิงชิงหันไปมองท่าทีเขินอายของฉือซู่ฉิน เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะมีหวังและน่าจะตกลงกันได้สำเร็จ เหตุผลแรกเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองคนต่างก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือที่บ้านของฉือซู่ฉินกำลังวุ่นวาย เธอเองก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับด้วยเช่นกัน ดังนั้นลู่ชิงหวยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้ทิ้งให้ฉือซู่ฉินต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ลู่ชิงชิงจำได้ว่าตอนที่เดินออกมาจากบ้านของเฉียวอวี้ก็เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว หลังจากนั้นต้องไปตามหาคนเอย ช่วยเหลือคนกลางทางเอย แถมยังต้องเสียเวลาอยู่ที่บ้านตระกูลฉืออีกตั้งนาน สันนิษฐานว่าตอนนี้เวลาน่าจะล่วงเลยไปจนถึงสามทุ่มกว่าแล้ว
เวลาสามทุ่มกว่าในยุคสมัยที่ไม่มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนแบบนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดึกมากจริงๆ หากปล่อยให้หญิงสาวตัวคนเดียวเดินกลับบ้านไปตามลำพัง ไม่แน่ว่าอาจจะหนีเสือปะจระเข้เข้าให้อีกก็เป็นได้
หลังจากช่วยจัดการหาบ้านพักรับรองเล็กๆ แห่งหนึ่งให้ฉือซู่ฉินได้พักผ่อนอย่างปลอดภัยแล้ว ลู่ชิงชิงก็หันไปกำชับกับลู่ชิงหวยว่าพรุ่งนี้ให้แวะมาดูแลอีกฝ่ายด้วย
แน่นอนว่าลู่ชิงหวยตอบตกลงในทันที เพราะถึงแม้ลู่ชิงชิงจะไม่ได้เอ่ยปากบอก เขาก็ตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว
ทางด้านของลู่ชิงชิงกับเฉียวอวี้ หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น พวกเขาทั้งสองคนก็พากันเดินกลับบ้าน
ทั่วทั้งบริเวณลานบ้านพักมีหน้าต่างเพียงไม่กี่บานเท่านั้นที่ยังมีแสงไฟส่องสว่างเล็ดลอดออกมา บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบเป็นอย่างมาก ในยุคนี้ยังมีคนเลี้ยงสุนัขกันไม่มากนัก เพราะแค่หาอาหารกินให้ท้องอิ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันล่ะ!
ส่วนบ้านตระกูลเฉียวนั้นยังคงเปิดไฟสว่างไสว ทันทีที่พวกเขาทั้งสองคนเดินขึ้นบันไดมาถึงและยังไม่ทันจะได้ยกมือขึ้นเคาะประตู พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นว่าบานประตูถูกเปิดออกมารอรับอยู่ก่อนแล้ว
เว่ยเป่าจือที่กำลังยืนรออยู่ตรงหน้าประตูรีบกวักมือเรียกทันทีที่เห็นหน้าพวกเขา
"ในที่สุดก็กลับมากันสักที เฉียวอวี้ แกพาชิงชิงไปที่ไหนมา? ทำไมเพิ่งจะกลับเอาป่านนี้? ดึกดื่นมืดค่ำไม่กลัวว่าจะเจออันตรายบ้างหรือยังไง?"
ลู่ชิงชิงเลือกที่จะยืนเงียบๆ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา เธอไม่อยากอธิบายว่าเรื่องที่ล่าช้าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเพราะตัวเธอเอง หากให้เฉียวอวี้เป็นคนรับหน้าก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง เพราะคนเป็นแม่ ต่อให้จะรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหน อย่างมากก็คงทำได้แค่บ่นลูกชายไปสองสามประโยคเท่านั้น
ทว่าเธอยังถือว่าเป็นแค่คนนอก หากพูดอะไรผิดหูไป ไม่แน่ว่าท่าทีของเว่ยเป่าจือที่มีต่อเธออาจจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้ เพราะในสายตาของครอบครัวเฉียวอวี้ เธอเป็นเพียงแค่ว่าที่ลูกสะใภ้ ยังไม่ได้แต่งเข้ามาเป็นคนในครอบครัว
ตราบใดที่เฉียวอวี้ยังปฏิบัติดีต่อเธอ คนในครอบครัวก็ย่อมต้องปฏิบัติดีต่อเธอตามไปด้วย ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่เป็นเพราะสถานะว่าที่ภรรยาของลูกชายบ้านนี้นั่นเอง
ต่อให้เฉียวอวี้จะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น พวกเขาก็คงจะปฏิบัติดีต่อผู้หญิงคนนั้นแบบนี้เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ลู่ชิงชิงจะไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องแต่งงานมาก่อน แต่เธอก็เคยเห็นเรื่องราวแบบนี้มามากพอแล้ว แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องวิธีการรับมือกับแม่สามีมากนัก แต่ลึกๆ แล้วเธอก็พอจะเข้าใจหลักการอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้เธอจึงเลือกที่จะเงียบปากเอาไว้
ทันทีที่เว่ยเป่าจือบ่นจบ เฉียวอวี้ก็ยิ้มเจื่อนๆ ออกมาด้วยความรู้สึกผิด
"แม่ครับ ผมผิดเองที่พาชิงชิงเดินไปไกล พอตอนที่จะกลับบ้าน ออกมาก็ไม่มีรถผ่านมาสักคันเลย พวกผมก็เลยต้องเดินเท้ากลับมาครับ ไม่เพียงแต่จะทำให้ทุกคนที่บ้านต้องเป็นห่วงเท่านั้น แต่ยังทำให้ชิงชิงต้องมาทนลำบากไปด้วย”
“ป่านนี้เธอคงจะเดินจนปวดขาไปหมดแล้ว เดี๋ยวผมจะไปต้มน้ำอุ่นมาให้เธอเช็ดเนื้อเช็ดตัวสักหน่อย เสร็จแล้วพวกเราจะได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนเสียที ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วด้วยครับ"
เว่ยเป่าจือยอมเบี่ยงตัวหลบทางเพื่อเปิดโอกาสให้คนทั้งสองเดินเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากปิดประตูเสร็จแล้วเธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นตามหลัง
"ลูกคนนี้นี่ก็จริงๆ เลย อายุอานามก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ทำไมถึงยังไม่รู้จักคิดให้รอบคอบอีก? จะพาเดินไปไกลขนาดนั้นทำไมกัน? หากแกทำให้ชิงชิงต้องมาเหนื่อยล้าแบบนี้ พวกเราก็พลอยรู้สึกปวดใจไปด้วยรู้ไหม?"
เฉียวอวี้รีบพยักหน้ารับคำอย่างเอาใจ
"ครับๆ คราวหน้าผมจะระวังให้มากกว่านี้ครับ!"
ทางด้านลู่ชิงชิงก็รีบพูดสมทบขึ้นมาทันที
"คุณน้าคะ ฉันไม่เป็นไรเลยค่ะ ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด"
"ชิงชิงจ๊ะ ไม่เป็นไรหรอกนะ หากเฉียวอวี้ดูแลเธอไม่ดีตรงไหน เธอรีบมาบอกน้าได้เลยนะ เดี๋ยวน้าจะจัดการสั่งสอนเขาให้เอง!" เว่ยเป่าจือพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม
ลู่ชิงชิงส่งยิ้มหวานพร้อมกับตอบรับคำอย่างว่าง่าย
"คุณน้าก็รีบไปพักผ่อนเถอะค่ะ อุตส่าห์อยู่รอพวกเราจนดึกดื่นป่านนี้แถมยังไม่ได้นอนอีก พรุ่งนี้คุณน้ายังต้องตื่นไปทำงานอีกไม่ใช่เหรอคะ?"
"พรุ่งนี้น้าต้องไปทำงานจ้ะ แต่น้าตื่นไหวไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เอาล่ะ พวกเธอไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็เตรียมตัวนอนเถอะ น้าจัดการเตรียมที่หลับที่นอนเอาไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้วล่ะ เดี๋ยวให้เฉียวอวี้พาเธอไปที่ห้องพักก็แล้วกันนะ"
"ตกลงค่ะ"
อันที่จริงแล้วเว่ยเป่าจือจงใจเปิดโอกาสให้พวกเขาทั้งสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังต่างหาก เธอรู้ดีว่าลูกชายของตัวเองเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและไว้ใจได้ ดังนั้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางเรื่องปล่อยให้เฉียวอวี้เป็นคนลงมือจัดการดูแลด้วยตัวเองจะดีกว่า ส่วนคนเป็นแม่อย่างเธอก็ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่กองหนุนคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว
หลังจากที่เว่ยเป่าจือเดินคล้อยหลังกลับเข้าห้องไปแล้ว เฉียวอวี้ก็ชี้นิ้วไปยังห้องพักห้องหนึ่ง
"ช่วงสองสามวันนี้คุณพักอยู่ที่ห้องนั้นก่อนก็แล้วกันนะครับ"
"อืม" ลู่ชิงชิงกวาดสายตามองสำรวจรอบๆ บ้าน บ้านหลังนี้มีห้องพักทั้งหมดสามห้อง เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครอบครัวนี้จัดการเรื่องห้องนอนกันอย่างไร ในเมื่อสมาชิกในบ้านก็มีกันตั้งหลายคน
"ฉันนอนห้องนั้นคนเดียวเลยเหรอคะ?"
"ใช่ครับ ผมกลัวว่าคุณจะไม่คุ้นชินสถานที่ ก็เลยไม่ได้ให้เมิ่งซีเข้ามานอนเบียดด้วย ช่วงนี้เมิ่งซีจะย้ายไปนอนห้องเดียวกับแม่ของผม ส่วนพวกผมสามคนพ่อลูกก็จะไปนอนอัดรวมกันอยู่ในห้องเดียวกัน วางใจเถอะครับ แค่นอนเบียดกันชั่วคราวแค่ไม่กี่วัน พวกผมทนได้อยู่แล้ว"
"แล้วปกติตอนที่ฉันยังไม่ได้มาพักที่นี่ พวกคุณแบ่งห้องนอนกันยังไงเหรอคะ?" ลู่ชิงชิงถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ พ่อกับแม่ของผมก็จะนอนห้องเดียวกัน ผมกับเจ้าสี่ก็นอนด้วยกันอีกห้อง ส่วนเมิ่งซีก็จะได้นอนแยกห้องคนเดียวครับ เพราะถึงยังไงตอนนี้น้องสาวของผมก็โตเป็นสาวแล้ว จะให้มานอนรวมกับพวกผู้ชายก็คงจะไม่สะดวกเท่าไหร่"
ในระหว่างที่เดินพูดคุยกันนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็เดินเข้ามาภายในห้องพักเรียบร้อยแล้ว จู่ๆ เฉียวอวี้ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"คือว่า..."
ลู่ชิงชิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสงสัย
"คะ? คุณมีอะไรอยากจะบอกฉันหรือเปล่าคะ? มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ได้เลยนะ ตัวฉันเป็นคนชอบพูดจาตรงไปตรงมา ถ้าขืนคุณมัวแต่อ้อมค้อมไปมา ฉันอาจจะฟังไม่เข้าใจเอานะคะ"
อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าเธอจะฟังไม่เข้าใจหรอก เพียงแต่ลู่ชิงชิงไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วยความรู้สึกอึดอัดแบบนั้นต่างหาก มันทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป
เฉียวอวี้มีท่าทีหลบสายตาเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกขัดเขินออกมาให้เห็นอยู่บ้าง
"อืม ผมก็แค่อยากจะบอกคุณเอาไว้ล่วงหน้าน่ะครับ ว่าก่อนที่เราสองคนจะแต่งงานกัน ผมตั้งใจว่าจะไปหาซื้อบ้านหลังใหม่แยกออกไปต่างหาก เราจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่หรอกนะครับ ดังนั้นคุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก คุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวใหญ่แน่นอนครับ"
เรื่องนี้ลู่ชิงชิงไม่ได้คิดเผื่อเอาไว้มากนัก พอได้ยินเขาพูดเกริ่นขึ้นมาเธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ใช่แล้วล่ะ! หากต้องให้คนครอบครัวใหญ่มาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันหมด มันก็ดูจะแออัดยัดเยียดมากเกินไปจริงๆ นั่นแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนในครอบครัวต้องมาเจอหน้ากันบ่อยๆ มันก็เหมือนกับลิ้นที่ต้องคอยกระทบกับฟัน ปัญหาความขัดแย้งจุกจิกก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย
การแยกออกไปอยู่กันเองย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ต่อให้จะย้ายไปอยู่บ้านตรงข้ามกัน มันก็ยังดีกว่าการต้องมาทนอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอยู่ดี มิเช่นนั้นก็คงจะไม่มีความเป็นส่วนตัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เฉียวอวี้บอกให้เธอพักผ่อนตามสบาย ส่วนตัวเขาเดินออกไปยกกะละมังใส่น้ำอุ่นเข้ามาในห้อง แล้วนำไปวางไว้บนชั้นวางกะละมังล้างหน้า
"คุณล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเถอะครับ ส่วนนี่คือผ้าเช็ดหน้าของคุณ"
"อืม ขอบคุณมากนะคะ" ลู่ชิงชิงเอื้อมมือไปรับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ ก่อนจะลองสัมผัสอุณหภูมิของน้ำในกะละมังดู ก็พบว่ามันกำลังอุ่นพอดีเลยทีเดียว
เฉียวอวี้ยืนจ้องมองใบหน้าของหญิงสาว แสงไฟสีเหลืองนวลภายในห้องส่องสว่างกระทบใบหน้าของเธอ ยิ่งขับเน้นให้โครงหน้าของเธอดูงดงามนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
"คุณจะเกรงใจผมไปทำไมกันครับ? เราคนกันเองแท้ๆ"
ลู่ชิงชิงแลบลิ้นออกมาเล็กน้อยด้วยความเคยชิน มันเป็นนิสัยที่เธอถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ จะให้มานั่งเปลี่ยนปุบปับภายในเวลาสั้นๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ และที่สำคัญเธอเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนมันด้วย เพราะคงไม่มีใครหน้าไหนมารู้สึกรังเกียจคนที่พูดจามีมารยาทหรอกจริงไหม?
ทางด้านเฉียวอวี้ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเตรียมตัวล้างหน้าล้างตาแล้ว เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที
ลู่ชิงชิงก้มมองอ่างล้างหน้าก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ในยุคนี้ไม่มีโฟมล้างหน้าให้ใช้ เธอจึงทำได้แค่ทนล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าไปพลางๆ ก่อนเท่านั้น
ทันทีที่เธอจัดการล้างหน้าเสร็จเรียบร้อย เฉียวอวี้ก็ยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาอีกใบ ก่อนจะวางมันลงบนพื้นข้างเตียงนอน
"คุณเดินมาทั้งวันคงจะเหนื่อยแย่ แช่เท้าด้วยน้ำอุ่นสักหน่อยก่อนนอนเถอะครับ จะได้รู้สึกสบายตัวขึ้น"
หลังจากนั้นเขาก็หมุนตัวยกกะละมังล้างหน้าใบเดิมเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลู่ชิงชิงนั่งเหม่อลอยจ้องมองกะละมังแช่เท้าเพียงลำพัง นี่มันคือการปรนนิบัติระดับไหนกันเนี่ย!
อย่าว่าแต่หลังจากที่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่เลย ขนาดในชีวิตก่อนหน้านี้เธอยังไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่ถึงขนาดนี้มาก่อน ต่อให้พ่อกับแม่จะรักและเอ็นดูเธอมากแค่ไหน แต่พวกท่านก็ไม่เคยตามใจเธอถึงขั้นนี้ พวกท่านมักจะคอยสั่งสอนให้เธอรู้จักพึ่งพาตัวเองเสียมากกว่า
เฉียวอวี้คนนี้ช่างเป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่คนอื่นเก่งมากจริงๆ... เมื่อนึกถึงการกระทำของชายหนุ่ม ลู่ชิงชิงก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจนอกเหนือไปจากความรู้สึกดีใจ ผู้ชายแสนดีแบบนี้ ดูเหมือนว่า... จะหาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะ!
เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเขาจะปฏิบัติกับเธอแสนดีแบบนี้ตลอดไปหรือเปล่า? ความดีเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่สามารถเอามาเป็นเครื่องการันตีอะไรได้หรอก การรักษาความดีให้คงเส้นคงวาต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งต่างหากล่ะถึงจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและหาได้ยากมากที่สุด
[จบบท]